LNCrawler

บทที่ 111 กินบุญเก่าอย่างผ่าเผย [5]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 111 กินบุญเก่าอย่างผ่าเผย [5]

        ซูเจียวเจียวจึงนึกขึ้นได้ “แย่จัง ฉันนี่ขี้ลืมจริงๆ! เยว่เผิงไห่เขาแต่งงานกับจางหงอวี้ไปเมื่อต้นปีแล้วนี่นา ตอนนี้เขาก็ย้ายไปอยู่บ้านช่างจางแล้ว พวกเราเอาเกี๊ยวชามนี้ไปให้เขากันเถอะ”

       เนื่องจากซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงไม่สนิทกับบ้านช่างจางเท่าไรนัก จึงไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของทั้งคู่

       ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ได้ได้รับเชิญจากเยว่เผิงไห่อีกด้วย

       เยว่เผิงไห่ไม่ได้เชิญยุวชนคนไหนในบ้านพักยุวชนเลยแม้แต่คนเดียว

       มีเพียงบ้านช่างจางที่เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาจัดงานเลี้ยงสองโต๊ะ

       หลังจากแต่งงาน เยว่เผิงไห่ก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านช่างจางโดยตรง ซึ่งก็เท่ากับเป็นการไปอยู่กินที่บ้านฝ่ายหญิง คาดว่าคงรู้สึกอับอาย จึงไม่อยากเชิญคนรู้จักไปร่วมงาน เพราะกลัวว่าจะถูกหัวเราะเยาะ

       ในช่วงเวลาเช่นนี้ การเป็นลูกเขยที่ไปอยู่กินบ้านฝ่ายหญิงก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกมองว่าเป็นคนกินบุญเก่า ยากที่จะเชิดหน้าชูตาได้

       เพราะคนที่มีความสามารถจริงๆ ใครเล่าจะยอมแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง?

       อย่างเยว่เผิงไห่ก็ไม่ใช่คนท้องถิ่นตามที่อยู่ที่จัดทะเบียนบ้าน และไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังไม่มีใครให้พึ่งพา ช่างจางย่อมไม่อยากให้ลูกสาวต้องลำบากกับเขา

       ดังนั้น เยว่เผิงไห่จึงต้องย้ายไปอยู่บ้านตระกูลจาง

       หลังจากนั้นซูเจียวเจียวก็เริ่มยุ่งมากขึ้น จนไม่ได้สนใจเรื่องของคนอื่นอีก

       ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงช่วยกันถือเกี๊ยวไปที่บ้านช่างจาง

       ตอนนี้ที่บ้านช่างจาง จางหงอวี้กำลังทำอาหารกลางวันอยู่กับพี่สะใภ้ ส่วนเยว่เผิงไห่กำลังพูดคุยกับช่างจางอยู่ในลานบ้าน ดูเหมือนพ่อตากับลูกเขยจะเข้ากันได้ดี

       ซูเจียวเจียวอธิบายถึงเจตนาของตน เซียวหยวนหมิงจึงยื่นเกี๊ยวส่งให้

       “ไม่เป็นไรเลยครับ พวกเราอยู่ในกองผลิตเดียวกัน ผมก็แค่ช่วยออกแรงนิดหน่อยเอง” ใบหน้าของเยว่เผิงไห่พลันแสดงความประหลาดใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงจะนำเกี๊ยวไส้เนื้อมาให้เขาถึงที่!

       เพราะก่อนหน้านี้เขายังเคยช่วยโจวเม่ยพูดจาไม่ดีถึงซูเจียวเจียว แต่เธอกลับไม่ถือโทษโกรธเคือง

       ส่วนที่เขาช่วยออกแรงขุดดินโคลนถล่มนั้น เป็นเพราะตอนนั้นเขายืนอยู่ข้างหน้าพอดี เลขาธิการเจียงจึงเรียกชื่อเขาให้ไปช่วย

       เซียวหยวนหมิงกล่าวว่า “ผมไม่ชอบติดค้างใคร”

       เยว่เผิงไห่ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว และไม่ได้กินเกี๊ยวมานานมากแล้วเช่นกัน เขาอดใจอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เพราะกลิ่นมันหอมเย้ายวนใจเหลือเกิน!

       “ยุวชนซู สหายเซียวหยวนหมิง ขอบคุณจริงๆ ครับ ผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ! ต่อไปถ้ามีอะไรให้ช่วย พวกคุณบอกผมได้เลย”

       ตอนนี้เยว่เผิงไห่พบว่า ซูเจียวเจียวน่าเชื่อถือกว่าโจวเม่ยเสียอีก

       โจวเม่ยนั้น ถ้าได้ของดีมา ก็ไม่เคยนำออกมาแบ่งปันให้ใคร จะเก็บไว้กินคนเดียวตลอด

       ไม่เคยรู้สึกขอบคุณที่ช่วยเธอเลย แถมยังคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรจะได้รับอีกด้วย

       ตอนนั้นเขาตาบอดจริงๆ ที่เลือกโจวเม่ย

       ช่วงนี้โจวเม่ยแอบทอดสะพานให้เขาอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาไม่สนใจเลย! ตอนนี้เขามีภรรยาแล้ว แถมยังกินและอยู่ที่บ้านพ่อตาแม่ยายอีกด้วย หากพวกเขารู้ว่าเขายังกล้าเข้าใกล้โจวเม่ย คงโดนตำหนิไม่น้อย

       แม้ภรรยาที่บ้านจะเข้มงวดไปบ้าง แต่ชีวิตในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมากลับดีขึ้นมาก ไม่เพียงแต่มีคนซักผ้าและทำอาหารให้กินเท่านั้น แต่ยังได้กินข้าวอิ่มทุกมื้อ แถมยังได้กินข้าวขาวหอมๆ อีก!

       บางครั้งก็ยังได้กินเนื้ออีกด้วย!

       อาหารและการดูแลเช่นนี้ ดีกว่าตอนที่เขาอยู่บ้านพักยุวชนคนเดียวมากมายนักไม่ใช่หรือ?

       เมื่อก่อนหลังจากเลิกงาน เขายังต้องซักผ้าทำอาหารเอง บางครั้งเหนื่อยจนไม่อยากจะขยับตัว แต่ถ้าไม่ทำอาหารก็ต้องหิว ถ้าไม่ซักผ้า วันรุ่งขึ้นก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่…

       หลังจากส่งเกี๊ยวเสร็จ ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงก็กลับไป

       เยว่เผิงไห่กำลังจะยกชามเกี๊ยวขึ้นกิน แต่ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นสายตาของพ่อตาที่มองมา เขาจึงรีบหยุดมือ อดทนต่อความอยากอาหารในท้อง แล้วยิ้มกล่าวว่า “พ่อตาครับ เกี๊ยวนี้หอมมากเลยครับ ผมจะคีบให้พ่อตาสักสองชิ้นลองชิมดูไหมครับ?”

       ช่างจางส่ายหน้า “เขาให้ลูก ลูกก็กินเองเถอะ”

       เยว่เผิงไห่กล่าวว่า “งั้นผมจะไปเรียกหงอวี้ออกมาทานด้วยกันนะครับ”

       เขาถือชามเดินไปที่ห้องครัว และเรียกจางหงอวี้ออกมาทานเกี๊ยวด้วยกัน

       จางหงอวี้ดีใจมาก “เผิงไห่ เกี๊ยวนี้มาจากไหนหรือคะ?”

       เยว่เผิงไห่กล่าว “ยุวชนซูเอามาให้น่ะ บอกว่าขอบคุณที่วันนั้นผมช่วยออกแรงขุดดินค้นหาคน”

       จางหงอวี้กล่าวชม “ยุวชนซูนี่เป็นคนรู้คุณจริงๆ เลยนะคะ แล้วเกี๊ยวชามนี้ก็หอมมากเลย”

       สามีภรรยาคู่นี้ต่างก็กินเกี๊ยวกันคนละคำสองคำ

       ช่างจางมองดูภาพนี้ด้วยความพอใจ พลางพยักหน้าเบาๆ

       ก่อนหน้านี้ตอนที่ลูกสาวของเขาอยากแต่งงานกับเยว่เผิงไห่ เขาก็ไม่เห็นด้วย

       แม้ว่าฐานะทางบ้านของพวกเขาจะจัดว่าไม่เลวในหมู่บ้าน แต่สภาพลูกสาวของเขาเป็นอย่างไร เขาก็รู้ดีกว่าใคร

       ลูกสาวของเขาไม่ได้สวย แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ เรียกว่าธรรมดามากๆ ดวงตาเล็กเรียว ผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ แถมยังเรียนไม่จบแค่มัธยมต้น เรื่องบุคลิกภาพไม่ต้องกล่าวถึงเลย แทบจะไม่มี

       แต่เยว่เผิงไห่เล่า?

       หน้าตาดีมากๆ แถมยังมาจากเมืองหลวง เรียนจบชั้นมัธยมปลาย มีกลิ่นอายของความเป็นผู้มีความรู้ ซึ่งชายหนุ่มในหมู่บ้านไม่มี

       ผู้ชายแบบนี้จะเป็นคนงานชั้นดีที่ทำงานเก่งได้อย่างไร?

       ในอนาคตจะเลี้ยงดูภรรยาและลูกได้ไหม?

       ดูยังไงก็ไม่ใช่ผู้ชายที่หาเลี้ยงครอบครัวได้

       แต่ลูกสาวของเขากลับชอบชายหนุ่มมาก ยืนกรานว่าถ้าไม่ยอมแต่งงาน เธอก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป

       สุดท้ายไม่มีทางเลือก ช่างจางจึงต้องยอม

       โชคดีที่หลังจากแต่งงาน เยว่เผิงไห่ก็ทำตัวดีกับลูกสาว คอยดูแลเอาใจใส่ลูกสาวของเขาเป็นอย่างดี

       เขาไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใด ขอแค่ดีกับลูกสาวของเขาก็พอ

       เดิมทีในชามมีเกี๊ยวเพียงสิบชิ้น เยว่เผิงไห่กับจางหงอวี้กินไปคนละสองชิ้น แบ่งให้ช่างจางอีกสองชิ้น และหลานชายหลานสาวอีกคนละสองชิ้น ที่เหลือก็หมดแล้ว

       มันไม่พอแบ่งจริงๆ

       ก็แค่ได้ลิ้มลองรสชาติเท่านั้น

       นอกจากยุวชนทั้งสี่คนในบ้านพักยุวชนแล้ว ซูเจียวเจียวก็ยังนำเกี๊ยวไปส่งให้บ้านป้าหวัง และบ้านลู่เหว่ยหมินอีกด้วย

       ป้าหวังและป้าลู่ต่างก็ปฏิเสธเป็นพัลวัน เกี๊ยวชามใหญ่ขนาดนี้จะส่งให้คนอื่นตามใจชอบได้อย่างไร!

       นี่มันเป็นอาหารล้ำค่าเลยนะ!

       ซูเจียวเจียวเป็นคนที่มีความแค้นฝังใจกับคนที่ไม่ดีต่อเธอ แต่สำหรับคนที่ดีกับเธอและอาหมิง ก็จะจดจำไว้ทั้งหมด แล้วถ้ามีโอกาสก็จะตอบแทนน้ำใจกลับไป

       ส่วนคนที่ทำไม่ดีกับเธอและอาหมิง อย่าหวังว่าจะได้อะไรจากเธอเลย แม้แต่เหรียญเดียวก็ยังไม่มีทาง

       ไม่นานนัก บ้านของเฉินซิ่วฮวาและบ้านของป้าหวังซึ่งอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินว่าซูเจียวเจียวทำเกี๊ยวหม้อใหญ่ ราวกับเป็นเทพบุตรโปรยเงินโปรยทองส่งออกไปทั่วบ้าน เธอจึงรีบวิ่งไปที่หน้าประตูบ้านซูเจียวเจียวเพื่อดูความเคลื่อนไหว

       แต่ใครจะรู้ ซูเจียวเจียวกลับปิดประตูบ้านสนิท แล้วนั่งล้อมวงกับเซียวหยวนหมิง เซียวหยวนซิน และหลิวหยวนหยวนทั้งสี่คน กินเกี๊ยวกันอย่างสนุกสนาน เหงื่อไหลซก

       คนที่สมควรได้รับก็ได้รับไปหมดแล้ว ส่วนคนอื่นๆ เธอก็ไม่สนใจอะไรมากนัก!

       อยากกินเกี๊ยวเหรอ ฝันไปเถอะ!

       …

       เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เซียวหยวนหมิงขึ้นรถแทรกเตอร์ไปที่ตัวอำเภอ และกลับมาในช่วงบ่าย เขาไม่เพียงแค่กลับมาตัวเปล่า แต่ยังนำอิฐมาเต็มคันรถ และปูนซีเมนต์อีกหลายสิบถุง แถมยังมีรถบรรทุกทรายตามหลังมาอีกคัน

       การที่เซียวหยวนหมิงนำของเหล่านี้กลับมามากมายขนาดนี้ ทำให้เกิดความโกลาหลไปทั่วทั้งกองผลิต เพราะในเวลานี้ทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในบ้านดิน และบางบ้านก็ยังเป็นบ้านไม้

       เซียวหยวนหมิงเป็นคนแรกที่นำปูนซีเมนต์ ทราย และอิฐกลับมา!


!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน 
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^