LNCrawler

บทที่ 14 หนึ่งเดียวในหมู่บ้าน

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 14 หนึ่งเดียวในหมู่บ้าน

        ซูเจียวเจียวขยับเข้าใกล้ ทำให้เซียวหยวนหมิงดีใจมาก ในความมืดนั้น ดวงตาเรียวยาวลึกซึ้งของเขาเป็นประกายขึ้นมาหลายส่วน เขารีบหยิบพัดมาพัดให้เธออย่างมีความสุข

       อากาศช่วงนี้ร้อนอบอ้าวเหลือเกิน

       ได้ยินมาว่าหมู่บ้านใกล้เมืองหลวงบางแห่งมีไฟฟ้าใช้แล้ว แถมยังมีพัดลมไฟฟ้าอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าที่นี่จะมีไฟฟ้าใช้เมื่อไรกันนะ...

       พอมีไฟฟ้าใช้ เขาจะหาทางซื้อพัดลมไฟฟ้ามาให้ได้

       ดูท่าก่อนหน้านั้นคงต้องหาวิธีหาเงินเสียก่อน

       ทันใดนั้นเอง ก็มีความรู้สึกคันยุบยิบที่หู

       เซียวหยวนหมิงสะท้านไปทั้งตัว อดไม่ได้ที่จะพลิกตัวลงไปทาบทับเธอ

       เขาคิดว่าคืนเข้าหอเมื่อคืนนี้เป็นเพราะเธอเมา จึงยอมเขา แต่คืนนี้เธอไม่ได้ดื่มเหล้าและยังคงเป็นฝ่ายเริ่มเอง สิ่งนี้ทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าเดิม

       เจียวเจียวของผม คุณยอมรับผมแล้วจริงๆ!

       เพราะนึกถึงว่าพรุ่งนี้เช้าเซียวหยวนหมิงยังต้องตื่นไปทำงาน ซูเจียวเจียวจึงไม่ปล่อยให้เขาตักตวงมากมายนัก...

       เซียวหยวนหมิงตักน้ำอุ่นมาให้เธอเช็ดตัว

       หลังจากเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็กอดกันเตรียมตัวเข้านอนอีกครั้ง

       เมื่อได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบาในอ้อมแขน เซียวหยวนหมิงรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและพึงพอใจเป็นที่สุด

       เขาอดไม่ได้ที่จะกระชับอ้อมแขนที่กอดเธอไว้เบาๆ การได้กอดเธอไว้ สำหรับเขามันเหมือนกับการได้ครอบครองโลกทั้งใบ

       วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเริ่มสว่างรางๆ เซียวหยวนหมิงก็ลุกขึ้นแล้ว

       พอเขาขยับตัว เธอก็พลอยตื่นขึ้นมาด้วย

       เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน “วันนี้ผมจะช่วยคุณลาพักงานนะ คุณพักอีกสักสองสามวันเถอะ”

       ท้ายที่สุด เขาก็ไม่ได้หวังให้เจียวเจียวต้องทำอะไรมากมายอยู่ดี

       งานของเธอส่วนใหญ่เขาก็เป็นคนทำอยู่แล้ว

       แต้มคะแนนงานวันละสิบแต้มของเขาก็เพียงพอสำหรับค่ากินค่าอยู่ของเขากับเธอแล้ว

       เหตุที่บ้านฐานะยากจนนัก เป็นเพราะพี่สาวของเขาแต่งงานไปเมื่อสองสามปีที่แล้ว เขาจึงนำเงินที่เก็บสะสมไว้ทั้งหมดให้พี่สาวเป็นสินสอด มาปีนี้หลานของเขาก็สุขภาพไม่ค่อยดี เขาจึงช่วยเหลือไปอีกส่วนหนึ่ง

       ตอนนี้เขามีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องคิดถึงตัวเองกับภรรยาของเขาเสียที ในอนาคตเมื่อพวกเขามีลูก ก็ต้องใช้จ่ายอีกมากมาย

       นอกหน้าต่างท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ เซียวหยวนหมิงควรจะไปทำงานแล้ว

       เซียวหยวนหมิงลูบไล้เส้นผมของซูเจียวเจียวอย่างแผ่วเบา “รอผมกลับมาทำอาหารเช้าให้นะ งานแค่นั้นผมทำเสร็จเร็วอยู่แล้ว”

       ความอบอุ่นไหลเวียนอยู่ในใจซูเจียวเจียว ผู้ชายคนนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ว่าจะลำบากเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางให้เธอต้องลำบากไปด้วย

       ในชาติภพก่อน เธอตัดสินใจผิดมหันต์ไปแล้วจริงๆ

       ซูเจียวเจียวจับมือเขาไว้ “คุณก็อย่าหักโหมจนเกินไปนะคะ ค่อยๆ ทำงาน ฉันจะรออยู่ที่บ้านนี่แหละ”

       ความห่วงใยของซูเจียวเจียวทำให้รอยยิ้มของเซียวหยวนหมิงสดใสยิ่งขึ้น หัวใจเขาราวกับได้ดื่มน้ำผึ้งหวานฉ่ำ เขายิ้มรับคำแล้วเดินตรงไปยังฉางเก็บเสบียงส่วนกลาง

       ไม่นานนัก ซูเจียวเจียวก็ลุกขึ้น เธอลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปตักน้ำจากโอ่งมาล้างหน้าล้างตา

       ตอนนี้เป็นฤดูร้อน การแปรงฟันและล้างหน้าด้วยน้ำเย็นทำให้สดชื่นมาก

       หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว เธอก็สำรวจบ้านอีกครั้ง

       เมื่อวานเป็นวันแต่งงาน เธอวุ่นอยู่ทั้งวัน ตอนนี้เมื่อมองไปรอบๆ ในลานบ้านยังคงรกไปหมด ในห้องก็เช่นกัน

       แม้ว่าเซียวหยวนหมิงจะทำงานเก่ง แต่เรื่องการจัดการงานบ้าน เขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง เขาไม่ใส่ใจว่าห้องจะสกปรกแค่ไหน ขอแค่มีที่อยู่ก็พอ

       แต่ซูเจียวเจียวเป็นคนละเอียดลออ ชาติที่แล้วเธอและเซียวหยวนหมิงอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ว่าข้างนอกจะเป็นอย่างไร ห้องที่เธออยู่นั้นสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยก็พอ

       บ้านหลังนี้เป็นโครงสร้างไม้และดิน รอยร้าวบนคานไม้ รอยแยกบนผนังดิน และสภาพแวดล้อมที่สกปรกยิ่งทำให้บ้านดูเหมือนบ้านพุๆ พังๆ

       ซูเจียวเจียวขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางคิดหาวิธีหาเงินในใจ

       ชาติที่แล้วเธอเรียนออกแบบเสื้อผ้า และยังได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศอีกสามปี หลังจากกลับมายังประเทศจีนก็ก่อตั้งแบรนด์ของตัวเองขึ้น

       ตอนนี้ก็พอจะเดินหน้าในเส้นทางออกแบบเสื้อผ้าได้ แต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดการค้าส่วนบุคคล

       ถ้าตอนนี้ผลิตของไปขาย จะถือเป็นการเก็งกำไรและถูกจับได้ แถมยังถูกตำหนิอีกด้วย

       ซูเจียวเจียวจึงทำได้เพียงระงับความคิดที่จะทำธุรกิจไว้ชั่วคราว

       แต่เธอก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งได้... ตอนนี้คุณพ่อยังคงส่งพัสดุมาให้เธอที่ตัวอำเภอ ซึ่งมีทั้งเงิน บัตรแลกธัญพืช บัตรแลกน้ำมัน บัตรแลกน้ำตาล และสิ่งของอื่นๆ

       แม้จะไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับแก้ปัญหาปากท้องของเธอได้

       ทว่าอีกประมาณสามเดือนหลังจากนี้ ตอนที่พ่อแม่ทราบว่าเธอแต่งงานกับชาวนาไร้การศึกษาในชนบทโดยไม่ปรึกษา พวกท่านโกรธมาก จึงเลิกส่งพัสดุให้เธอ

       ซูเจียวเจียวเร่งมือจัดบ้านพลางคิดว่าบ่ายนี้ต้องรีบไปตัวอำเภอเพื่อรับพัสดุ

       หลังจากจัดบ้านอย่างเรียบง่าย ซูเจียวเจียวก็ต้มโจ๊กหนึ่งหม้อและทอดไข่หนึ่งจานเล็กๆ

       นี่แหละคืออาหารเช้า

       เซียวหยวนหมิงบอกว่า เขาจะกลับมาทำอาหารเช้าให้ แต่ซูเจียวเจียวไม่มีทางที่จะรอเขาทำอาหารเช้าเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว

       เซียวหยวนหมิงกลับจากทำงานก็ได้กลิ่นไข่ทอดหอมฉุย

       “ไหนบอกว่าจะรอผมกลับมาทำอาหารเช้าให้ไงครับ” เซียวหยวนหมิงรับชามข้าวและตะเกียบมา

       ใบหน้าเขาแดงเล็กน้อย ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

       ซูเจียวเจียวหัวเราะเบาๆ “อะไรกัน ไม่ชอบกินอาหารที่ฉันทำให้หรือคะ?”

       “ไม่ ไม่...ไม่ชอบได้ไง ผมชอบมาก ชอบมากจริงๆ” เซียวหยวนหมิงร้อนรน

       ซูเจียวเจียวไม่แกล้งเขาแล้ว และนั่งลงข้างโต๊ะกับเขา “กินเถอะค่ะ คุณทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำอาหารก็ให้ฉันจัดการเองเถอะนะ ฉันไม่ได้บอบบางอย่างที่คุณคิดหรอก”

       เซียวหยวนหมิงมองมือเล็กๆ ขาวๆ นุ่มนิ่มของเธอ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง

       ซูเจียวเจียวรีบเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิคะ บ่ายนี้ฉันจะเข้าเมืองนะ คุณพ่อส่งพัสดุมาให้ ถ้าคำนวณวันดูก็น่าจะถึงแล้ว”

       เซียวหยวนหมิงพูดอย่างเป็นห่วง “งั้นผมไปเป็นเพื่อนคุณนะ”

       ซูเจียวเจียวส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ค่ารถแพงจะตาย ฉันไปคนเดียวก็พอ”

       แววตาของเซียวหยวนหมิงหม่นลงเล็กน้อย เขานึกถึงความไม่พอใจของซูเจียวเจียวในอดีต บางทีนอกเหนือจากเหตุผลเรื่องค่ารถแล้ว เธอก็คงจะกังวลว่าเขาจะทำให้เธออับอายขายหน้ากระมัง

       “อ้อ งั้นคุณก็ระวังตัวด้วยนะ ตอนเย็นผมจะไปรับ” เซียวหยวนหมิงก้มหน้ากินข้าวต้มอย่างรวดเร็ว

       ซูเจียวเจียวกำลังคิดคำนวณสภาพการเงินภายในบ้านเงียบๆ จึงไม่ได้สังเกตสีหน้าของเซียวหยวนหมิงเลย

       ในเมื่อซูเจียวเจียวไม่อยากให้เขาไปเป็นเพื่อนที่ตัวอำเภอ เซียวหยวนหมิงจึงตัดสินใจว่า เขาจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว

       ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนพอดี บนเขามีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ และมีสมุนไพรอยู่ไม่น้อย

       บรรพบุรุษของครอบครัวเซียวหยวนหมิงเคยเป็นหมอหลวงในราชสำนัก เพื่อหลีกหนีสงคราม บรรพบุรุษจึงพาผู้สืบสกุลมายังหมู่บ้านแห่งนี้ และได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ วิชาแพทย์ได้สืบทอดเรื่อยมา จนถึงรุ่นพ่อของเซียวหยวนหมิงก็แทบจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงตำราโบราณเล่มหนึ่งเท่านั้น

       เซียวหยวนหมิงอาศัยตำราโบราณเล่มนี้ ศึกษาหลักการแพทย์เบื้องต้นและวิธีจำแนกสมุนไพรด้วยตนเอง

       บางครั้งเมื่อเลิกงานเร็ว เขาก็จะเข้าป่าไปขุดสมุนไพรแล้วแอบนำไปขาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถเก็บเงินเป็นสินสอดให้พี่สาวได้

       หลังอาหารเช้า เซียวหยวนหมิงก็ไม่ได้หยุดพัก เขารีบหยิบเสื้อผ้าไปซักในลานบ้าน ซูเจียวเจียวเห็นดังนั้นจึงเดินไปช่วย

       เมื่อเห็นผู้ชายกำลังตั้งใจขยี้เสื้อผ้าของเธออย่างแข็งขัน ซูเจียวเจียวก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย

       ผู้ชายที่ช่วยภรรยาซักเสื้อผ้าอย่างเซียวหยวนหมิงนี้ มีหนึ่งเดียวในหมู่บ้านจริงๆ!

       เธอไม่ใช่ไม่เคยเห็นผู้ชายในหมู่บ้านคนอื่นๆ แต่ผู้ชายพวกนั้นมักจะเอาแต่นั่งคุยโวโอ้อวดกันบนม้านั่งหน้าบ้าน หลังจากกินข้าวเสร็จ ไม่เคยช่วยผู้หญิงทำงานบ้านเลยสักคน

       ในความคิดของพวกเขา พวกเขาคิดว่าการซักเสื้อผ้าและทำอาหารเป็นงานของผู้หญิง

       ผู้ชายเขาไม่ทำกันหรอก

       ผู้ชายทำเรื่องพวกนี้มันน่าอับอาย

       ดังนั้นผู้หญิงนอกจากต้องทำงานนอกบ้านแล้ว พอกลับมาบ้านยังต้องคอยซักผ้า ทำอาหาร และเลี้ยงลูกอีก ส่วนผู้ชายดูเหมือนจะแค่ทำงานนอกบ้านอย่างเดียวก็พอแล้ว...


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^