LNCrawler

บทที่ 166 เพลิงโทสะของเยว่เผิงไห่

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 166 เพลิงโทสะของเยว่เผิงไห่

        หญิงชราคนนั้นด่าว่า “แกรู้อะไรบ้าง! จางหงอวี้ก็แค่กลัวว่าถ้ายุวชนเยว่สอบติดมหาวิทยาลัยแล้วจะไม่เอาเธอไง เลยโยนใบอนุญาตสอบทิ้งไป!”

       ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็เงียบเสียงลงทันที แล้วก็พากันถอนหายใจ

       ใช่แล้ว ถ้าเป็นพวกเขาเอง ก็คงกลัวเหมือนกัน

       ก็แหงอยู่แล้ว เพราะยุวชนเยว่ยังหนุ่ม มีความรู้ แถมยังเป็นคนในเมืองมาก่อน แม้ฐานะทางบ้านจะไม่ร่ำรวยมากนัก แต่ก็ดีกว่าชีวิตในชนบทมากแล้ว

       หากยุวชนเยว่สอบติดมหาวิทยาลัย ได้ดิบได้ดีในอนาคต เป็นกำลังสำคัญของประเทศ และในเมืองใหญ่ก็มีสาวสวยมากมาย เกรงว่าเขาจะถูกความสวยงามเหล่านั้นทำให้ลุ่มหลง ดังนั้นความกังวลของจางหงอวี้จึงใช่ว่าจะไร้เหตุผล

       แม้เยว่เผิงไห่จะเดินจากไปไกลแล้ว เขาก็ยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนแต่พูดถึงเขา อีกทั้งสายตาที่มองมาก็เต็มไปด้วยความเห็นใจปนกับความสมเพช ซึ่งทำให้เยว่เผิงไห่อารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าของเขาบึ้งตึงสุดขีด เพลิงโทสะในดวงตาแทบจะปะทุออกมาเป็นเปลวไฟ

       ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือดึกดื่น แต่สุดท้ายกลับน่าขันที่แม้แต่สนามสอบก็ยังไม่ได้ก้าวเข้าไป!

       แต่ซูเจียวเจียว ฮั่วเจี้ยนจง เว่ยหงปิง พวกเขาทุกคนสอบติดมหาวิทยาลัย! จ้าวอวี้เฟินก็สอบติดด้วย!

       แม้แต่เซียวหยวนหมิงที่เป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นก็ยังสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิง!

       ส่วนเขาน่ะหรือ กลับยังคงต้องมาถือจอบพรวนดินอยู่ที่นี่!

       ถ้าเขาได้ไปสอบละก็ ตอนนี้จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยจิงเฉิงจะต้องมีชื่อของเขาแน่นอน!

       เพราะแม้แต่เซียวหยวนหมิงก็ยังสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิง แล้วเขาจะสอบไม่ติดได้อย่างไร?

       ยิ่งคิด เยว่เผิงไห่ก็ยิ่งโกรธแค้นประหนึ่งลาวากำลังปะทุพลุ่งพล่าน ทำให้เขาทรมานใจเป็นที่สุด

       “เผิงไห่ ฉันเอาข้าวมาส่งให้แล้วนะ” ไม่ไกลนัก จางหงอวี้ถือตะกร้าเดินเข้ามา ใบหน้าของเธอแย้มยิ้มพลางเดินมาหยุดตรงหน้าเขา

       จางหงอวี้เห็นเขานั่งหน้าบึ้งตึงอยู่บนคันนาก็เอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าเหนื่อยก็กลับบ้านไปพักผ่อนนะ…”

       ขณะพูด จางหงอวี้ก็หยิบกับข้าวที่ทำเสร็จแล้วออกมาจากตะกร้า “นี่ดูสิ มื้อเที่ยงวันนี้ ฉันอุตส่าห์ทำหมูสามชั้นตุ๋นจานใหญ่ที่คุณชอบกินมาให้เลยนะ…”

       ‘เพล้ง!’

       คำพูดของเธอยังไม่ทันจบลง จานหมูสามชั้นตุ๋นหอมๆ ในมือก็ถูกปัดกระเด็นตกลงพื้นทันที

       จางหงอวี้มองด้วยความตกใจและงุนงง

       เยว่เผิงไห่ยืนขึ้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยโทสะที่ไม่อาจยับยั้งได้ “กิน กิน กิน! รู้แต่เรื่องกิน! ถ้าไม่ใช่เพราะคุณโยนใบอนุญาตสอบของผมทิ้ง ตอนนี้ผมคงสอบติดมหาวิทยาลัยไปแล้ว! ผู้หญิงโง่เขลาไร้เดียงสาอย่างคุณนี่มัน! มันช่างโง่เง่าเหลือเกิน!”

       ดวงตาของจางหงอวี้พลันมีน้ำตาเอ่อคลอ “เผิงไห่ คุณ คุณอย่าโกรธเลยนะ… ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว… อย่าโกรธฉันเลยนะคะ… ต่อไปฉันจะเชื่อใจคุณเสมอ”

       “ต่อไป ต่อไป... ไม่มีต่อไปอีกแล้ว!” เยว่เผิงไห่โกรธจัด “หย่ากันเถอะ! ผมขอหย่ากับคุณ!”

       พอได้ยินคำว่า ‘หย่า’ จางหงอวี้ก็ตื่นตระหนกทันที เธอร้องไห้คร่ำครวญพลางคว้ามือของเยว่เผิงไห่ไว้ “ฉันขอร้องนะคะ อย่าหย่ากับฉันเลยนะเผิงไห่ ฉันรู้แล้วว่าฉันผิด ฉันรู้แล้วจริงๆ ฉันขอร้องคุณอย่าหย่ากับฉันเลยนะ ฉันไม่หย่า! ถ้าคุณหย่ากับฉัน แล้วฉันกับลูกจะทำยังไง! แม่ลูกสองคนจะอยู่ยังไง!”

       เยว่เผิงไห่สะบัดมือของเธอออกด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “อย่ามาเซ้าซี้! ยังไงเราก็ต้องหย่ากันอยู่ดี!”

       จางหงอวี้ร้องไห้คร่ำครวญขอร้องอีกครั้ง เยว่เผิงไห่ก้าวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว จางหงอวี้กลัวว่าผู้ชายคนนี้จะไปจริงๆ เธอจึงพุ่งเข้ากอดขาเขา ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลพราก น่าสงสารสุดประมาณ

       ความวุ่นวายตรงนี้ดึงดูดผู้คนที่กำลังทำงานในไร่นาให้เข้ามามุงดู แต่ละคนต่างพากันเกลี้ยกล่อมว่า “ยุวชนเยว่ นายอย่าไปโกรธจางหงอวี้เลย เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง คงไม่เข้าใจนายไปเสียทั้งหมดหรอก”

       “ใช่แล้วๆ เธอแค่รักนายมาก จึงกลัวว่านายจะทิ้งเธอไปน่ะ”

       จางหงอวี้ได้ยินคำปลอบโยนของทุกคน ก็รีบพยักหน้าเห็นด้วยพลางร้องไห้ว่า “ใช่แล้วค่ะ ฉันแค่รักคุณมาก เผิงไห่ ฉันขาดคุณไม่ได้จริงๆ นะคะ!”

       “ยุวชนเยว่ ถ้าคุณไปแล้วเหลือจางหงอวี้เลี้ยงลูก เธอจะใช้ชีวิตยังไง! ถึงอย่างไรจางหงอวี้ก็ให้กำเนิดลูกชายให้คุณแล้วไม่ใช่หรือ? ดูเสี่ยวหมานสิ เด็กคนนั้นน่ารักขนาดไหน พอขวบหนึ่งก็หัดเดินแล้ว หัดพูดก็ชัดเจน แถมยังหน้าตาเหมือนคุณอีกด้วยนะ โตขึ้นต้องฉลาดหลักแหลมแน่นอน!”

       ทุกคนต่างพากันช่วยพูดปลอบประโลมคนละคำสองคำ

       ราวกับนึกถึงเสี่ยวหมานลูกชาย สีหน้าเย็นชาบึ้งตึงของเยว่เผิงไห่ก็ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่าง สีหน้าของเขาก็กลับมาบึ้งตึงอีกครั้ง “จางเสี่ยวหมานแซ่จาง ไม่ใช่แซ่ฉันสักหน่อย”

       จางหงอวี้รีบตอบทันที “เผิงไห่ ตอนที่เราแต่งงานกันก็ตกลงกันแล้วนี่คะ ว่าลูกคนแรกจะใช้แซ่ของฉัน ลูกคนที่สองจะใช้แซ่ของคุณน่ะ”

       เมื่อมีคนคอยเกลี้ยกล่อม และจางหงอวี้ก็เอาแต่ขอโทษขอโพยและรับปากว่าจะไม่ทำอีก เยว่เผิงไห่ก็ไม่อยากจะให้เรื่องมันวุ่นวายไปมากกว่านี้ สุดท้ายก็กลับบ้านไป

       จางหงอวี้รีบก้มลงเก็บชามที่ตกอยู่บนพื้น

       หญิงชราคนหนึ่งมองเห็นหมูสามชั้นตุ๋นที่ตกอยู่บนพื้นก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง เธอเดินเข้าไปช่วยเก็บหมูสามชั้นตุ๋นทีละชิ้นอย่างใจดี “หงอวี้ เนื้อนี่มันเปื้อนดินไปหน่อย แต่ก็ยังไม่เสียนะ เธอเอาไปล้างแล้วเอาไปผัดใหม่ ก็ยังกินได้อยู่นะ”

       จางหงอวี้พยักหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ “ขอบคุณค่ะคุณป้า”

       แล้วจางหงอวี้ก็รีบวิ่งตามเยว่เผิงไห่ไป

       ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันส่ายหน้าถอนหายใจ แม้จางหงอวี้จะง้อเยว่เผิงไห่ได้แล้วในครั้งนี้ แต่ดูท่าทางเยว่เผิงไห่ก็คงไม่อยากจะอยู่กับจางหงอวี้แล้วจริงๆ แต่จางหงอวี้ก็ช่างกล้าโยนใบอนุญาตสอบของเยว่เผิงไห่ทิ้งไปจริงๆ นั่นมันเท่ากับเป็นการทำลายอนาคตของเขาเลยนะ เหมือนหักปีกเขาไม่ให้บินได้ แล้วเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร?

       ถ้าเป็นพวกเขาเอง ก็คงโกรธเหมือนกัน!

       แต่พอย้อนกลับไปคิดในมุมมองของจางหงอวี้ ก็พอจะเข้าใจสิ่งที่เธอทำได้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าใครผิด ใครถูก คงพูดได้แค่ว่าทั้งสองคนไม่ควรแต่งงานกันตั้งแต่แรก

       ถ้าไม่แต่งงานกัน ก็คงไม่มีเรื่องราวมากมายขนาดนี้หรอก!

       แต่พอพูดถึงเรื่องแต่งงาน ทุกคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเยว่เผิงไห่ถึงไปชอบจางหงอวี้ได้?

       แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คิดไม่ออก ก็เลยเลิกคิดไปเอง

       ไม่นานนัก เรื่องราวนี้ก็ล่วงรู้ถึงหูของซูเจียวเจียวและคนอื่นๆ ซูเจียวเจียวก็ไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง และรู้สึกเสียดายแทนจางหงอวี้

       เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นเยว่เผิงไห่ยอมมาแต่งงานกับจางหงอวี้ เพียงเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น เยว่เผิงไห่ไม่คิดเลยว่าอีกสองปีข้างหน้าจะมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างกะทันหัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่แต่งงานกับจางหงอวี้หรอก

       เยว่เผิงไห่ใฝ่ฝันที่จะกลับไปใช้ชีวิตในเมืองมาตลอด และเมื่อโอกาสอันดีเช่นนี้ถูกทำลายลงไป ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกรังเกียจและชิงชังจางหงอวี้มากขึ้นเท่านั้น

       ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า เยว่เผิงไห่ก็ยังคงจะไปสอบเช่นเดิม และเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็คงจะจากชนบทแห่งนี้ไปโดยไม่ลังเล ส่วนความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะลงเอยอย่างไร เธอก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะนี่ไม่ใช่เส้นทางเดิมในชาติที่แล้วแล้ว

       ตกกลางคืน ซูเจียวเจียวกำลังจัดกระเป๋า หลังจากวันขึ้นปีใหม่ผ่านไป เธอกับอาหมิงก็จะต้องกลับเมืองแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น เธอจะพาอาหมิงกลับตัวเมืองมณฑลก่อน แล้วเมื่อใกล้ถึงช่วงเปิดเทอม ก็ค่อยเดินทางไปยังจิงเฉิง


จากชาติก่อนที่เคยใจร้ายผลักไสเขา...ชาตินี้ขอเปย์รักและสร้างความมั่งคั่งคืนให้หมดหัวใจ!
ย้อนเวลามาทั้งที เธอจะพลิกชีวิตชาวนาหนุ่มให้รวยขึ้นแท่นเศรษฐีได้สะใจขนาดไหน?
กดเข้า Kawebook แล้วเปิดโหมดคลั่งรักตอนถัดไปได้ก่อนใคร >> https://kawebook.co/uwQ4g