LNCrawler

บทที่ 195 ซื้อบ้าน [2]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 195 ซื้อบ้าน [2]

        ในยุคนั้นผู้ที่ยังไม่มีงานทำบางส่วนก็เริ่มประกอบอาชีพอิสระ เศรษฐกิจส่วนบุคคลเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของเศรษฐกิจรัฐวิสาหกิจและเศรษฐกิจส่วนรวม ซึ่งนับเป็นสิ่งใหม่ในเวลานั้น

       กระทั่งเดือนตุลาคม ปี 1980 จำนวนผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับใบอนุญาตในจิงเฉิงก็เพิ่มขึ้นเป็น 1,992 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่าเมื่อเทียบกับปลายปี 1979

       ผู้ประกอบอาชีพอิสระเหล่านี้ได้มอบโอกาสในการทำงานให้กับผู้คนจำนวนมากที่ยังหางานไม่ได้ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และมีบทบาทในการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

       และคนเหล่านี้ก็คือกลุ่มแรกที่เริ่มประกอบอาชีพอิสระ และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

       อู๋เฟิ่งเสียกล่าวด้วยความยินดี “ฉันว่าดีเลย! เสื้อผ้าที่เจียวเจียวทำออกมาสวยทุกชุด! ฉันชอบทุกตัวเลย!”

       ก่อนหน้านี้ตอนที่อู๋เฟิ่งเสียสอนหนังสืออยู่ในชนบท เธอก็เคยให้เจียวเจียวตัดชุดให้หลายชุด โดยที่เธอเป็นคนหาผ้ามาเอง แต่เจียวเจียวไม่ยอมคิดค่าเย็บ

       เจียวเจียวบอกว่าทางบ้านส่งจักรเย็บผ้ามาให้ เพื่อเป็นการขอบคุณเธอที่ช่วยดูแล ก็เลยช่วยตัดชุดให้ฟรี

       อู๋เฟิ่งเสียก็รู้สึกเกรงใจที่จะใส่ชุดที่ซูเจียวเจียวทำให้อยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อซูเจียวเจียวไม่ยอมคิดค่าใช้จ่าย เธอก็เลยไม่ได้ไปขอให้ซูเจียวเจียวช่วยทำชุดให้อีกในภายหลัง

       ซูเจียวเจียวกล่าว “อันดับแรก พวกเราต้องก่อตั้งโรงงานทำเสื้อผ้า และซื้อจักรเย็บผ้าจำนวนมากเข้ามา ส่วนเรื่องการวาดแบบและทำแพตเทิร์นจะให้ฉันเป็นคนจัดการเอง”

       ฮั่วเจี้ยนจงกล่าว “เรื่องซื้อจักรเย็บผ้าให้ผมเป็นคนจัดการเอง และผมจะออกเงินค่าซื้อจักรเย็บผ้า ถือว่าเป็นการลงทุนของผม คุณบอกมาได้เลยว่าต้องการกี่เครื่อง?”

       “ซื้อมาสักห้าสิบเครื่องก่อนดีไหมคะ?” ซูเจียวเจียวครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น

       ฮั่วเจี้ยนจงครุ่นคิดเพียงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ได้เลย!”

       ซูเจียวเจียวหันไปมองเซียวหยวนหมิง “พวกเรายังต้องซื้อบ้านหลังใหญ่เพื่อใช้เป็นโรงงานด้วยค่ะ”

       ตอนนี้การซื้อบ้านมาทำโรงงานย่อมคุ้มค่ากว่าการเช่า เพราะถึงแม้ค่าเช่าจะถูกในตอนนี้ แต่ในอนาคตค่าเช่าก็จะแพงจนเช่าไม่ไหว

       เพราะราคามันจะพุ่งขึ้นเร็วมาก!

       อู๋เฟิ่งเสียกล่าวด้วยความร้อนใจ “แล้วฉันล่ะ? ฉันล่ะ? ฉันจะลงทุนอะไรดี?”

       เธอเกรงว่าถ้าเธอไม่ลงทุน แล้วเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงไม่ยอมให้เธอร่วมลงทุนด้วยล่ะจะทำอย่างไร!

       ซูเจียวเจียวกล่าว “อย่าเพิ่งรีบร้อนค่ะ เดี๋ยวก็มีของให้คุณลงทุนเอง ถึงเวลาที่ต้องซื้อด้ายซื้อผ้า ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินค่ะ อีกทั้งการรับสมัครคนงาน การจัดเตรียมที่พักให้พนักงาน การจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น”

       การจัดการเรื่องพวกนี้ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

       กว่าจะจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร

       ซูเจียวเจียวครุ่นคิดแล้วหันไปมองเซียวหยวนหมิง “อาหมิง ฉันอยากจะชวนพี่สาวของเรามาทำงานด้วยค่ะ รวมถึงจิ้งเซียนกับคนอื่นๆ ด้วย พวกเธอต่างก็เคยเรียนทำเสื้อผ้ากับฉัน พอมีพวกเธออยู่ ฉันก็อุ่นใจขึ้นเยอะค่ะ”

       เมื่อเซียวหยวนหมิงได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกลับไปเราก็โทรศัพท์หาหัวหน้ากองผลิตเลย แล้วลองดูว่าพวกเธออยากจะมาทำงานที่นี่หรือเปล่า”

       ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ แต่ในที่ทำการคณะกรรมการหมู่บ้านมีโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง ถึงเวลานั้นก็ให้หัวหน้ากองผลิตช่วยเรียกพี่สาวของเขาให้มารับโทรศัพท์ก็ได้

       ซูเจียวเจียวหัวเราะ “ดีเลยค่ะ พอดีเราซื้อบ้านหลังใหญ่แล้ว ที่นี่ก็มีที่ให้พวกเธออยู่ได้”

       หลังจากนั้นซูเจียวเจียวก็ปรึกษาหารือกับเซียวหยวนหมิง ฮั่วเจี้ยนจง และอู๋เฟิ่งเสีย เรื่องการก่อตั้งบริษัทเสื้อผ้า

       ซูเจียวเจียวเอ่ยถาม “บริษัทนี้มีพวกเราสี่คนเป็นผู้ถือหุ้น ฉันกับอาหมิงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนเจี้ยนจงกับเฟิ่งเสียเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่สองและสาม พวกคุณมีข้อโต้แย้งอะไรไหมคะ?”

       ฮั่วเจี้ยนจงส่ายหน้า “ไม่มีครับ”

       อู๋เฟิ่งเสียส่ายหน้าตาม “คุณออกทั้งเงินทั้งแรง แถมยังเป็นคนคิดไอเดียอีก ส่วนฉันก็แค่ลงทุนเล็กน้อยเท่านั้นเอง ฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้งอะไรอยู่แล้ว”

       “ตกลงค่ะ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราก็มาจัดตั้งบริษัทเสื้อผ้าอย่างเป็นทางการกันเลยดีกว่าค่ะ ฉันคิดชื่อไว้แล้วว่าจะให้ชื่อว่า ‘บริษัทเสื้อผ้าลี่เหริน’ ตอนแรกเราจะผลิตเสื้อผ้าสตรีเป็นหลักก่อนนะคะ แล้วค่อยดูสถานการณ์อีกทีว่าจะผลิตเสื้อผ้าบุรุษด้วยไหม” ซูเจียวเจียวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

       อู๋เฟิ่งเสียพยักหน้าเห็นด้วย “ตกลง! ชื่อนี้เรียบง่ายแต่สง่างาม ตกลงตามนี้”

       ไม่ว่าเจียวเจียวจะพูดอะไร เธอก็เห็นด้วยอยู่แล้ว

       เรื่องราวก็ตกลงกันตามนี้ เผลอแป๊บเดียวก็ถึงตอนเที่ยงแล้ว

       ฮั่วเจี้ยนจงกล่าว “วันนี้พวกคุณซื้อบ้านใหม่แล้ว ต้องเลี้ยงฉลองให้พวกเราเพื่อเป็นการขึ้นบ้านใหม่ใช่ไหมครับ?”

       เซียวหยวนหมิงพยักหน้า “แน่นอนครับ ตอนนี้พวกเราไปกินข้าวที่ร้านอาหารกันเลย”

       ฮั่วเจี้ยนจงรีบกล่าว “แถวนี้มีร้านอาหารเปิดใหม่ร้านหนึ่งครับ ชื่อว่า ‘ภัตตาคารจวี้หัว’ รสชาติอาหารอร่อยมาก พวกเราไปกินที่นั่นกันเลยดีกว่า”

       เซียวหยวนหมิงพยักหน้า “ได้เลย”

       ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารจวี้หัว เมื่อเข้ามาในร้านอาหาร ซูเจียวเจียวก็กวาดสายตามองไปรอบๆ การตกแต่งภายในของร้านอาหารแห่งนี้ดูใหม่และทันสมัย เห็นได้ชัดว่าเพิ่งเปิดใหม่ และภายในร้านก็เกือบจะเต็มไปด้วยผู้คน ห้องส่วนตัวก็ถูกจองเต็มทั้งหมด เหลือเพียงโต๊ะเล็กๆ ในโถงใหญ่เพียงโต๊ะเดียวเท่านั้น

       ฮั่วเจี้ยนจงรีบนั่งลงด้วยความกลัวว่าจะไม่มีที่นั่ง เขาหันไปยิ้มกับเซียวหยวนหมิง “สหายเซียวนี่ใจร้ายเหมือนกันนะ แอบทำเงินได้เยอะขนาดนี้โดยไม่บอกกล่าว วันนี้ฉันจะกินจนนายหมดตัวเลย”

       จากนั้นฮั่วเจี้ยนจงก็สั่งอาหารไปถึงแปดอย่างรวดเดียว และล้วนเป็นอาหารจานใหญ่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งฟังดูแล้วไม่น่าจะถูก อย่างเช่น กุ้งอบน้ำมัน เป็ดย่างซอส ไก่ผัดพริกเสฉวน หางวัวตุ๋น เป็นต้น

       ฮั่วเจี้ยนจงยังสั่งเบียร์ด้วย ซูเจียวเจียวรู้สึกดีใจที่เพิ่งได้ซื้อบ้านใหม่ ก็เลยดื่มไปหนึ่งขวด อู๋เฟิ่งเสียก็ดื่มเบียร์ด้วยเพื่อร่วมฉลอง

       สาวๆ ทั้งสองคนคออ่อน ดื่มไปแค่คนละหนึ่งขวด ส่วนฮั่วเจี้ยนจงกับเซียวหยวนหมิงอารมณ์ดี และอยู่ในวัยที่กินเก่งดื่มเก่ง ทั้งสองคนดื่มไปคนละสี่ขวด และเริ่มรู้สึกมึนๆ เล็กน้อย

       แต่ก็ไม่ได้ดื่มต่อแล้ว ดื่มแค่พอประมาณก็พอ หากดื่มมากเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว และอาจเกิดปัญหาตามมาได้

       หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลงก็หมดไปแปดกว่าหยวน เนื่องจากมีอาหารจานหลักและอาหารประเภทเนื้อสัตว์จำนวนมาก

       ราคานี้ถือว่าค่อนข้างสูงมากแล้ว

       แต่ซูเจียวเจียวกลับเกิดความคิดที่จะเปิดร้านอาหารขึ้นมา ทว่าเธอยังต้องไปเรียนหนังสืออยู่ เกรงว่าจะไม่มีเวลาอยู่ในครัว จึงต้องหาคนครัวเก่งๆ มาช่วย!

       จริงสิ!

       เปิดร้านอาหารเธอไม่มีเวลา แต่เปิดร้านหม้อไฟไม่มีปัญหาแน่นอน!

       เธอสามารถปรุงน้ำแกงหม้อไฟเองได้ รสชาติก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าน้ำแกงหม้อไฟต้นตำรับเลย

       เครื่องปรุงก็ง่ายๆ ในยุคหลังเธอไม่เคยพลาดการกินหม้อไฟ เธอชอบรสชาติเผ็ดร้อนแบบนั้น!

       ให้ตายสิ! คิดถึงแล้วน้ำลายไหลเลย!

       ตอนนี้เธออยากทำทุกอย่างเลย อยากจะลงมือทำทันที!

       แต่เรื่องพวกนี้รีบร้อนไม่ได้ ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป…

       หลังจากมื้ออาหารกลางวัน ก็เป็นเวลาบ่ายโมงกว่าแล้ว

       เนื่องจากเพิ่งซื้อบ้านใหม่ จึงจำเป็นต้องทำความสะอาดบ้าน และซื้อของใช้ต่างๆ เพิ่มเติม เช่น หม้อ ชาม ตะเกียบ น้ำมัน เกลือ น้ำส้มสายชู ข้าวสาร และผ้าห่ม เป็นต้น

       เซียวหยวนหมิงดึงฮั่วเจี้ยนจงไม่ให้ไป “ฉันเลี้ยงข้าวนายแล้ว ก็ต้องช่วยฉันทำงานด้วยสิ ไปกันเถอะ มาช่วยฉันทำความสะอาดบ้านหน่อย คนเยอะงานก็เสร็จเร็ว”

       อู๋เฟิ่งเสียอาสาไปช่วย เพราะตอนนี้เพิ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน ก็ยังไม่มีอะไรที่ต้องทำมากมายนัก

       ซูเจียวเจียวเสนอให้ซื้อของให้ครบก่อน เพราะตอนนี้อยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้าอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาอีก

       ดังนั้นทั้งสี่คนจึงเข้าไปในห้างสรรพสินค้าด้วยกัน หลังจากซื้อของที่จำเป็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับไปยังเรือนสี่ประสาน

       การซื้อของทั้งหมดนี้ก็ไม่ถูกเลย หมดไปกว่าหนึ่งร้อยหยวน

       ซูเจียวเจียวและอู๋เฟิ่งเสียต่างก็ถือของ ส่วนของชิ้นใหญ่และหนักก็เป็นหน้าที่ของเซียวหยวนหมิงและฮั่วเจี้ยนจงที่ช่วยกันขนกลับมา

       ฮั่วเจี้ยนจงถอนหายใจ “ฉันนี่กินข้าวฟรีแล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาทำงานหนักฟรีๆ ให้พวกนายอีก ไม่ได้การล่ะ มื้อเย็นพวกนายก็ต้องเลี้ยงฉันด้วย”


จากชาติก่อนที่เคยใจร้ายผลักไสเขา...ชาตินี้ขอเปย์รักและสร้างความมั่งคั่งคืนให้หมดหัวใจ!
ย้อนเวลามาทั้งที เธอจะพลิกชีวิตชาวนาหนุ่มให้รวยขึ้นแท่นเศรษฐีได้สะใจขนาดไหน?
กดเข้า Kawebook แล้วเปิดโหมดคลั่งรักตอนถัดไปได้ก่อนใคร >> https://kawebook.co/uwQ4g