LNCrawler

บทที่ 127 แผนการที่วางไว้เป็นอย่างดี

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 127 แผนการที่วางไว้เป็นอย่างดี

        เสื้อผ้าของโจวเม่ยขาดวิ่นเต็มไปด้วยฝุ่นและเศษหญ้า โชคดีที่วันนี้เธอสวมแขนยาวขายาว นอกจากบริเวณหน้าอกแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้เปิดเผย

       โจวเม่ยรีบดึงเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกให้เรียบร้อย เพื่อปกปิดส่วนที่เผยออกมา

       หลี่เอ้อร์โก่วมองไม่เห็นของดีแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากด้วยความเสียดาย

       เมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มมืดลง และร่างกายก็เจ็บปวดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาของหลี่เอ้อร์โก่วที่มองมายังเธอนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก

       โจวเม่ยกลัวว่าหลี่เอ้อร์โก่วจะฉวยโอกาส จึงรีบกล่าวว่า “หลี่เอ้อร์โก่ว ขาของฉันเหมือนจะหักแล้ว นายรีบแบกฉันลงจากเขาไปหาหมอดูเถอะ หัวของฉันก็แตกด้วย ฉันรู้สึกเหมือนจะตายแล้ว!”

       หลี่เอ้อร์โก่วยังหวังจะแต่งงานกับโจวเม่ยเป็นภรรยา เมื่อได้ยินเสียงอันอ่อนแอของเธอ เขาก็รีบปีนขึ้นทันที “เดี๋ยวผมจะอุ้มคุณลงจากเขาไป”

       ส่วนเรื่องที่ทำไมต้องใช้คำว่า 'อุ้ม' แทนคำว่า 'แบก' หลี่เอ้อร์โก่วก็มีความคิดของตัวเอง หากเขาแบกเธอลงไป ผู้คนก็จะรู้ว่าโจวเม่ยได้รับบาดเจ็บ เขาจึงจำต้องแบกเธอ

       แต่การอุ้มจะดูใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่า!

       พอถึงตอนนั้น เมื่อเรื่องราวแพร่สะพัดในหมู่บ้าน ทุกคนก็จะได้เห็น หึๆ ...

       หลี่เอ้อร์โก่วกำลังวางแผนการอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ในใจ

       แล้วหลี่เอ้อร์โก่วก็อุ้มโจวเม่ยลงจากเขาไป ระหว่างทางที่เห็นผู้คนทำงานอยู่ในไร่นาที่อยู่ไกลออกไป หลี่เอ้อร์โก่วก็จงใจทำเสียงดัง ทำให้ผู้คนหันมามองด้วยความสงสัย

       “เอ้อร์โก่ว นายอุ้มใครมาในอ้อมแขนละนั่น?”

       โจวเม่ยโกรธจนรีบซบหน้าลงกับหน้าอกของหลี่เอ้อร์โก่ว ไม่ให้ใครมองเห็น ในใจภาวนาให้หลี่เอ้อร์โก่วรีบเดินออกไปเสียที แต่ใครจะรู้ว่าหลี่เอ้อร์โก่วผู้ไม่คิดหน้าคิดหลังกลับพูดออกไปตรงๆ ว่า “หืม นี่คือยุวชนโจว วันนี้เธอกลิ้งตกจากเขาไป ผมเพิ่งช่วยเธอขึ้นมาได้นี่แหละ”

       “อ๋อ ที่แท้ก็ยุวชนโจวนี่เอง เอ้อร์โก่ว นายนี่เก่งจริงๆ นะ อุ้มยุวชนโจวแบบนี้ได้อีก ช่างมีวาสนาจริงๆ”

       โจวเม่ยได้ยินดังนั้นก็แทบจะกระอักเลือดตายคาที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอาย เธอจึงแกล้งเป็นลมไปเสีย

       โชคดีที่หลี่เอ้อร์โก่วเดินจากไปในที่สุด ทว่าสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือ เจ้าบ้าหลี่เอ้อร์โก่วคนนี้ เห็นใครก็จะทักทาย แล้วก็ปากพล่อยพูดไปว่ายุวชนโจวตกเขาจนสลบไปแล้ว...

       พวกเขาเดินเข้าหมู่บ้านโดยไม่ปิดบัง เหมือนเป็นการประกาศให้รู้กัน

       บังเอิญเวลานั้นเป็นเวลาที่ทุกคนเลิกงานพอดี ต่างคนต่างเดินอยู่ในหมู่บ้านก็มองมาด้วยความสงสัย โจวเม่ยโกรธจนแทบอยากจะตาย ในใจด่าหลี่เอ้อร์โก่วอย่างสาดเสียเทเสีย แต่เธอก็ขยับตัวไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเธอขาด จึงต้องใช้มือดึงไว้ มิเช่นนั้นมันจะเปิดเผยออกมา

       หลี่เอ้อร์โก่วเดินอย่างภูมิใจ มองเหล่าชายหนุ่มที่ส่งสายตาอิจฉามาให้ ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตนี้บรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว ตื่นเต้นจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

       หลังจากนี้ เขาหลี่เอ้อร์โก่วก็จะเป็นที่อิจฉาของผู้อื่นแล้ว!

       “ผัวะ!”

       หลี่เอ้อร์โก่วไม่รู้ว่าเตะโดนอะไรเข้า ทั้งตัวก็ล้มคว่ำลงไป โจวเม่ยที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาก็ล้มลงไปด้วย

       โจวเม่ยยังไม่ทันได้กรีดร้อง ก็รู้สึกตกใจจนตัวแข็งทื่อ เพราะหลี่เอ้อร์โก่วที่ซุ่มซ่ามกลับล้มทับลงบนตัวเธอ ใบหน้าของเขายังซบลงกับหน้าอกของเธออีกด้วย

       เมื่อเห็นใบหน้าที่ตกตะลึงหรือมองดูอย่างสนุกสนานของคนรอบข้าง โจวเม่ยก็อยากจะขุดหลุมมุดดินหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

       เรื่องราวทางด้านนี้ ซูเจียวเจียวเพิ่งจะมารู้ในวันรุ่งขึ้นจากจางเหม่ยจวี๋ ภรรยาของลู่เหว่ยหมิน

       จางเหม่ยจวี๋หยิบเมล็ดทานตะวันจากบ้านมาถุงหนึ่ง เคี้ยวเมล็ดทานตะวันไปพลาง เดินมาที่บ้านของซูเจียวเจียว เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

       ซูเจียวเจียวมองด้วยความประหลาดใจ โจวเม่ยตอนที่ตกไปดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้นนี่นา? แถมเสื้อผ้าก็ไม่ได้ขาดด้วย...

       ทำไมพอหลี่เอ้อร์โก่วช่วยกลับมาถึงได้ดูยุ่งเหยิงขนาดนั้น แถมยังเกิดเรื่องไม่คาดฝันต่อหน้าผู้คนอีก สงสัยคราวนี้คงทำให้เจ้าตัวเสียชื่อเสียงจนไม่เหลือให้เสียแล้ว

       ตอนนี้ความคิดของผู้คนยังคงหัวเก่าอนุรักษนิยมอย่างมาก แม้แต่ในยุคหลังๆ หากถูกลวนลามในที่สาธารณะ ก็จะถูกเยาะเย้ย หรือแม้กระทั่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหารของผู้คน

       อืม... นี่แหละนะผลกรรมของการทำร้ายผู้อื่น

       ดูซิว่าคราวหน้าเธอยังกล้าวางแผนทำร้ายฉันอีกไหม

       ภายในครัว เซียวหยวนซินกำลังง่วนอยู่กับการทำเฉาก๊วยตามสูตรของซูเจียวเจียว ซึ่งตอนนี้ก็ทำเสร็จพอดี “ฉันดูแล้วยุวชนโจวคนนั้นท่าทางจะไม่ใช่คนอยู่นิ่ง วันก่อนฉันเห็นเธอคุยกับลูกชายหัวหน้ากองผลิต ยืนกันแนบชิดขนาดนั้น ไม่เกรงใจใครบ้างเลยหรือไงนะ”

       ถึงแม้เธอและโจวเม่ยจะไม่เคยรู้จักกัน แต่ก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว อีกฝ่ายแต่งตัวสะดุดตา แถมเวลาเดินก็บิดเอวซะ... พูดไม่ออกเลยจริงๆ

       จางเหม่ยจวี๋ก็แค่นเสียงอย่างรังเกียจ “ไม่กี่วันก่อนเธอยังอยากให้เหว่ยหมินที่บ้านฉันไปช่วยทำงานให้เลยนะ จงใจเดินมาตรงหน้าเหว่ยหมินที่บ้านฉัน แล้วบอกว่าหาบน้ำสองถังไม่ไหว อยากให้สามีฉันช่วยขนไปที่ดินส่วนตัว เป็นการใช้แรงงานฟรีๆ”

       เซียวหยวนซินถามว่า “แล้วสามีเธอช่วยแบกให้ไหมคะ?”

       จางเหม่ยจวี๋หัวเราะ “แน่นอนว่าไม่! เหว่ยหมินบอกว่าเขาก็แบกไม่ไหว แล้วเดินกลับไปโดยไม่หันไปหายุวชนโจวเลย คุณไม่เห็นสีหน้าของเธอตอนนั้นเลยว่าน่าเกลียดขนาดไหน ยิ่งกว่านั้นฉันก็อยู่ตรงนั้นด้วย ฉันจะให้สามีฉันไปช่วยอีกฝ่ายแบกน้ำรดปุ๋ยได้อย่างไรกัน? ฝันไปเถอะ! อยากแบกก็แบกเองสิ! คราวหน้าถ้ายังกล้ามายั่วยวนสามีฉันอีกละก็ ฉันจะตียุวชนโจวให้ตายคามือเลย!”

       เซียวหยวนซินพยักหน้า “รู้ทั้งรู้ว่าคุณอยู่ตรงนั้น ยังอยากจะใช้สามีคุณไปทำงานให้ นี่มันไม่เหมาะสมเอาเสียเลย คุณไม่รู้หรือว่าเมื่อคืนเธอยังคิดจะใส่ร้ายน้องสะใภ้ฉันเลยนะ หาว่าน้องสะใภ้ฉันผลักเธอลงไป แถมยังไม่หาคนช่วยเธอขึ้นมาอีก”

       “เอ๊ะ? ยังมีเรื่องนี้อีกเหรอคะ ฉันคิดว่ามีแต่เรื่องของเธอกับหลี่เอ้อร์โก่วเสียอีก” จางเหม่ยจวี๋กล่าวด้วยความประหลาดใจ

       เซียวหยวนซินกล่าวอย่างเหยียดหยาม “โชคดีที่น้องชายฉันไปช่วยเรียกคนมาให้ ไม่ได้เสียเวลาไปแม้แต่นาทีเดียวเลยนะ หลังจากนั้นก็รู้ว่าเธอตกไปเอง ยังคิดจะใส่ร้ายคนอื่นอีก ดูแล้วเป็นคนที่มีความคิดไม่ดีจริงๆ เลวทรามมาก”

       จางเหม่ยจวี๋คล้ายกับเจอพวกเดียวกันทันที ก็เลยพล่ามเรื่องราวกับเซียวหยวนซินกันยกใหญ่

       ซูเจียวเจียวเห็นจางเหม่ยจวี๋เคี้ยวเมล็ดทานตะวันอย่างเอร็ดอร่อย จึงกลับเข้าไปในห้อง หยิบเมล็ดทานตะวันมาสองกำมือใหญ่ๆ กับถั่วลิสงอีกกำมือใหญ่ๆ แล้วยกเก้าอี้ตัวเล็กออกมา นั่งฟังทั้งสองคนคุยกัน

       ทั้งสองคนเริ่มแรกก็บ่นเรื่องโจวเม่ย จากนั้นก็เปลี่ยนมาพูดเรื่องที่วันนี้หลี่เอ้อร์โก่วพาคนไปที่บ้านพักเยาวชน เพื่อสู่ขอโจวเม่ย

       โจวเม่ยไม่ชอบหลี่เอ้อร์โก่วเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ตอบรับ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวาน ทำให้โจวเม่ยเสียชื่อเสียงไปแล้ว โจวเม่ยจึงไม่ได้ออกจากบ้านพักเลยตลอดทั้งวัน

       จากนั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆ จนถึงเรื่องที่เฉิงติ้งผิงที่บ้านกำลังสร้างบ้านใหม่ ว่ากันว่าช่วงนี้หลี่ต้าเฉวียนวิ่งไปที่บ้านเฉิงติ้งผิงบ่อยมาก

       ว่ากันว่าถ้าไม่ใช่เพราะช่วงนี้กองผลิตต้องตัดไม้ทำเสาไฟฟ้า เขาก็คงยังคงทำงานอยู่ที่บ้านเฉิงติ้งผิงอยู่ตอนนี้

       ซูเจียวเจียวก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “หลี่ต้าเฉวียนนี่ก็กระตือรือร้นจริงนะ”

       จางเหม่ยจวี๋หัวเราะ “กระตือรือร้นอะไรกันคะ ฉันว่าเขาคงไปหาภรรยาของหลี่ตงเซิงนั่นแหละ”

       เซียวหยวนซินก็ตกใจ “คงไม่ใช่หรอกมั้ง! หลี่ต้าเฉวียนอายุน้อยกว่าภรรยาของหลี่ตงเซิงตั้งหนึ่งปีนะ แถมเจ้าลิงผอมก็เพิ่งจากไปไม่นานนี้เอง ภรรยาของหลี่ตงเซิงตอนนี้ก็ยังท้องโตอยู่ จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ?”

       จางเหม่ยจวี๋อ้าปาก ตั้งใจจะพูดว่า ‘จริงๆ แล้วอายุห่างกันหนึ่งปีก็ไม่เป็นปัญหาหรอกนะ สามีของฉันเหว่ยหมินก็อายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปีเอง’

       แต่พอคิดถึงเจ้าลิงผอมที่เพิ่งจากไปไม่นาน เรื่องนี้ก็ไม่เหมาะสมจริงๆ จึงหุบปากเงียบไป

       ซูเจียวเจียวก็กล่าวว่า “ปกติแล้วหลี่ต้าเฉวียนดูเหมือนจะซุ่มซ่าม แต่จริงๆ แล้วเขาก็เป็นคนดีนะ บางทีเขาอาจเห็นว่าชีวิตของเธอไม่ง่ายนัก ก็เลยช่วยเท่าที่จะช่วยได้ เรื่องที่ยังไม่เป็นความจริงก็อย่าเพิ่งพูดไปเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นถ้าแพร่ออกไปแล้วเกิดเข้าใจผิดกันก็จะดูไม่ดีนะ”


!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน 
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^