LNCrawler

บทที่ 174 เดินทางเข้าเมือง [2]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 174 เดินทางเข้าเมือง [2]

        เสียงรถไฟดังกระหึ่มเคลื่อนตัวออกไป ซูเจียวเจียวยืนอยู่ที่หน้าต่างรถไฟ โบกมือลาเซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนไม่หยุด

       ร่างเล็กๆ ของหลิวหยวนหยวนวิ่งตามรถไฟไปพลางร้องไห้พลางเรียก “น้าสะใภ้… น้าชาย…”

       เซียวหยวนซินก็วิ่งตามไปเช่นกัน

       จนกระทั่งรถไฟลับสายตาไป

       เซียวหยวนซินกอดหลิวหยวนหยวนไว้ “หยวนหยวนคนดี ไม่ต้องวิ่งตามแล้วนะ รถไฟไปแล้ว เราตามไม่ทันหรอก รอหยวนหยวนโตขึ้น เราค่อยไปจิงเฉิงหาน้าสะใภ้กับน้าชายกันนะ”

       หลิวหยวนหยวนเช็ดน้ำตา “แม่คะ หยวนหยวนจะตั้งใจเรียนให้ดี แล้วจะเขียนจดหมายหาน้าสะใภ้กับน้าชายด้วยค่ะ”

       บนรถไฟ ซูเจียวเจียวเองก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ เช็ดน้ำตาไปพลาง

       เซียวหยวนหมิงโอบกอดเธอไว้ด้วยความสงสาร “พอถึงวันหยุด พวกเราจะกลับมาเยี่ยมพวกเขากันนะ”

       “อืม” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น

       เนื่องจากจุดหมายปลายทางของเธอและเซียวหยวนหมิงนั้นแตกต่างจากจ้าวอวี้เฟิน เว่ยหงปิง และฮั่วเจี้ยนจง ทั้งสามคนจึงไม่ได้อยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน

       “รถไฟต้องวิ่งอีกยี่สิบชั่วโมงกว่าจะถึง คุณพักผ่อนก่อนเถอะ” เซียวหยวนหมิงจัดสัมภาระเรียบร้อยแล้วเอ่ยกับซูเจียวเจียวอย่างอ่อนโยน

       ทั้งสองซื้อตั๋วเตียงนอนสองใบ ในหนึ่งตู้โดยสารมีเพียงสี่เตียง แบ่งเป็นเตียงสองชั้นฝั่งละคู่ จัดว่าเป็นตั๋วชั้นดีทีเดียว

       ถึงอย่างไรก็ไม่ขาดเงิน เซียวหยวนหมิงไม่อยากให้ซูเจียวเจียวต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนบนที่นั่งธรรมดา จึงซื้อตั๋วที่ดีที่สุด

       หลังจากวางสัมภาระบนชั้นบนเรียบร้อยแล้ว พื้นที่ก็แทบจะเต็มแล้ว

       ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงเบียดกันนอนอยู่บนเตียงล่าง ห่มผ้าห่มผืนเดียวกัน ภายในตู้โดยสารก็อบอุ่นสบาย

       ซูเจียวเจียวซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเซียวหยวนหมิงแล้วผล็อยหลับไป

       เมื่อถึงสถานีถัดไป มีคนขึ้นรถมา เป็นชายหญิงคู่หนึ่งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว

       หญิงสาวผู้นั้นเดินเข้ามาในตู้โดยสารก็เอามือปิดจมูกทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “กลิ่นอะไรเนี่ย! เหม็นชะมัด!”

       เสียงของเธอทั้งแหลมแสบหูและหยาบคาย จนทำให้ซูเจียวเจียวที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้นมาทันที

       ซูเจียวเจียวสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา พบว่ามีคนเข้ามาในตู้โดยสาร เธอลุกขึ้นนั่งมองไปยังหญิงสาวที่กำลังบ่นกระปอดกระแปด แล้วกล่าวว่า “คงจะเป็นไก่เค็มที่เราหมักเองน่ะค่ะ กลิ่นเลยค่อนข้างแรง ต้องขออภัยด้วยนะคะ”

       ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นแสดงออกถึงความเหยียดหยาม “ซวยชะมัด นั่งรถไฟก็ยังเจอพวกบ้านนอกอีก เอาของพวกนี้เข้าเมืองมาด้วย เหม็นจะตายอยู่แล้ว”

       ใบหน้าของซูเจียวเจียวมืดครึ้มลง

       เซียวหยวนหมิงเองก็ลุกขึ้นนั่งแล้วเช่นกัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

       ชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เหลือบมองหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่สบอารมณ์ “เงียบเถอะคุณ ออกเดินทางไกลแบบนี้ จะเรื่องมากอะไรนักหนา?”

       ชายหนุ่มวางกระเป๋าเดินทางที่ถืออยู่ในมือไว้ใต้เตียง ถอดเสื้อคลุมยาวออกแล้วนั่งลงบนเตียงล่างฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเขาดูเป็นมิตร ยิ้มและพยักหน้าให้เซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวเป็นการทักทาย

       ซูเจียวเจียวเห็นว่าชายผู้นี้ไม่เลว จึงไม่ได้ตอบโต้ แต่หญิงสาวคนนั้นก็ยังคงบ่นอยู่สองสามประโยค โชคดีที่เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ

       เนื่องจากเส้นทางยาวไกล และการเดินทางก็น่าเบื่อ ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามจึงเริ่มพูดคุยกับเซียวหยวนหมิง

       ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมีชื่อว่า เฉิงเต๋อปิน อายุสามสิบสองปี ผู้หญิงข้างๆ คือภรรยาของเขา ทั้งสองเพิ่งกลับจากการเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด และกำลังจะกลับไปทำงานที่ตัวเมืองมณฑล

       ทั้งสองคนทำงานในโรงงานที่ตัวเมืองมณฑล ถือว่าเป็นงานประจำที่มั่นคง ไม่แปลกใจเลยที่ภรรยาของเขาดูเย่อหยิ่งและดูถูกคนอื่น

       “อ้อ ที่แท้พวกคุณคือยุวชนที่ถูกส่งไปชนบทสินะ ตอนนี้กลับบ้านเยี่ยมญาติได้แล้วเหรอ?” เฉิงเต๋อปินเอ่ยถามพลางยิ้ม

       ซูเจียวเจียวกล่าวว่า “ฉันกับสามีสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว หลังจากนี้ก็จะอยู่ในเมืองเพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยน่ะค่ะ”

       ส่วนเรื่องการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจิงเฉิง เธอไม่ได้พูดถึง เพราะไม่สนิทกันมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก

       ดวงตาของเฉิงเต๋อปินเผยแววชื่นชม “ดีจริง ดีจริงๆ เลย พวกคุณสองสามีภรรยาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พร้อมกัน แสดงว่าพวกคุณมีความมุ่งมั่นและอดทนมากจริงๆ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็จะเป็นเสาหลักของประเทศ”

       เมื่อพูดถึงช่วงท้าย ใบหน้าของเฉิงเต๋อปินเต็มไปด้วยความอิจฉา “ปีที่แล้วผมก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน เสียดายที่สอบไม่ติด ก็เลยต้องทำงานในโรงงานต่อไปอย่างจำใจ”

       ภรรยาของเฉิงเต๋อปินส่งเสียงฮึดฮัด “ทำงานในโรงงานมันไม่ดีตรงไหนกัน? อย่างน้อยเงินเดือนก็เจ็ดแปดสิบหยวนนะ! เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันเลยนะ ถ้าตอนนั้นพ่อแม่ฉันไม่ช่วยหาญาติพี่น้องให้ช่วยวิ่งเต้นละก็ คุณจะเข้าไปทำงานในโรงงานได้ไหมเนี่ย!”

       ใบหน้าของเฉิงเต๋อปินดูอึดอัด ไม่ได้พูดอะไรต่อ

       ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงก็ไม่ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายอีก

       รถไฟเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ภรรยาของเฉิงเต๋อปินก็เขย่าแขนเขา “ฉันหิวแล้ว ไปซื้อข้าวมาให้กินหน่อยสิ”

       เฉิงเต๋อปินลุกขึ้นไปซื้อข้าว

       เมื่อเซียวหยวนหมิงเห็นว่าเป็นเวลาอาหารกลางวันแล้ว ก็เอ่ยถามซูเจียวเจียวอย่างอ่อนโยน “คุณอยากกินอะไรไหม?”

       ซูเจียวเจียวพยักหน้า “ซื้อข้าวมาสองกล่องทีสิคะ”

       โจ๊กและไข่ที่กินเมื่อเช้า ตอนนี้ก็ย่อยไปหมดแล้ว

       เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “คุณรอผมที่นี่นะ เดี๋ยวไปซื้อข้าวให้”

       “ค่ะ” ซูเจียวเจียวเม้มริมฝีปาก แล้วยิ้มตอบอย่างน่ารัก

       หญิงสาวฝั่งตรงข้ามเห็นว่าเซียวหยวนหมิงไปซื้อข้าวให้เองโดยไม่ต้องสั่ง ซึ่งแตกต่างจากสามีของเธอที่ต้องเร่งเร้าอยู่เสมอ ก็เกิดความอิจฉาขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อเห็นผิวพรรณของซูเจียวเจียวที่ขาวอมชมพู สวยงามหาที่เปรียบไม่ได้ ดูทั้งขาวและเนียนละเอียด

       ดวงตาสีดำเป็นประกายราวกับลูกองุ่น ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ มองดูแล้วเหมือนกับจิ้งจอกเก้าหาง

       หญิงสาวหันหน้าหนีไปอย่างไม่สบอารมณ์

       ซูเจียวเจียวไม่ได้สนใจเธอ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างสบายใจ ระหว่างรอเซียวหยวนหมิงกลับมาพร้อมอาหาร

       ไม่นานนัก เซียวหยวนหมิงและเฉิงเต๋อปินก็กลับมาพร้อมอาหาร

       เซียวหยวนหมิงวางอาหารที่ซื้อมาลงบนโต๊ะอาหาร ซูเจียวเจียวเห็นว่ากับข้าวก็ใช้ได้ มีทั้งปลาและเนื้อ เห็นได้ชัดว่าเป็นอาหารที่ค่อนข้างแพง

       ส่วนอาหารของเฉิงเต๋อปินนั้นค่อนข้างเรียบง่าย ทำให้ภรรยาของเขาบ่นไม่หยุดว่าไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน ทำไมถึงต้องประหยัดขนาดนี้

       เฉิงเต๋อปินกล่าวว่า “ที่บ้านมีลูกสามคนต้องเลี้ยง จะไม่ประหยัดได้อย่างไร”

       หญิงสาวก็เงียบไปทันที กินไปพลางมองซูเจียวเจียวด้วยความอิจฉาไปพลาง

       ซูเจียวเจียวค้นหากระปุกพริกเผาที่ทำเองจากถุงที่อยู่บนเตียงชั้นบน ตักให้เซียวหยวนหมิงหนึ่งช้อน และตักให้ตัวเองอีกหนึ่งช้อน สองสามีภรรยากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

       เธอที่เมื่อก่อนชอบกินของหวาน แต่หลังจากมาอยู่ที่นี่ก็เริ่มชอบรสเผ็ด เพราะมีพริกแล้วจะเจริญอาหารมากขึ้น ทำให้กินข้าวได้เพิ่มขึ้นหนึ่งชามทุกครั้ง

       หลังอาหาร เซียวหยวนหมิงก็เก็บจานชามและเช็ดโต๊ะอาหารให้สะอาด จากนั้นสองสามีภรรยาก็อ่านหนังสือด้วยกัน หรือไม่ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้

       เป็นเช่นนี้ จนกระทั่งรถไฟมาถึงตัวเมืองมณฑล

       สิ่งที่ทำให้ซูเจียวเจียวประหลาดใจคือ หญิงสาวฝั่งตรงข้ามก็ลงรถที่ตัวเมืองมณฑลเช่นกัน แถมยังเป็นที่เดียวกันอีกด้วย

       เมื่อลงจากรถไฟ ซูเจียวเจียวก็ยกกล่องสองใบ เซียวหยวนหมิงแบกคานหามไป ทำให้หญิงสาวคนนั้นแสดงความรังเกียจออกมาไม่หยุด “พวกบ้านนอกเข้าเมืองแท้ๆ ยังแบกของเยอะแยะขนาดนี้ น่าขำสิ้นดี”

       ในดวงตาของซูเจียวเจียวฉายประกายความโกรธ “พูดว่าบ้านนอกเข้าเมืองอยู่ได้ เธอคิดว่าตัวเองประเสริฐมาจากไหนกัน? มีบรรพบุรุษใครบ้างที่ย้อนหลังไปสิบแปดชั่วโคตรแล้วไม่ได้มาจากบ้านนอก ไม่ได้เป็นชาวนา? หากไร้ชาวนา แล้วใครเล่าจะก้มหน้าทำนา? แล้วพวกคนเมืองที่อวดอ้างว่าสูงส่งจะเอาอะไรกิน? เดี๋ยวนี้รัฐส่งเสริมคนจนให้มีเกียรติ เธอดูแต่งตัวดีมีสกุลขนาดนี้ ที่บ้านคงไม่เคยถูกรัฐจัดระเบียบเลยใช่ไหม!”


จากชาติก่อนที่เคยใจร้ายผลักไสเขา...ชาตินี้ขอเปย์รักและสร้างความมั่งคั่งคืนให้หมดหัวใจ!
ย้อนเวลามาทั้งที เธอจะพลิกชีวิตชาวนาหนุ่มให้รวยขึ้นแท่นเศรษฐีได้สะใจขนาดไหน?
กดเข้า Kawebook แล้วเปิดโหมดคลั่งรักตอนถัดไปได้ก่อนใคร >> https://kawebook.co/uwQ4g