บทที่ 152 ได้รับการยกย่องอีกครั้ง
บทที่ 152 ได้รับการยกย่องอีกครั้ง
ซูเจียวเจียวหัวเราะอย่างถ่อมตน “ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก”
“เก่งสิคะ! ฉันพูดความจริงทุกอย่างเลยนะ!” หลี่จิ้งเซียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ใบหน้าของเซียวหยวนหมิงก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย เก่งไม่เก่งเขาไม่รู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลี่จิ้งเซียนพูดถูก คือเขากับเจียวเจียวเหมาะสมกันที่สุด
ลู่เหว่ยหมินและจางเหม่ยจวี๋ก็พาลูกๆ มาร่วมแบ่งปันธัญพืชด้วยเช่นกัน
“พี่อาหมิง พี่สะใภ้”
ทั้งสองคนเมื่อเห็นเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียว ก็ทักทายออกไปทันที สีหน้าของพวกเขามีแววชื่นชมอยู่เล็กน้อย
แม้แต่ฮั่วเจี้ยนจงก็เดินเข้ามา เขาพยักหน้าให้ซูเจียวเจียวก่อน จากนั้นจึงเดินไปที่หน้าเซียวหยวนหมิง แล้วใช้กำปั้นชกไปที่หน้าอกของเซียวหยวนหมิงหนึ่งครั้ง “นายเก่งมากนะ ไม่เพียงแต่เป็นหัวหน้ากลุ่มเท่านั้น ทว่ายังทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีก ตอนนี้นายเป็นคนดังของตำบลเราไปแล้ว ได้ยินมาว่าตำบลจะจัดประชุมยกย่องเชิดชู และยังจะส่งคนมาเรียนรู้จากนายด้วย”
เซียวหยวนหมิงมองเขา “นายเองก็ไม่เลวเหมือนกันนี่”
ฮั่วเจี้ยนจงตกใจเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะ “ฉันไม่เลวตรงไหน?”
เซียวหยวนหมิงกล่าว “ต่อไปนายน่าจะไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแล้ว”
ฮั่วเจี้ยนจงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ในใจพลันคิดว่าชายร่างกำยำผู้นี้กำลังจงใจประชดประชันเรื่องความยากจนในอดีตของตน
“ว่าไปแล้วก็ต้องขอบคุณคุณกับยุวชนซู ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเก็บเงินได้แล้วนำไปมอบให้ทางการ คาดว่ากองผลิตคงไม่ได้เปิดโรงเรียนประถมเร็วขนาดนี้ ไม่แน่ว่าผมคงต้องออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน เสียแต่ตัวคุณเองที่ยังต้องทำงานทุกวัน ลำบากหน่อยนะ” ฮั่วเจี้ยนจงกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างไม่พอใจ
หลังจากแบ่งปันธัญพืชเสร็จ วันถัดไปก็เป็นวันตงจื้อ
ในวันตงจื้อนั้น ทุกคนหยุดงานหนึ่งวัน
ทุกบ้านเริ่มมีควันไฟลอยออกมาจากปล่องไฟ
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซินนั่งล้อมวงกันหน้าเตาถ่านเพื่อห่อเกี๊ยว ส่วนเซียวหยวนหมิงและหลิวเฉิงเหว่ยก็ยุ่งอยู่กับการจัดสวนในบ้าน
วันนี้กองผลิตตระกูลหลิวก็หยุดงานเช่นกัน ดังนั้นหลิวเฉิงเหว่ยจึงมาที่นี่แต่เช้า
ตอนนี้เขายิ่งไม่ชอบบ้านหลังนั้นเข้าไปใหญ่ ทุกวันต้องเผชิญหน้ากับเสียงถอนหายใจของพ่อ หรือความไม่พอใจต่างๆ นานาของแม่ รวมถึงคำพูดเสียดสีของพี่สะใภ้ใหญ่ และการลองเชิงต่างๆ ของพี่สะใภ้รอง
ก็ไม่พ้นเรื่องที่น้องสะใภ้ซูเจียวเจียวรับลูกศิษย์เพิ่มอีกสิบคนนั่นแหละ พวกเขาอยากให้เซียวหยวนซินช่วยพูดดีๆ ให้หน่อย อยากให้พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองมาเรียนด้วย
เขาไม่ได้ตกลงที่จะช่วยพูด แต่ที่บ้านก็เอาแต่จ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจต่างๆ นานา
ที่สำคัญคือถึงเขาจะช่วยพูดก็ไม่มีประโยชน์ไม่ใช่หรือไง ต้องให้คนอื่นเขาตกลงด้วยสิ การเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นเรื่องที่ดี ใครเล่าจะไม่อยากเรียน! แถมยังเรียนฟรีอีกต่างหาก กองผลิตฉางซิงจะใจดีให้โควตาสองที่แก่กองผลิตตระกูลหลิวได้อย่างไร?
กองผลิตฉางซิงเพิ่งรับเพิ่มอีกแค่สิบคนเท่านั้นเอง คนอื่นๆ ก็คงกำลังจ้องตาเป็นมันอยู่แน่ๆ
ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยมีเรื่องไม่สบายใจกับเซียวหยวนซินและซูเจียวเจียว ด้วยนิสัยของซูเจียวเจียวแล้ว เธอไม่มีทางตกลงเป็นอันขาด
ดังนั้นพวกเขาก็เอาแต่โน้มน้าวให้เขาไปหาเซียวหยวนซิน เพื่อให้เซียวหยวนซินไปพูดกับซูเจียวเจียว
พวกเขาบอกว่าเซียวหยวนซินเป็นพี่สาวของซูเจียวเจียว ดูจากที่ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงดีกับเซียวหยวนซินและหยวนหยวนขนาดนี้ ก็รู้ว่าพวกเขาต้องรักเซียวหยวนซินมาก และต้องเชื่อฟังเธอเป็นแน่ ถ้ามีเซียวหยวนซินออกหน้า รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอน
หลิวเฉิงเหว่ยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งไม่กล้าตกลง ปีนี้เขาและเซียวหยวนซินความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เขาก็เริ่มรู้ซึ้งถึงนิสัยของเซียวหยวนซินแล้ว ตราบใดที่เขาไม่ทำให้เธอโกรธ เธอก็จะอ่อนโยนและใส่ใจเขาอย่างมาก แต่ถ้าเขาทำให้เธอโกรธ เธอก็จะเปลี่ยนสีหน้าทันที ถ้าถึงเวลาที่เขาไปหาเธอ เธอก็ไม่ยอมให้เขานอนบนเตียงด้วยซ้ำ
เขาไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตที่ไม่มีภรรยาไม่มีลูกอีกแล้ว ชีวิตแบบนั้นเหมือนคนเดียวดายและน่าสังเวชสุดขีด กินไม่อร่อย นอนไม่หลับ แถมยังไม่มีภรรยาให้กอดอีก…
ดังนั้นเขาจึงไม่ตกลง ทุกวันทั้งครอบครัวก็เอาแต่จ้องมองเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ พี่สะใภ้ใหญ่ยิ่งพูดจากระแนะกระแหนว่า “ตอนนี้บ้านน้องสี่ลอยตัวแล้ว ก็เลยดูถูกพวกเราซะแล้ว ไม่แม้แต่จะช่วยพูดให้หน่อยเดียว ยังจะยอมให้โอกาสนั้นกับคนอื่น ไม่ยอมให้คนในครอบครัวตัวเอง เฮ้อ…”
เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน และไม่ตอบอะไร
ในที่สุดก็ถึงวันตงจื้อวันนี้ เมื่อได้หยุดงานโดยไม่ต้องทำอะไร เขาจึงรีบหลบออกมาจากบ้าน มุ่งหน้ามาที่กองผลิตฉางซิง
เมื่อมาถึงที่นี่ ภรรยาและน้องสะใภ้ก็พูดจาอ่อนหวานน่าฟัง ทำให้เขารู้สึกสบายใจและอารมณ์ดี เซียวหยวนหมิงถึงแม้จะยังไม่ค่อยพูดคุยกับเขามากนัก แต่สายตาที่มองเขาก็ไม่ได้ทิ่มแทงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และก็ไม่มีท่าทีเหน็บแนมเขาอีกต่อไป
แถมหยวนหยวนยังเรียกเขาว่าพ่ออย่างน่ารัก และยังชูการบ้านให้เขาดู อีกทั้งยังท่องกลอนโบราณให้เขาฟัง พลางส่ายหัวไปมา ช่างน่ารักเหลือเกิน!
ที่นี่สบายใจจริงๆ!
ที่นี่ต่างหากที่มีความรู้สึกเหมือนบ้าน ไม่เหมือนบ้านหลังนั้นที่เต็มไปด้วยการคำนวณและความเห็นแก่ตัว
ไม่แปลกใจเลยที่เซียวหยวนซินและหยวนหยวนอยู่ที่นี่แล้วไม่อยากกลับไป
หลังจากเกี๊ยวสุกแล้ว ทั้งครอบครัวก็ล้อมวงกันกินเกี๊ยว มีไส้กะหล่ำปลีหมู ไส้กุ้ยช่ายไข่ ไส้ขึ้นฉ่าย และยังมีไส้เนื้อไก่หน่อไม้ต้ม
หลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็อร่อยเป็นพิเศษ
ในหม้อมีเกี๊ยวเยอะมาก ทุกคนจึงกินกันจนอิ่มท้อง
เช้าวันถัดไป เสียงลำโพงของกองผลิตก็ดังขึ้น บอกว่าจะมีการยกย่องเชิดชูเซียวหยวนหมิง และทุกคนต้องมาเข้าร่วม
ซูเจียวเจียวหยิบชุดใหม่ที่เพิ่งตัดให้เซียวหยวนหมิงมาให้เขาใส่ ล้างหน้า หวีผมให้เรียบร้อย และยังให้เขาสวมรองเท้าใหม่ด้วย
เซียวหยวนหมิงหัวเราะ “นี่แค่ประชุมยกย่องเชิดชู ไม่ได้ไปทำอะไรใหญ่โต ไม่ต้องแต่งตัวจัดเต็มขนาดนี้หรอก”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ “คุณเป็นสามีของฉัน ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าคุณเก่งกาจแค่ไหน”
หลังจากแต่งตัวเสร็จ ซูเจียวเจียวก็พาเซียวหยวนหมิงออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังลานตากข้าว
หลิวเฉิงเหว่ยตั้งใจว่าจะกลับแล้ว แต่พอได้ยินว่าเป็นการประชุมยกย่องเชิดชูเซียวหยวนหมิง ก็ไม่รีบร้อนที่จะกลับแล้ว เขากอดหลิวหยวนหยวนไว้ในอ้อมแขน และจูงเซียวหยวนซินไปด้วยกัน เพื่อไปดูความคึกคัก
เป็นเพราะวิธีของเซียวหยวนหมิงทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่กองผลิตและตำบลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
ในงานยกย่องเชิดชู ไม่เพียงแต่มีการชมเชยเซียวหยวนหมิงถึงความเฉลียวฉลาดและความสามารถเท่านั้น แต่ยังมีการมอบเงินรางวัลจำนวนมาก เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนขยายการผลิตอย่างแข็งขัน เพื่อให้ทุกคนได้อิ่มท้อง
วันรุ่งขึ้นหลังจากงานยกย่องเชิดชู หลายๆ ตำบลก็จัดประชุมเรียนรู้ โดยต่างก็มาเรียนรู้จากเซียวหยวนหมิง แม้แต่คนจากตัวอำเภอก็ถูกส่งมา เพื่อให้เซียวหยวนหมิงบรรยายให้ทุกคนฟังถึงวิธีการที่เขาใช้
เซียวหยวนหมิงก็เล่าถึงวิธีการที่เขารู้ทั้งหมดออกมาอย่างละเอียด ทุกคนตั้งใจฟังและจดบันทึกไว้
ซูเจียวเจียวรู้ว่าความเฉลียวฉลาดและความสามารถของเซียวหยวนหมิงไม่ได้มีแค่เรื่องการเพาะปลูกเท่านั้น แต่เขายังเก่งกาจเรื่องการวิจัยยาอีกด้วย โดยไม่ต้องมีใครสอน เขาก็สามารถคิดค้นขึ้นมาเองได้
ช่วงนี้อาหมิงได้ผลิตครีมลบรอยแผลเป็นออกมาหลายขวด และนำไปขายที่ร้านของฉีเย่ เพราะครีมลบรอยแผลเป็นมีประสิทธิภาพดี และใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพ ขวดละสิบหยวน ยอดขายอาจจะไม่ดีนัก แต่ก็ยังพอมีกำไร
ต่อมาตามคำแนะนำของซูเจียวเจียว เขาได้ลดปริมาณครีมลบรอยแผลเป็นลงและลดราคาลงด้วย ปรากฏว่ายอดขายก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากครีมลบรอยแผลเป็นแล้ว เซียวหยวนหมิงยังวิจัยครีมทาหน้าคล้ายกับครีมหิมะขึ้นมาอีกด้วย ทั้งสองคนช่วยกันตั้งชื่อว่า ‘ครีมบำรุงผิวพรรณ’
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^