บทที่ 119 หมาป่าเดียวดายไร้คู่ครอง
บทที่ 119 หมาป่าเดียวดายไร้คู่ครอง
นางเฉิงมองพื้นปูนซีเมนต์ที่สะอาดสะอ้านด้วยแววตาอิจฉาปนยินดี เมื่อผิงผิงเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าได้ละก็ อนาคตข้างหน้าก็ย่อมดีขึ้นเรื่อยๆ
ชีวิตย่อมมีความหวังเสมอ
รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของนางเฉิง “ยุวชนซู ฉันได้ยินผิงผิงบอกว่าคุณตั้งใจจะรับเธอเป็นศิษย์ และเมื่อคืนก็ต้องขอบคุณสามีของคุณด้วยนะคะ นี่คือของเล็กๆ น้อยๆ จากใจพวกเรา หวังว่าคุณจะรับไว้ ของเหล่านี้ไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจ”
ขณะที่พูด นางเฉิงก็ยื่นของเหล่านั้นให้ซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวไม่ได้รับไว้ ใบหน้าขาวผ่องน่ารักของเธอเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน “ป้าเฉิงคะ พวกคุณเกรงใจเกินไปแล้ว ไม่ต้องนำสิ่งของมาให้หรอกค่ะ ฉันเห็นว่าภรรยาของตงเซิงเป็นคนที่มีน้ำใจ จึงอยากจะช่วยเธอสักหน่อย ส่วนจะเรียนได้ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองแล้ว”
นางเฉิงยิ้ม “โบราณว่าไว้ อาจารย์ชี้ทาง ศิษย์ต้องบำเพ็ญเอง การเรียนรู้จะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเธอเอง หากเธอเรียนได้ไม่ดี นั่นก็เป็นเพราะเธอไม่มีพรสวรรค์ คุณยินดีรับเธอเข้าเรียนนั่นก็ดีมากแล้ว ถือว่าครอบครัวเฉิงติดหนี้บุญคุณคุณใหญ่หลวง ของเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้โปรดรับไว้เถอะค่ะ”
“ใช่แล้วค่ะยุวชนซู หากไม่ใช่เพราะคุณช่วยฉันไว้ละก็ ฉันคงไม่มีหนทางในชีวิตเลย คุณทำให้ฉันเห็นความหวังในอนาคต ฉันอยากจะขอบคุณคุณจากใจจริงค่ะ” เฉิงติ้งผิงกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
ในที่สุดนางเฉิงและเฉิงติ้งผิงก็กลัวว่า ซูเจียวเจียวจะไม่ยอมรับสิ่งของ จึงรีบวางถุงแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ซูเจียวเจียวได้แต่หัวเราะอย่างจนปัญญา
ซูเจียวเจียวไม่รับไม่ใช่เพราะดูถูกเฉิงติ้งผิง แต่เพราะเธอรู้สึกสงสารจริงๆ จึงอยากให้อีกฝ่ายเก็บไว้ใช้เอง ไม่คิดว่าพวกเธอจะวางของแล้ววิ่งหนีไปเลยแบบนี้
ซูเจียวเจียวหิ้วถุงกลับเข้าห้องโถง เปิดออกดูก็พบว่า ข้างในมีไข่แปดฟอง ขนมหวานหนึ่งถุง และขนมปังกรอบหนึ่งซอง
สิ่งของมากมายเหล่านี้ สำหรับเฉิงติ้งผิงแล้วนับว่าเป็นของล้ำค่า ยามปกติคงเป็นของที่เธอไม่กล้ากินเอง หากเป็นเช่นนั้น เธอคงไม่ซูบผอมถึงเพียงนี้ อายุครรภ์ห้าเดือนแล้ว แต่กลับไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
เซียวหยวนซินเห็นการสนทนาในลานบ้านจากหน้าต่างแล้ว เพียงแต่เธอยังไม่ออกมา “ดูเหมือนว่าภรรยาของตงเซิงเป็นคนรู้คุณคน นี่ก็เป็นการแสดงความขอบคุณของพวกเขา เธอรับไว้เถอะ”
ซูเจียวเจียวพยักหน้า “ถ้าหิ้วกลับไปให้จริงๆ ก็คงไม่ดีนัก เอาไว้คราวหน้าฉันจะส่งของขวัญตอบแทน”
“ดีเลย” เซียวหยวนซินยิ้ม
หลังจากซูเจียวเจียวทำงานในวันนี้เสร็จเรียบร้อยอย่างคล่องแคล่ว เธอก็รอเซียวหยวนหมิงเลิกงาน
ระหว่างทาง เซียวหยวนหมิงกับหลี่ต้าเฉวียนพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน ส่วนลู่เหว่ยหมินเดินกะโผลกกะเผลกตามหลัง
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ลู่เหว่ยหมินออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ขายังไม่หายสนิท ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันมาโดยตลอด ทำให้เขาไม่ได้ทำงานอะไรเลย และรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเฉาตายเพราะความว่างงาน
หลี่ต้าเฉวียนตบไหล่ลู่เหว่ยหมิน “ได้พักบ้างก็ดีสิ ดูฉันสิ ทำงานเหนื่อยเหมือนหมาทุกวัน ไม่มีเวลาพักเลย นายมันพวกสุขสบายไม่รู้ร้อนรู้หนาวจริงๆ!”
ลู่เหว่ยหมินเบะปาก “งั้นนายก็ไปหักขาซะสิ จะได้พักเดือนหนึ่ง”
หลี่ต้าเฉวียนรีบโบกมือ “ไม่เอาหรอก ไม่เอา ฉันไม่ทำหรอก เกิดหกล้มจนขาพิการขึ้นมาจะทำยังไง? เดี๋ยวก็หาเมียไม่ได้กันพอดี!”
ลู่เหว่ยหมินถาม “แม่นายยังไม่หาคู่ให้เลยเหรอ? นายก็อายุสิบแปดแล้วนะ”
“ทำไมจะไม่ได้หาล่ะ แม่ฉันก็หาไปทั่วแล้ว เพียงแต่ฉันไม่ชอบสักคน” หลี่ต้าเฉวียนบ่นกระปอดกระแปด
ลู่เหว่ยหมินถาม “แล้วนายอยากได้เมียแบบไหนล่ะ?”
“ฉลาด สวย และทำงานเก่ง” หลี่ต้าเฉวียนคิดแล้วตอบ
ลู่เหว่ยหมินมองเขาอย่างดูถูก “สภาพนี้อย่างนายยังคิดจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ฉลาด สวย และทำงานเก่งเหมือนยุวชนซูอีกเหรอ? นายเลิกคิดไปเลยดีกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนอาหมิง และอาหมิงเองก็เป็นคนเก่งมากด้วย ยุวชนซูถึงจะมองอาหมิงไง”
หลี่ต้าเฉวียนลูบหัวป้อยๆ “เข้าใจแล้วน่า ฉันไม่ได้บอกว่าจะหาคนที่เก่งและสวยเท่ายุวชนซูสักหน่อย แค่หน้าตาดีหน่อยก็พอ นายยังไม่เคยเห็นผู้หญิงที่แม่ฉันหาให้เลย บางคนก็ผอมอย่างกับไม้เสียบผี บางคนก็ตัวใหญ่เท่าโอ่ง บางคนก็ดำปี๋ ฉันละพูดไม่ออกเลยจริงๆ”
“ฮ่าๆ เก่งนี่ เข้าใจพูดเปรียบเทียบนะ” ลู่เหว่ยหมินหัวเราะ
หลี่ต้าเฉวียนพูดเสียงดัง “อย่างน้อยฉันก็เรียนถึงชั้นประถมมาหลายปีแล้วนะ”
เซียวหยวนหมิงฟังทั้งสองคนคุยโวโอ้อวดกัน ก็รู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อย
หลี่ต้าเฉวียนหันไปถามเซียวหยวนหมิงอีกครั้ง “พี่อาหมิง ผมจะไปล่าสัตว์บนเขา พี่จะไปด้วยกันไหม?”
เหตุผลหลักคือ วันนี้เฉิงติ้งผิงนำสิ่งของบางอย่างมาที่บ้านของเขา โดยบอกว่าขอบคุณที่เขาช่วยเรียกเลขาธิการเจียงและหลี่เกินเซิงมาตัดสินความเมื่อคืน และขอบคุณที่ช่วยแยกทั้งคู่ออกจากกัน ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องเจ็บตัว
แต่เขาไม่สามารถรับของได้โดยไม่ตอบแทน
ทว่าที่บ้านของเขาก็ไม่มีของดีอะไรจะตอบแทนได้ หลี่ต้าเฉวียนจึงคิดจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็นของขวัญตอบแทน
เซียวหยวนหมิงเองก็ไม่ได้ขึ้นเขามานานแล้ว จึงพยักหน้าตอบรับ “ตกลง งั้นเดี๋ยวฉันกลับบ้านไปวางของ แล้วเราไปรวมตัวกันที่เชิงเขาด้านหลัง”
“เยี่ยมเลย!” หลี่ต้าเฉวียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข แล้ววิ่งกลับบ้านไปหาอุปกรณ์
เมื่อเห็นหลี่ต้าเฉวียนจากไป ลู่เหว่ยหมินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา “ถ้าขาฉันไม่หายดีละก็ ฉันคงอยากจะขึ้นเขาไปกับพวกนายด้วยจริงๆ”
เซียวหยวนหมิงปลอบใจ “ร่างกายสำคัญที่สุด เมื่อขาของนายหายดีแล้ว มีเวลาอีกมาก อย่าทำให้ตัวเองพิการไปเสียก่อนล่ะ”
ลู่เหว่ยหมินพยักหน้า ทำได้เพียงมองเซียวหยวนหมิงกลับบ้านตาละห้อย แล้วเขาก็เดินกะโผลกกะเผลกกลับบ้านของตัวเอง
ซูเจียวเจียวเดินมาได้ครึ่งทาง ก็เห็นเซียวหยวนหมิงเลิกงานกลับมา เมื่อรู้ว่าเซียวหยวนหมิงจะไปล่าสัตว์บนเขา ซูเจียวเจียวก็อยากจะตามไปด้วย
เธอไม่ได้ขึ้นเขามานานแล้ว
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า “ได้เลย งั้นพวกเราไปพร้อมกัน” เมื่อมีเขาอยู่ด้วย การปกป้องภรรยาของเขาไม่ใช่ปัญหา
เขากลับบ้านไปหยิบตะกร้าสะพายหลัง แล้วไปเอาหีบเหล็กใต้เตียงในห้อง ซึ่งบรรจุกระสุนหนังสติ๊กและลูกแก้วสิบลูก
สุดท้ายก็ไปที่ห้องครัว หยิบมีดเคียว ผูกเชือก แล้วเสียบมีดเคียวไว้ที่เอว
เมื่อเตรียมของครบแล้ว เขาก็เดินจูงมือซูเจียวเจียวไปยังภูเขาด้านหลัง
เมื่อหลี่ต้าเฉวียนเห็นเซียวหยวนหมิงจูงซูเจียวเจียวกลับมาด้วย ก็อดเอ่ยปากแซวไม่ได้ “พวกนายสองคนนี่ตัวติดหนึบเป็นตังเมจริงๆ นะ ขึ้นเขาแค่นี้ก็ยังไม่อยากแยกจากกันเลย”
เซียวหยวนหมิงจ้องเขาเขม็ง “หมาป่าเดียวดายไร้คู่ครองอย่างนายน่ะ ไม่เข้าใจหรอก”
คำว่า ‘หมาป่าเดียวดาย’ ซูเจียวเจียวเป็นคนพูดให้เขาฟัง
มันช่างเป็นวลีที่สดใหม่
ฟังดูน่าสนใจกว่าคำว่า ‘ชายโสด’ ตั้งเยอะ
หลี่ต้าเฉวียนทำท่าเหมือนถูกเล่นงานอย่างหนัก “ดีนี่! มีเมียแล้วก็ไม่เอาผองเพื่อนเลยนะ ตอนนี้ฉันกลายเป็นหมาป่าเดียวดายไปแล้ว วันหลังฉันจะหาเมียให้ได้เลย!”
ทั้งสามคนพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ไม่นานก็มาถึงภูเขาด้านหลัง
ซูเจียวเจียวเดินตามหลังเซียวหยวนหมิงอย่างใกล้ชิด เธอเคยเห็นอาหมิงล่าสัตว์โดยใช้ลูกแก้ว ซึ่งแทบจะยิงถูกเป้าทุกครั้ง
ตอนอาหมิงยิงหนังสติ๊กน่ะ เท่สุดๆ ไปเลย
ชาติที่แล้วเธอไม่เคยเห็นอาหมิงยิงหนังสติ๊ก เพราะไม่เคยออกไปกับเขา
ชาตินี้ได้เห็นมาสองครั้งแล้ว เธอรู้สึกว่ามองเท่าไรก็ไม่พอ
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^