LNCrawler

บทที่ 168 ฝันอันยาวนาน

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 168 ฝันอันยาวนาน

        อู๋เฟิ่งเสียพยักหน้า “คุณพูดถูกค่ะ! ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ฉันก็ต้องลองดู!”

       ซูเจียวเจียวกล่าว “คุณสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงเฉิง และเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ ก็เพื่อยุวชนฮั่วใช่ไหมคะ”

       อู๋เฟิ่งเสียเผยรอยยิ้มอย่างเขินอาย “ค่ะ! แม้ว่าฉันจะรู้จักยุวชนฮั่วอย่างจริงจังเมื่อตอนที่มาเป็นครูที่นี่ แต่ฉันก็พบว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถมาก แถมยังซื่อตรง และยังเป็นผู้ชายแบบที่ฉันชอบด้วย! ดังนั้นเมื่อเห็นเขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงเฉิง ฉันก็อยากจะไปที่นั่นเหมือนกัน โชคดีที่ฉันสอบติดด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าต้องอยู่ห่างไกลกัน อนาคตก็คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว”

       ซูเจียวเจียวรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของอู๋เฟิ่งเสียอย่างยิ่ง อย่างน้อยเธอก็เป็นคนกล้าหาญที่กล้าไล่ตามความฝันและสิ่งที่ปรารถนา

       หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป

       ฮั่วเจี้ยนจงไปส่งอู๋เฟิ่งเสียกลับบ้าน ส่วนซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงก็ไปดูบ้านพร้อมกับเซียวหยวนซิน โดยมีหลิวหยวนหยวนอยู่บนหลังของเซียวหยวนหมิง

       ซูเจียวเจียวและทั้งสามคนวิ่งวุ่นไปทั้งวัน ในที่สุดก็ตกลงปลงใจซื้อบ้านได้ เซียวหยวนซินซื้อบ้านริมถนน เป็นบ้านกระเบื้องสามห้อง ด้านหลังเป็นลานบ้าน เนื่องจากเจ้าของบ้านจะย้ายไปพัฒนาตนเองในตัวเมืองมณฑล จึงประกาศขายบ้านหลังนี้ ในที่สุดก็ตกลงราคาได้ที่เจ็ดร้อยหยวน

       เซียวหยวนซินมีเงินไม่พอ ซูเจียวเจียวจึงควักเงินสองร้อยหยวนออกมาให้เธอยืมทันที จากนั้นก็จัดการทำสัญญาและเขียนใบรับรอง

       ในสมัยนั้นยังไม่มีโฉนดที่ดิน

       การซื้อขายบ้านส่วนตัวเป็นเรื่องที่ได้รับอนุญาต

       หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย เจ้าของบ้านก็กล่าวว่าจะย้ายไปตัวเมืองมณฑลหลังจากผ่านพ้นปีใหม่ไปแล้ว

       เซียวหยวนซินตอบตกลงโดยไม่มีปัญหาใดๆ เพราะตอนนี้เธอก็ไม่ได้รีบย้ายเข้าไปอยู่

       แต่สมองของเธอยังคงมึนงง ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้เป็นเจ้าของบ้านในตัวอำเภอ!

       “เจียวเจียว เธอว่าฉันจะเอาบ้านที่ซื้อในตัวอำเภอนี้ไปทำอะไรได้บ้าง งานของฉันอยู่ที่กองผลิตฉางซิง ส่วนเฉิงเหว่ยก็อยู่ที่กองผลิตตระกูลหลิว พวกเราไม่ได้อยู่ตัวอำเภอสักหน่อย ส่วนหยวนหยวนจะเรียนประถมที่กองผลิตฉางซิงก็ได้นี่”

       หลังจากครุ่นคิดจนสับสนไปพักหนึ่ง เซียวหยวนซินก็สงบลงและถามคำถามในใจออกมา

       ซูเจียวเจียวมองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ จึงเอ่ยเสียงเบา “ฉันได้รับจดหมายจากทางบ้าน พวกเขาบอกว่าอีกสองสามปี รัฐบาลจะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แล้วก็สามารถทำมาค้าขายกันเองได้ ตอนนั้นบ้านที่คุณซื้อริมถนนหลังนี้ ก็สามารถปรับปรุงให้ด้านหน้าเป็นร้านค้า ส่วนลานบ้านด้านหลังก็ปรับเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยได้ค่ะ”

       เซียวหยวนซินตาเป็นประกาย ไม่สงสัยในคำพูดของซูเจียวเจียวแม้แต่น้อย “ก่อนหน้านี้เธอที่ให้อาหมิงอ่านหนังสือ ก็เพราะได้รับจดหมายจากทางบ้านที่บอกว่าอาจมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาอีกครั้งใช่ไหม”

       ในปี 1953 รัฐบาลเริ่มใช้ระบบรวมศูนย์ซื้อขาย พอถึงปี 1978 รัฐบาลก็ไม่ได้บังคับซื้อขายธัญพืชอย่างเข้มงวดนัก เรียกได้ว่าหลับตาข้างหนึ่งไปข้างหนึ่ง และพอถึงปี 1982 เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างเริ่มทำมาค้าขายส่วนตัวกันเอง

       ในช่วงไม่กี่ปีนั้น ผู้ที่ลงทะเลไปทำธุรกิจต่างก็ร่ำรวยกันถ้วนหน้า

       ซูเจียวเจียวยิ้ม “พี่หยวนซินนี่ฉลาดจริงๆ เลยค่ะ พี่ทายถูกหมดเลย”

       จะว่าไปแล้ว ใครจะไปรู้ว่าคนในครอบครัวเคยส่งจดหมายมาบอกเรื่องเหล่านี้หรือไม่

       'ฉันบอกว่ามีก็มีสิ' คำพูดนี้ใช้ได้ผลดีจริง

        

       บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้คำโกหกสีขาว เป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ไม่อย่างนั้นเซียวหยวนซินก็จะรู้สึกไม่สบายใจ ไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี

       เซียวหยวนหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “พี่ครับ ผมมีข้อเสนอแนะ พี่อย่าเพิ่งให้พี่เขยรู้เรื่องที่พี่ซื้อบ้านนะครับ ถ้าเขาถามออกมาละก็ พี่ก็บอกว่ายืมเงินผมกับเจียวเจียวมาซื้อ”

       เซียวหยวนซินคิดทบทวนอยู่เล็กน้อยก็เข้าใจความกังวล และความคิดของเซียวหยวนหมิง เธอพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันจะไม่บอกเขา ถ้าฉันบอกไป เขาก็คงจะเอาไปอวดคนอื่นทันที”

       ซูเจียวเจียวรู้ว่าตอนนี้เซียวหยวนซินมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว จึงไม่กังวลว่าเธอจะพูดเรื่องนี้ออกไป

       หลิวหยวนหยวนลืมตาที่งัวเงียขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดอย่างหนักแน่น “แม่คะ คุณน้า น้าสะใภ้คะ หนูจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปเหมือนกันค่ะ!”

       เสียงเด็กน้อยที่แทรกเข้ามากะทันหัน ทำให้ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงต่างก็หัวเราะร่า

       เดิมทีซูเจียวเจียวก็อยากจะซื้อบ้านในตัวอำเภอเหมือนกัน แต่หาบ้านที่เหมาะสมไม่ได้ และตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ จึงยังไม่ได้ซื้อ

       คิดว่าควรไปซื้อบ้านในจิงเฉิงสักสองสามหลังดีกว่า

       หลังจากจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเรียบร้อย ซูเจียวเจียวและคนอื่นๆ ก็ไปที่ตลาดนัดอีกครั้ง แต่พบว่าตลาดว่างเปล่า ผู้คนส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว บรรดาพ่อค้าแม่ขายขายของหมดเกลี้ยง จึงกลับไปยังบ้านเรือนของตน

       ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำ แต่ในใจของซูเจียวเจียวและเซียวหยวนซินกลับรู้สึกอบอุ่น ซูเจียวเจียวคิดว่าในอนาคตจะไปสร้างชื่อเสียงในจิงเฉิงให้สำเร็จให้ได้

       เซียวหยวนซินคิดว่าเมื่อเศรษฐกิจเปิดเสรีแล้ว เธอจะมีร้านเป็นของตัวเอง สามารถทำมาค้าขายเองได้ และตอนนั้นเงินที่หาได้ก็จะยิ่งมากขึ้นอีก!

       เซียวหยวนหมิงมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของภรรยาและพี่สาว เขาก็รู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง

       เมื่อถึงบ้านฟ้าก็มืดแล้ว ตอนกลางคืนจึงไม่ได้ทำอาหารหลายอย่าง แต่ต้มบะหมี่ใส่ไข่และหมูฝอยแทน เพื่อความรวดเร็ว

       ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน การทำอาหารชุดใหญ่คงจะเหนื่อยเกินไป สู้กินอะไรง่ายๆ แล้วรีบเข้านอนดีกว่า

       เพราะตอนกลางวันพวกเขาก็กินอาหารมื้อใหญ่ที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการแล้ว

       หลังจากอาบน้ำล้างหน้า ซูเจียวเจียวก็นอนลงบนเตียง เซียวหยวนหมิงตามขึ้นไปนอนแล้วดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน

       เซียวหยวนหมิงเป็นเหมือนเครื่องทำความร้อนธรรมชาติที่แสนอบอุ่น มีเขาอยู่ด้วยแล้ว ผ้าห่มทั้งผืนก็ไม่หนาวอีกต่อไป

       ซูเจียวเจียวเอาเท้าทั้งสองข้างของเธอไปพาดบนตัวเขา “คุณจะเป็นเครื่องทำความร้อนส่วนตัวของฉันตลอดไปนะ”

       “อืม เป็นยี่ห้อเซียวหยวนหมิงด้วยนะ” เขาหยอกล้อ

       ซูเจียวเจียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ใช่! ยี่ห้อเซียวหยวนหมิง”

       พลางจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากเขา

       เซียวหยวนหมิงกอดเธอไว้แน่น ภรรยาในอ้อมแขนนุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมจางๆ น่าทะนุถนอมจนไม่อยากปล่อยมือ

       “แล้วทางบ้านคุณส่งจดหมายมาบอกว่าเศรษฐกิจจะเปิดเสรีตั้งแต่เมื่อไร? ทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ หืม?”

       เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นข้างหูของเธอ ชวนให้เคลิบเคลิ้ม

       ซูเจียวเจียวรู้สึกจั๊กจี้และชาที่หู เธอซบหน้าลงกับแขนของเขา “ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้น พี่หยวนซินก็จะรู้สึกไม่สบายใจค่ะ อาหมิง คุณเชื่อฉันนะ ฉันไม่มีทางหลอกพี่หยวนซินแน่นอนค่ะ”

       เซียวหยวนหมิงวางคางลงบนศีรษะของเธอ “แน่นอนว่าผมเชื่อคุณ ถ้าผมไม่เชื่อ คุณกับพี่สาวก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมแค่สงสัยนิดหน่อยเท่านั้น เจียวเจียว คุณดูเหมือนจะมีความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตเลยนะ”

       หัวใจของซูเจียวเจียวพลันกระตุกวูบ แล้วก็รู้สึกลังเลใจว่าจะบอกเรื่องราวในชาติที่แล้วให้เขาฟังดีหรือไม่

       หลังจากคิดอยู่นาน ซูเจียวเจียวก็ลุกขึ้นจากอ้อมแขนของเขา ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองเขา “ถ้าฉันบอกว่าฉันฝันไปนานแสนนาน ฝันนั้นยาวนานราวกับชั่วชีวิต คุณจะเชื่อไหมคะ”

       เซียวหยวนหมิงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร ผมก็เชื่อทั้งหมด”

       “ฉันฝันว่าเราอยู่ด้วยกัน แต่ในฝันฉันกลับทิ้งคุณไป ปล่อยคุณทิ้งไว้ที่ชนบท แล้วกลับไปที่ตัวเมืองมณฑลคนเดียว...”

       ซูเจียวเจียวเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างคร่าวๆ ทำทีว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน “ในฝันมันเป็นแบบนี้แหละค่ะ”


จากชาติก่อนที่เคยใจร้ายผลักไสเขา...ชาตินี้ขอเปย์รักและสร้างความมั่งคั่งคืนให้หมดหัวใจ!
ย้อนเวลามาทั้งที เธอจะพลิกชีวิตชาวนาหนุ่มให้รวยขึ้นแท่นเศรษฐีได้สะใจขนาดไหน?
กดเข้า Kawebook แล้วเปิดโหมดคลั่งรักตอนถัดไปได้ก่อนใคร >> https://kawebook.co/uwQ4g