LNCrawler

บทที่ 130 งดงามจับใจ

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 130 งดงามจับใจ

        แม้เซียวหยวนหมิงจะมีร่างกายแข็งแรง แต่การทำงานหนักในช่วงนี้ทำให้เขาต้องได้รับการบำรุงอย่างดี

       ส่วนซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซินนั้นร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ขณะที่หลิวหยวนหยวนคลอดก่อนกำหนดและมีสุขภาพไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด ทุกคนล้วนต้องการการบำรุงด้วยอาหารทั้งสิ้น

       นอกจากน้ำแกงไก่แล้ว ยังมีผัดเครื่องในไก่พริก และผัดผักอีกหนึ่งจาน สี่ชีวิตกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

       ไม่นานนัก น้ำแกงไก่หม้อใหญ่กับข้าวก็ถูกกินจนเกลี้ยง

       หลังจากอิ่มหนำสำราญ เซียวหยวนซินก็เก็บกวาดถ้วยชามด้วยความเต็มใจ เธอไม่เคยเกียจคร้านในบ้านหลังนี้เลย คิดว่าตัวเองควรทำเท่าที่ทำได้

       “อาหมิงไม่ต้องยุ่งเรื่องครัวหรอกนะ ไปทำแผลให้เจียวเจียว แล้วพวกนายก็ไปอ่านหนังสือกันเถอะ”

       “พี่ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนพี่แล้ว” เซียวหยวนหมิงพยักหน้า

       เซียวหยวนซินยิ้มพลางกล่าว “ไม่ลำบากเลย ไม่ลำบากแม้แต่น้อย ชีวิตฉันตอนนี้ดีกว่าแต่ก่อนมาก ตอนนี้ฉันไม่เพียงแต่ได้รับเงินเดือนสิบห้าหยวนต่อเดือนเท่านั้น แต่ยังไม่ต้องลงไปทำงานในนาด้วย ใครในกองผลิตตระกูลหลิวบ้างที่ไม่ริษยาฉัน? ทุกคนล้วนอิจฉาที่ฉันมีน้องชายที่ดี และมีน้องสะใภ้ที่ดี”

       ใบหน้าของเซียวหยวนหมิงเผยรอยยิ้ม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความดีของเจียวเจียวจริงๆ มิฉะนั้นชีวิตพี่สาวของเขาในตอนนี้คงจะทุกข์ทรมานและยากลำบากเหมือนแต่ก่อนอย่างแน่นอน

       เซียวหยวนหมิงจูงมือซูเจียวเจียวเข้ามาในห้อง คลี่ผ้าพันแผลบนมือของเธอออกแล้วเปลี่ยนยาอย่างระมัดระวัง ทุกการกระทำของเขานั้นแสนอ่อนโยน “ดูจากบาดแผลแล้ว ดีขึ้นกว่าสองวันก่อนมาก เพื่อความปลอดภัย ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนโดนน้ำเลยนะ อีกสักสองสามวันค่อยว่ากัน”

       “ค่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

       เซียวหยวนหมิงมองบาดแผลบนข้อมือและฝ่ามือของซูเจียวเจียว คิ้วของเขาอดไม่ได้ที่จะขมวดเข้าหากันอย่างแผ่วเบา มือของเจียวเจียวเดิมก็ขาวเนียนละเอียดอยู่แล้ว ทำให้บาดแผลเหล่านั้นดูน่ากลัวยิ่งขึ้น ทำลายความอ่อนช้อยงดงามไปจนหมดสิ้น

       “ดูท่าคงจะเป็นแผลเป็นสินะ” ซูเจียวเจียวถอนหายใจแผ่วเบา

       แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากนัก จะเป็นก็เป็นไปเถอะ ทำไงได้ล่ะ?

       เซียวหยวนหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่พูดอะไร เขาเก็บผ้าก๊อซและยาทำแผลเข้าที่ จากนั้นก็รื้อค้นหาอะไรบางอย่างในตู้

       ซูเจียวเจียวสงสัยจึงถามว่า “อาหมิง คุณกำลังหาอะไรอยู่เหรอ? ให้ฉันช่วยหาไหม?”

       เซียวหยวนหมิงยังคงก้มหน้าก้มตาค้นหาในกล่องมุมเตียงพลางตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไร คุณนั่งอยู่เฉยๆ ก็พอ”

       สักพักหนึ่ง เซียวหยวนหมิงก็หยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากกล่อง

       ปกหนังสือดูเก่าคร่ำคร่า กระดาษเป็นสีเหลือง แสดงว่าถูกเปิดอ่านบ่อยครั้งและผ่านกาลเวลามานาน แต่กระดาษก็ยังไม่ขาด

       เซียวหยวนหมิงหยิบออกมาอย่างทะนุถนอมแล้วพลิกดู

       ซูเจียวเจียวรู้สึกแปลกใจ จึงก้าวเข้าไปดู พลางอ่านคำบนหน้าปกออกมาว่า “ตำรับยาพันตำลึงตระกูลเซียว?”

       เธอจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจและตกใจ “อาหมิง นี่คือตำราแพทย์ประจำตระกูลของคุณหรือคะ?”

       เซียวหยวนหมิงพยักหน้า “ตอนที่บ้านเมืองไม่สงบ ผมซ่อนมันไว้ มันถึงไม่ถูกทำลายเสียก่อน น่าเสียดายที่ของอื่นๆ ที่คุณปู่ผมทิ้งไว้หายไปหมดแล้ว และน่าเสียดายที่พ่อแม่ผมจากไปเร็ว ผมจึงไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย”

       ซูเจียวเจียวตบบ่าเขาเบาๆ “คุณสามารถปกป้องตำราแพทย์เล่มนี้ไม่ให้ได้รับความเสียหาย ก็ถือว่าเก่งมากแล้วค่ะ”

       เพราะตอนนั้นอาหมิงเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน?

       อาจจะแค่ไม่กี่ขวบ? หรือประมาณสิบกว่าขวบ?

       ดังนั้นการที่เขาสามารถปกป้องตำราแพทย์เล่มหนึ่งไว้ได้ ถือว่าได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแล้ว

       ซูเจียวเจียวพลันนึกถึงชาติที่แล้วขึ้นมา เธอเคยได้ยินว่ามีคนบริจาคตำราแพทย์แผนจีนเล่มหนึ่งให้กับสมาคมแพทย์แผนจีน ซึ่งสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับวงการแพทย์แผนจีน โดยมีข่าวว่าผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีนชั้นนำได้ใช้ตำราเล่มนี้ในการวิจัยยาดีหลายตำรับ เพื่อควบคุมไวรัสชนิดหนึ่งในเวลานั้น ไม่ให้ระบาดไปทั่วประเทศ…

       คนที่นำตำราแพทย์ไปบริจาคนั้น... อาจจะเป็นอาหมิงก็ได้?

       เพราะชาติที่แล้วเธอไม่ค่อยได้สนใจอาหมิงมากนัก จึงไม่รู้ว่าเขามีตำราแพทย์เล่มนี้อยู่ในมือ

       เมื่อมองดูตอนนี้ก็ค่อนข้างคล้ายกันอยู่

       เซียวหยวนหมิงเปิดตำราแพทย์ออก แล้วพลิกดูอย่างตั้งใจ

       ซูเจียวเจียวอ่านตำราแพทย์ไม่ออก พลิกดูได้สองหน้าก็รู้สึกเหมือนอ่านตำราจากสวรรค์ จึงหมดความสนใจ เธอนั่งจ้องมองใบหน้าของเซียวหยวนหมิงแทน

       แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสีเหลืองนวลสาดส่องลงบนใบหน้าของเขา ทำให้ใบหน้าของเขายิ่งดูงดงามและน่าหลงใหล

       สมแล้วที่ผู้ชายที่จริงจังที่สุดนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุด

       อาหมิงของเธอในตอนนี้ยิ่งมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีก

       วัยยี่สิบสองปีของเขา ลดความอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาในอดีตลงไปมาก แต่กลับเพิ่มความสุขุมและรับผิดชอบมากขึ้น อีกทั้งยังไม่มีความโศกเศร้าและโดดเดี่ยวจากการผ่านโลกมามากเหมือนชาติที่แล้ว

       ตอนนี้เขาคือเขาที่ดีที่สุด

       เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่ร้อนแรงจากข้างกาย เซียวหยวนหมิงก็อ่านหนังสือไม่เข้าหัวอีกแล้ว เขาวางหนังสือลง แล้วยิ้มมุมปาก “ทำไมถึงเอาแต่จ้องผมอย่างนั้นล่ะ?”

       แววตาของซูเจียวเจียวฉายแววเจ้าเล่ห์ “ฉันเพิ่งจะรู้ว่าผู้ชายของฉันนั้นงดงามจับใจ”

       ผู้ชายของฉันงดงามจับใจ

       แปดพยางค์สั้นๆ ราวกับขนนกที่จักจี้หัวใจของเซียวหยวนหมิง ทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว

       ที่แท้คำว่า ‘งดงามจับใจ’ ยังใช้แบบนี้ได้ด้วย

       เซียวหยวนหมิงยิ้ม แล้วลุกขึ้นอุ้มเธอขึ้นมานั่งบนตัก “แค่ดูอย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องลงมือด้วย”

       “อื้อ…” คำพูดที่เหลือของซูเจียวเจียวยังไม่ทันได้เอ่ย ก็ถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น

       หลังจากนั้นไม่นาน

       ซูเจียวเจียวหมดเรี่ยวแรงนอนหอบอยู่บนเตียง ดวงตาพร่ามัว

       เซียวหยวนหมิงตักน้ำมาให้เธอเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย หลังจากนั้นซูเจียวเจียวก็หมดแรงที่จะอ่านหนังสือแล้ว ความง่วงงุนเข้าจู่โจม เธอหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน

       ซูเจียวเจียวจึงนอนหลับไป เห็นเพียงเซียวหยวนหมิงยังคงนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจอยู่หน้าตะเกียงน้ำมันก๊าด

       ซูเจียวเจียวเอ่ยเตือน “อาหมิง ดึกมากแล้วนะ พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ได้”

       เมื่อครู่ก็ปั่นป่วนกันมานานแล้ว ตอนนี้ก็มืดมากแล้ว

       เซียวหยวนหมิงปิดหนังสือวางบนโต๊ะ เขาเดินไปนั่งข้างเตียง ดวงตาที่ลึกซึ้งและมีเสน่ห์จ้องมองเธออย่างลึกซึ้ง พลางเอื้อมมือเกลี่ยเส้นผมที่ตกอยู่บนแก้มของเธอไปทัดหู เสียงทุ้มต่ำของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่น่าหลงใหล

       “คุณนอนก่อนเถอะ ผมจะอ่านหนังสืออีกสักพัก แล้วเดี๋ยวจะตามไป”

       “ค่ะ งั้นคุณก็อย่าลืมพักผ่อนเร็วๆ นะ อ่านหนังสือนานๆ อาจเสียสายตาได้” ซูเจียวเจียวเตือน

       ไม่รู้ว่าช่วงนี้อาหมิงเป็นอะไรไป ทำไมถึงขยันอ่านหนังสือและตะลุยโจทย์แบบฝึกหัดมากเป็นพิเศษ

       เหมือนว่าตั้งแต่ครั้งก่อนที่เขาไปที่บ้านพักยุวชน เพื่อนำเกี๊ยวไปให้จ้าวอวี้เฟินและฮั่วเจี้ยนจง หลังจากนั้นเขาก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว

       ไม่รู้ว่าตอนนั้นฮั่วเจี้ยนจงพูดอะไรกับอาหมิงบ้าง

       “เด็กดี” เซียวหยวนหมิงจูบหน้าผากของเธอเบาๆ

       “อืม งั้นฉันนอนก่อนนะคะ” ซูเจียวเจียวกอดคอเขา แล้วจูบริมฝีปากเขาเบาๆ จากนั้นก็เอนกายลงนอนบนเตียง หลับตาลงอย่างพึงพอใจ

       เมื่อมองดูใบหน้าที่หลับใหลอย่างอ่อนหวานและสงบของซูเจียวเจียว หัวใจของเซียวหยวนหมิงก็อ่อนโยนลงอย่างมาก

       แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานนัก เขากลับไปที่โต๊ะหนังสืออีกครั้งเพื่ออ่านตำราแพทย์เล่มนั้นต่อ

       กลางดึก แสงไฟลุกโชนในครัว และมีกลิ่นหอมของยาฟุ้งกระจายออกมาเป็นระยะ

       เมื่อซูเจียวเจียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ฟ้าก็เริ่มสางแล้ว ไม่เห็นเซียวหยวนหมิงอยู่ข้างกาย แต่ในลานกลับมีเสียงดังเอะอะพอสมควร


!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน 
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^