LNCrawler

บทที่ 143 ตบตาไปก่อน

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 143 ตบตาไปก่อน

        “อาหมิง”

       ซูเจียวเจียวยิ้มหวานขณะเดินเข้าไปหาเขา

       เซียวหยวนหมิงจับมือเธอ “ไปเถอะ เรากลับบ้านกัน เย็นนี้ผมทำอาหารไว้ให้แล้ว”

       เซียวหยวนซินจูงมือหลิวหยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง ตอนนี้หลิวหยวนหยวนยังไม่ถึงวัยเข้าเรียน กลางวันจึงอยู่กับเธอและเจียวเจียวที่โรงงาน

       เจ้าตัวเล็กก็ช่วยงานได้แล้วนะ จะช่วยเธอกับเจียวเจียวถือผ้า ถือกลุ่มด้าย

       ได้ยินเซียวหยวนหมิงบอกว่าเตรียมอาหารเย็นไว้แล้ว เซียวหยวนซินก็อดพูดไม่ได้ “นายทำงานมาทั้งวัน คงจะเหนื่อยน่าดู ทำไมต้องทำอาหารอีกล่ะ ให้ฉันกลับไปทำก็ได้นี่”

       “ช่วงนี้กองผลิตมีงานเยอะ พวกคุณสองคนยุ่งกว่าผมอีก แค่ทำอาหารนิดหน่อยเอง ใครว่างก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ” เซียวหยวนหมิงยิ้ม

       ครอบครัวเดินกลับบ้านด้วยความอบอุ่น

       ซูเจียวเจียวพยักหน้าเห็นด้วย จริงอย่างที่เขาว่า ใครว่างก็ทำไป

       ทุกคนทำงานมาทั้งวัน คงจะเหนื่อยกันหมดแล้ว อีกอย่างก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมานั่งจุกจิกกันทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นชีวิตจะเหนื่อยเกินไป

       ซูเจียวเจียวเห็นเว่ยหงปิงยืนอยู่ไกลๆ ก็แปลกใจ จึงทักทายขึ้น “ยุวชนเว่ย ทำไมมาอยู่ที่นี่คะ?”

       เว่ยหงปิงดูอึดอัดทันที “ผม... ผมมารอคนน่ะ”

       ซูเจียวเจียวมองจ้าวอวี้เฟินที่เดินตามมาเป็นคนสุดท้าย ก็เข้าใจได้ทันที ใบหน้าเธอเผยรอยยิ้มอย่างคนเข้าใจ

       เว่ยหงปิงมองจ้าวอวี้เฟินที่เดินมาด้านหลังด้วยท่าทางเขินอาย แล้วยิ้มเจื่อนๆ “อวี้เฟิน ผมมารับคุณกลับบ้าน”

       จ้าวอวี้เฟินหน้าแดงก่ำ เดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดเสียงเบา “ไม่ต้องมาตั้งใจมารับฉันก็ได้นี่นา พวกเราก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ”

       เว่ยหงปิงยิ้มซื่อ “ฟ้ามืดแล้ว ที่ทางกลับก็มืดตามน่ะ”

       ซูเจียวเจียวเห็นการโต้ตอบของทั้งสองก็อดหัวเราะไม่ได้ “ยุวชนจ้าว ยุวชนเว่ย พวกคุณสองคนกำลังคบกันอยู่เหรอคะ?”

       เว่ยหงปิงหัวเราะแห้งๆ แต่ไม่พูดอะไร เขาเพียงมองจ้าวอวี้เฟินอย่างคาดหวัง จากนั้นได้ยินจ้าวอวี้เฟินพยักหน้าแดงๆ หงึกหงัก “อือ...”

       ซูเจียวเจียวหัวเราะ “ยินดีด้วยนะคะ แล้วเมื่อไรจะเชิญพวกเราไปงานแต่งล่ะ?”

       จ้าวอวี้เฟินค้อนซูเจียวเจียวอย่างแสนงอน “ยังไม่ได้กำหนดเวลาเลยค่ะ เราเพิ่งจะเริ่มคบกันเอง”

       เว่ยหงปิงปกป้องเธอ “ยุวชนซูอย่าแซวอวี้เฟินเลยครับ เธอขี้อาย ถ้ามีอะไรละก็ ถามผมได้เลย”

       ซูเจียวเจียวกล่าว “แหม... ต้องปกป้องกันขนาดนี้เลยเหรอคะ”

       ชาติที่แล้วจ้าวอวี้เฟินดูเหมือนจะไม่ได้คบกับเว่ยหงปิง ไม่คิดเลยว่าชาตินี้ทั้งสองคนจะนั่งอ่านหนังสือด้วยกันทุกวัน แล้วค่อยๆ ก่อเกิดความรู้สึกดีๆ จนได้คบกัน

       ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ!

       จำได้ว่าชาติที่แล้วเว่ยหงปิงสอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรในจิงเฉิง [*] และภูมิหลังครอบครัวของเว่ยหงปิงก็ไม่เลว ฐานะทางบ้านก็ค่อนข้างดี

       ตอนนั้นจ้าวอวี้เฟินไม่ค่อยอ่านหนังสือ จึงสอบไม่ติด

       ชาตินี้จ้าวอวี้เฟินตั้งใจอ่านหนังสือและท่องจำด้วยกันขนาดนี้ ก็น่าจะสอบติดได้ใช่ไหม?

       อืม ในเมื่อชาตินี้จ้าวอวี้เฟินเป็นเพื่อนสนิทของเธอ เธอจะต้องให้คำแนะนำเสียหน่อย

       วันหลังค่อยหาจังหวะเหมาะๆ แอบบอกกล่าวอวี้เฟินสักหน่อยดีกว่า

       ……

       โจวเม่ยเดินกลับบ้านด้วยความฉุนเฉียว พอเข้าประตูรั้วก็เห็นหลี่จินฮวามองจ้องเธออย่างไม่พอใจ แล้วตะโกนใส่ “ไม่ทำงานทำการเอาแต่เดินเตร่อยู่ได้ ยังไม่รีบมาทำอาหารให้เสร็จอีก!”

       ฟ้าก็มืดแล้ว ครัวทุกบ้านต่างก็ลอยกลิ่นอาหารหอมฟุ้ง ควันโขมง

       แต่บ้านของเธอนั้น?

       กลับเงียบเหงา ไม่มีแม้แต่ไอร้อนให้เห็นสักนิด

       ไม่ต้องพูดถึงอาหารเลย แม้แต่น้ำร้อนก็ไม่มีสักหยด

       หลี่จินฮวาเก็บความไม่พอใจไว้เต็มอก ไม่รู้จะระบายออกที่ไหน!

       แต่ก่อนตอนหลี่เอ้อร์โก่วแต่งงานกับโจวเม่ย เขาเคยพูดว่าตั้งแต่เซียวหยวนหมิงมีภรรยาเป็นยุวชน ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาเองก็อยากแต่งงานกับยุวชน เพื่อใช้ชีวิตดีๆ ที่ได้กินเนื้อทุกวัน

       ยุวชนหน้าตางดงาม เนื้อตัวขาวเนียนละเอียด ทั้งยังมีการศึกษา หากได้มาเป็นภรรยาก็ย่อมดีกว่าสาวชาวนาเป็นไหนๆ?

       คำพูดนี้ทำให้หลี่จินฮวาใจเต้นระรัว

       ก่อนหน้านี้เธอเคยเสียใจหลายครั้งที่ห้ามหลี่เอ้อร์โก่วไม่ให้ไปจีบซูเจียวเจียว คราวนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องไม่ปล่อยยุวชนโจวไปเด็ดขาด!

       หลี่จินฮวาจึงจำใจควักเงินสามสิบหยวนออกมา ในจำนวนนี้ ยี่สิบหยวนเป็นค่าสินสอดให้โจวเม่ย และอีกสิบหยวนใช้ซื้อของและจัดงานเลี้ยง

       ใครจะไปรู้ว่าหลังจากแต่งงานกับโจวเม่ย เธอก็ทำให้ลูกชายของหลี่จินฮวาหลงหัวปักหัวปำ ไม่ยอมไปทำงาน วันๆ เอาแต่นอนอยู่ที่บ้าน

       แค่นี้ก็ว่าแย่แล้ว แต่หล่อนยังไม่ทำอาหาร ทั้งยังไม่ซักเสื้อผ้าอีก!

       ทุกวันเอาแต่แบมือขออาหารกิน!

       นี่เธอเอาบรรพบุรุษมาปรนนิบัติชัดๆ!

       โมโหจนแทบตายอยู่แล้ว!

       โจวเม่ยหันกลับมา แล้วจ้องหลี่จินฮวา “อยากทำก็ทำเองสิ ฉันไม่ทำหรอก!”

       หลี่จินฮวาได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด ตาลุกวาว เบิกตาโต ดวงตาฉายแววดุดัน “หล่อนพูดอะไรนะ? แน่จริงก็พูดอีกครั้งสิ!”

       ขณะพูดหลี่จินฮวาก็ม้วนแขนเสื้อขึ้น พร้อมจ้องมองโจวเม่ยอย่างดุดันเพื่อข่มขู่

       สำหรับหลี่จินฮวาแล้ว โจวเม่ยยังคงเกรงกลัวอยู่บ้าง สาเหตุหลักคือหลี่จินฮวามีใบหน้าดุร้ายและท่าทางดุดัน ดูไม่น่าจะรับมือไหว ถ้าสู้กับหลี่จินฮวาละก็ เธอต้องเสียเปรียบแน่นอน!

       โจวเม่ยเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาที่ประตูบ้าน ทันใดนั้นขอบตาก็แดงก่ำ ตาสีดำสนิทคลอไปด้วยน้ำตา “ฟู่กุ้ย ในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที”

       โจวเม่ยจ้องมองเขาด้วยสีหน้าอ่อนหวานน่าสงสาร เสียงของเธอนุ่มนวลน่าฟัง ทำให้หลี่เอ้อร์โก่วแทบละลาย

       หลี่เอ้อร์โก่วรีบโอบเอวเธอไว้ “เม่ยเอ๋อร์ของผมเป็นอะไรไป? ใครรังแกคุณ?”

       โจวเม่ยพูดเสียงอ่อยๆ “มะ... ไม่มีใครรังแกฉันหรอกค่ะ…”

       ขณะพูดก็เหลือบมองหลี่จินฮวาที่ยืนทำหน้าดุดันอยู่ข้างๆ ความหมายนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ย

       หลี่จินฮวา "?!"

       ยังไม่ทันที่หลี่จินฮวาจะอ้าปาก หลี่เอ้อร์โก่วก็ตะโกนอย่างไม่พอใจ “แม่ครับ! แม่เป็นอะไรเนี่ย! ผมบอกแม่แล้วไงว่าอย่ารังแกเม่ยเอ๋อร์นักเลย ตอนนี้เธอเป็นภรรยาของผมแล้วนะ”

       หลี่จินฮวาหน้ามุ่ย “ฉันไปรังแกอะไรหล่อน ฉันแค่สั่งให้ไปทำกับข้าวเท่านั้นเอง พวกเราทำงานทั้งวันกลับมาเหนื่อยๆ ส่วนหล่อนนั่งสบายๆ อยู่ที่บ้าน ไม่ซักผ้า ไม่ทำกับข้าว ฉันให้หล่อนทำกับข้าวมีอะไรผิดหรือไง”

       หลี่เอ้อร์โก่วพลันรู้สึกว่ามีเหตุผล

       โจวเม่ยตาร้อนผ่าว มองเขาอย่างรู้สึกผิด “ฟู่กุ้ย แม่ของคุณพูดถูก ฉันเองก็อยากจะทำอาหารและซักผ้าที่บ้าน แต่ว่า… แต่ว่า…”

       หลี่เอ้อร์โก่วรีบร้อน “แต่ว่าอะไร?”

       โจวเม่ยจ้องมองเขาด้วยความเขินอาย แล้วใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบหน้าอกเขาเบาๆ “ก็ไม่ใช่เพราะคุณเหรอคะ! เพราะกลางคืนคุณใช้แรงเยอะขนาดนั้น ฉัน… ฉันจะรับไหวได้ยังไงเล่า!”

       โจวเม่ยวิ่งกลับเข้าห้องด้วยความเขินอาย

       หลี่เอ้อร์โก่วตื่นจากภวังค์ ความร้อนรุ่มแล่นขึ้นสู่ศีรษะ แล้วเดินตามเธอเข้าไปทันที

       หลี่เอ้อร์โก่วเพิ่งอายุสิบเก้าถึงยี่สิบปีเท่านั้น เลือดลมพลุ่งพล่าน แถมเพิ่งได้ภรรยาใหม่ จึงเป็นธรรมดาที่จะกระตือรือร้นในเรื่องนั้นมากเป็นพิเศษ

       ส่วนโจวเม่ยก็ช่ำชองในเรื่องนี้แล้ว ล่อลวงให้หลี่เอ้อร์โก่วติดบ่วงเสน่หาจนยากจะตัดใจ แล้วจำนนต่อการควบคุมของเธอในที่สุด

       ส่วนเรื่องเลือดบนผ้าปูที่นอนในคืนเข้าหอ โจวเม่ยใช้เหล้ากรอกใส่หลี่เอ้อร์โก่วจนเมาไม่รู้เรื่อง หลี่เอ้อร์โก่วจึงเข้าหอกับเธอในสภาพที่ไม่ค่อยมีสติ ดังนั้นหลี่เอ้อร์โก่วจึงไม่รู้ว่าโจวเม่ยนั้นหมดความบริสุทธิ์ไปนานแล้ว

 

 

       เชิงอรรถ

       [*] เมืองหลวงหรือกรุงปักกิ่งในปัจจุบัน


!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน 
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^