LNCrawler

บทที่ 194 ซื้อบ้าน [1]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 194 ซื้อบ้าน [1]

        ซูเจียวเจียวเอ่ยถาม “บ้านหลังนี้ราคาเท่าไรคะ?”

       สีหน้าของชายหนุ่มปรากฏแววเกรงใจ และประหม่าเล็กน้อย “แปดพันหยวนครับ”

       เมื่อกล่าวจบ เขาก็เฝ้ามองซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงด้วยความกังวลใจ

       เพราะราคานี้ค่อนข้างสูงจริงๆ

       ก่อนหน้านี้มีคนมาดูบ้านหลายกลุ่มแล้ว แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าแพงเกินไป จึงไม่มีใครซื้อ เขาต้องอยู่ที่นี่เกือบเดือนแล้ว ทางบ้านก็เร่งให้เขากลับไป

       ซูเจียวเจียวได้ยินดังนั้นแววตาพลันฉายแววประหลาดใจ แปดพันหยวนในยุคหลังไม่ถือว่าเป็นอะไรเลย แต่ในยุคนี้ถือว่าแพงอยู่ เพราะราคาที่เธอตั้งใจไว้คือประมาณห้าพันถึงหกพันหยวน

       แต่ถ้ามองจากราคาในยุคหลัง แปดพันหยวนนี้คุ้มค่าสุดๆ เรียกได้ว่ากำไรมหาศาล กำไรมหาศาลจริงๆ

       “ฉันกับสามีชอบบ้านหลังนี้มากค่ะ แต่ว่ามันแพงไปหน่อย ลดราคาได้ไหมคะ?” ซูเจียวเจียวเอ่ยถาม

       หากเธอยอมจ่ายแปดพันหยวนทันทีโดยไม่ต่อรองเลยละก็ คนขายอาจจะคิดว่าขายถูกไป แล้วอาจจะกลับมาเปลี่ยนใจหรือเพิ่มราคาในภายหลัง ซึ่งจะยุ่งยากมาก

       ส่วนอู๋เฟิ่งเสียถึงกับตกใจจนหน้าซีดไปแล้วกับคำว่า ‘แปดพันหยวน’

       คุณพระช่วย!

       บ้านหลังนี้ถึงกับแปดพันหยวนเชียวหรือ!

       นี่เกือบจะถึงหนึ่งหมื่นแล้วนะ!

       เจียวเจียวถึงกับยื่นข้อเสนอต่อราคา พร้อมแสดงท่าทีราวกับต้องการซื้อจริงๆ ท่าทางแบบนี้ เจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงคงร่ำรวยไม่เบา! ใครจะไปคาดคิดว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะซ่อนเงินทองไว้มากมายโดยไม่บอกใคร!

       ฮั่วเจี้ยนจงก็แปลกใจเล็กน้อย

       ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ลดได้นิดหน่อย แต่คงไม่มากนัก หากไม่เพราะครอบครัวของพวกเราไม่คิดจะกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็คงไม่ขายบ้านหลังนี้หรอกครับ”

       “ตอนนี้ครอบครัวของคุณไปอยู่ที่ไหนกันคะ?” ซูเจียวเจียวเอ่ยถามอย่างสบายๆ

       “ที่เมืองกูซูครับ” ชายหนุ่มตอบ

       ซูเจียวเจียวพยักหน้า “เมืองกูซูเป็นเมืองที่ดีค่ะ”

       ชายหนุ่มยิ้ม “พ่อแม่ผมอายุมากแล้ว ท่านชอบธรรมชาติที่เมืองกูซูครับ เพียงแต่ตอนนี้ทั้งครอบครัวของเราอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง พอขายบ้านที่นี่ได้ ก็จะนำเงินไปซื้อบ้านที่นั่นครับ ในเมื่อพวกคุณตั้งใจจะซื้อจริงๆ ผมลดให้สองร้อยหยวนครับ ไม่ลดไปกว่านี้แล้ว”

       “ลดสองร้อยก็ดีค่ะ!” ซูเจียวเจียวพยักหน้า ไม่พูดอะไรมากอีกต่อไป เธอยื่นเงินให้ทันที ส่วนชายหนุ่มก็เขียนเอกสารและโอนโฉนดที่ดินให้เรียบร้อย ณ ตอนนั้นเลย

       เดิมทีฮั่วเจี้ยนจงตั้งใจจะบอกว่า ถ้าเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวมีเงินไม่พอ เขาก็สามารถให้ยืมได้

       แต่ไม่คาดคิดเลยว่า 7,800 หยวน พวกเขาจะจ่ายทันที!

       นี่ถึงกับทำให้เขาตาโตด้วยความประหลาดใจ!

       หลังจากซื้อบ้าน ซูเจียวเจียวก็เอ่ยขึ้นมาอย่างสบายๆ ว่า “ถ้าจะซื้อบ้านก็รีบซื้อแต่เนิ่นๆ เลือกเอาหลังที่ถูกใจไปเลย”

       แม้ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจความหมายของซูเจียวเจียว แต่เขาก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “อืม พวกเราก็เตรียมจะซื้อบ้านหลังใหญ่ที่มีสวนในเมืองกูซูเหมือนกันครับ คนในครอบครัวเราเยอะ บ้านเล็กๆ อยู่ไม่ได้หรอกครับ”

       หลังจากจัดการเรื่องเอกสารทุกอย่างเสร็จ ชายหนุ่มก็จากไป

       ซูเจียวเจียวมองเรือนสี่ประสานที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธออดไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปกระโดดกอดเซียวหยวนหมิงพร้อมโอบรอบคอเขา “อาหมิง! ต่อไปนี้ฉันมีบ้านในจิงเฉิงแล้ว!”

       เซียวหยวนหมิงโอบเอวเธอไว้พลางมองรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้าเธอ เขาก็ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน “อืม เรามีบ้านในจิงเฉิงแล้ว!”

       อู๋เฟิ่งเสียอดอิจฉาไม่ได้ “พวกเธอสองคนจะปล่อยให้ฉันได้พักสายตาจากความรักของพวกเธอสักครู่ไม่ได้เลยหรือไงนะ?”

       ฮั่วเจี้ยนจงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ก็เป็นแบบนี้กันทุกที ชินกันได้แล้วมั้ง คู่นั้นน่ะ”

       ซูเจียวเจียวลงจากตัวเซียวหยวนหมิง “ขอโทษทีค่ะ พอดีตื่นเต้นไปหน่อย จนลืมไปเลยว่ามีคนอยู่ข้างๆ ด้วย”

       อู๋เฟิ่งเสียแสร้งทำทีน้อยใจเอ่ยว่า "ฉันช้ำใจจริงๆ นะ ฉันก็ยืนอยู่ข้างเธอแท้ๆ ทั้งที่อุตส่าห์เดินทางมาด้วยกัน แต่ในสายตาเธอกลับมีเพียงสามีของเธอเท่านั้นเนี่ย"

       ฮั่วเจี้ยนจงเอ่ยถาม “เซียวหยวนหมิง นายบอกมาตามตรงเถอะ ไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้? นายเคยเป็นคนรับซื้อของเก่ามาขายต่อหรือเปล่า?”

       ซูเจียวเจียวมองเขาด้วยความประหลาดใจ ราวกับไม่คิดว่าฮั่วเจี้ยนจงจะเดาถูก

       อู๋เฟิ่งเสียก็มองมาด้วยความอยากรู้เช่นกัน

       เซียวหยวนหมิงไม่สะทกสะท้าน “รับซื้อของเก่ามาขายต่อแล้วทำไมหรือ? นี่ก็เป็นเงินที่ผมหามาด้วยความเหนื่อยยากนะครับ ตอนนี้ประเทศก็ไม่ได้ห้ามแล้วด้วย เศรษฐกิจของประเทศเปิดกว้างขึ้นมาก หลายคนก็เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวกันแล้ว”

       ฮั่วเจี้ยนจงหัวเราะ “ผมไม่ได้บอกว่าจะไปแจ้งจับสักหน่อย พวกเราเป็นอะไรกัน? เป็นพี่น้องที่ดีต่อกันนี่ครับ!”

       ขณะพูดเขาก็ยื่นมือไปต่อยอกเซียวหยวนหมิงเบาๆ แล้วก็ขยิบตาให้ “ผมกำลังจะชวนนายมาร่วมทำธุรกิจด้วยกันต่างหาก ผมอยากจะซื้อเรือนสี่ประสานเหมือนกัน”

       อู๋เฟิ่งเสียได้ยินดังนั้น ก็รีบยกมือขึ้นทันที “ฉันด้วย! ฉันด้วย! ฉันก็อยากทำธุรกิจหาเงินเหมือนกัน!”

       เซียวหยวนหมิงมองพวกเขาด้วยความไม่แน่ใจ “พวกคุณพูดจริงหรือครับ?”

       ฮั่วเจี้ยนจงกล่าว “จริงสิ ผมดูเหมือนคนพูดเล่นหรือครับ?”

       อู๋เฟิ่งเสียก็พยักหน้าอย่างแรง

       ซูเจียวเจียวไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อทั้งสองเห็นเธอกับอาหมิงซื้อบ้าน ก็ถึงกับเกิดความคิดอยากทำธุรกิจขึ้นมา

       สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วยิ้ม เซียวหยวนหมิงหันไปหาฮั่วเจี้ยนจงและอู๋เฟิ่งเสีย “ผมมีแผนการอยู่ครับ แต่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะทำกำไรได้หรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามันน่าจะทำได้”

       ฮั่วเจี้ยนจงกล่าว “ลองอธิบายให้ฟังก่อนก็ได้ พวกเราจะได้ช่วยกันคิด”

       เซียวหยวนหมิงเล่าแผนการของเขาให้ฟัง

       ฮั่วเจี้ยนจงกล่าว “ผลิตครีมบำรุงผิวพรรณนี่ทำได้จริงๆ ครับ ตอนนี้ในประเทศเรามีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวน้อยมาก มีแค่ครีมหิมะ ครีมเปลือกหอย และครีมลดริ้วรอยเท่านั้นครับ ถ้าพวกเราผลิตครีมบำรุงผิวพรรณที่ได้มาตรฐานและขายดีจริงๆ ก็จะทำกำไรได้มหาศาลครับ แต่นี่คงจะยุ่งยากมากใช่ไหมครับ? อย่างแรกเลย พวกเราต้องวิจัยและพัฒนาส่วนผสมสำหรับผลิตครีมบำรุงผิวพรรณหรือเปล่าครับ?”

       เซียวหยวนหมิงกล่าว “ผมวิจัยมานานแล้วครับ ตอนอยู่ที่ชนบท ผมเคยวิจัยครีมบำรุงผิวพรรณที่ให้ความชุ่มชื้นและบำรุงผิว รวมถึงครีมรักษาสิวด้วยครับ แต่ที่ผมผลิตนั้นยังไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ถ้าพวกเราจะนำออกขาย ก็ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของรัฐก่อนครับ เพื่อยืนยันว่าได้มาตรฐานจริงๆ จึงจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ ส่วนเรื่องโรงงานผลิต ก็ต้องพิจารณาว่าจะเช่าโรงงาน หรือจะซื้อบ้านเพื่อใช้เป็นโรงงานครับ”

       ซูเจียวเจียวหัวเราะ “วิธีหาเงินของพวกคุณนี่ช้าเกินไปแล้วค่ะ ฉันจะไปหาเงินของฉันก่อนดีกว่า”

       คำพูดของเธอทำให้ฮั่วเจี้ยนจงและอู๋เฟิ่งเสียหันมาสนใจทันที

       อู๋เฟิ่งเสียกล่าว “เจียวเจียว เธอมีวิธีหาเงินแบบไหนหรือ?”

       ซูเจียวเจียวหัวเราะ “ฉันตั้งใจจะก่อตั้งบริษัทแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองค่ะ ในช่วงแรกเริ่มยังต้องการนักลงทุนอยู่ พวกคุณสองคนลองพิจารณาดูไหมคะ?”

       บริษัทแบรนด์เสื้อผ้าขนาดใหญ่ จะทำคนเดียวไม่ได้แน่ๆ แม้ว่าเธอกับอาหมิงจะมีเงินอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ก็ใช้เงินไปซื้อบ้านแล้ว 7,800 หยวน ยังเหลืออีก 16,500 กว่าหยวน จะปล่อยให้เงินก้อนนี้หมดไปเฉยๆ ได้อย่างไร?

       ตอนนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโต ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้พยายามหาเงิน จะรอไปถึงเมื่อไรกัน?

       หลังจากการปฏิรูปและการเปิดประเทศในปี 1978 จนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจภาคเอกชนก็เริ่มปรากฏขึ้น นโยบายแรกที่อนุญาตให้ภาคเอกชนดำเนินการอย่างเป็นทางการคือเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1980 โดยจิงเฉิงอนุญาตให้บุคคลธรรมดาประกอบอาชีพได้


จากชาติก่อนที่เคยใจร้ายผลักไสเขา...ชาตินี้ขอเปย์รักและสร้างความมั่งคั่งคืนให้หมดหัวใจ!
ย้อนเวลามาทั้งที เธอจะพลิกชีวิตชาวนาหนุ่มให้รวยขึ้นแท่นเศรษฐีได้สะใจขนาดไหน?
กดเข้า Kawebook แล้วเปิดโหมดคลั่งรักตอนถัดไปได้ก่อนใคร >> https://kawebook.co/uwQ4g