LNCrawler

บทที่ 19 ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 19 ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง

        ฮั่วเจี้ยนจงกอดอกนั่งตัวตรงเป๊ะ หลับตาลงเช่นกัน ทว่าภาพที่ทั้งสองนั่งเคียงคู่กัน ช่างดูกลมกลืนและอบอุ่นเสียจนบาดตาเซียวหยวนหมิง ทำให้ใจของเขาเจ็บปวดรวดร้าว

       จริงๆ ด้วย...

       เจียวเจียวไปตัวอำเภอกับฮั่วเจี้ยนจง

       ไม่แปลกที่เธอไม่ยอมให้เขาไปด้วย

       เซียวหยวนหมิงคลี่ยิ้มขื่นขมและเศร้าสร้อยออกมา มันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนเศร้าเหลือเกิน

       ทว่าซูเจียวเจียวที่อยู่ในรถกลับไม่ทันสังเกตเห็น

       เมื่อรถหยุด ซูเจียวเจียวก็ตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ปาดน้ำลายที่มุมปากออกอย่างงุนงง

       เมื่อหันไปเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจของฮั่วเจี้ยนจง สีหน้าของซูเจียวเจียวก็มืดมิดลง

       เธอต้องเหนื่อยมากแน่ๆ ถึงได้หลับจนน้ำลายไหล ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนี่!

       น่าขายหน้าชะมัด!

       ฮั่วเจี้ยนจงมองเธอด้วยสายตารังเกียจอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นหยิบข้าวของเตรียมลงจากรถ

       ซูเจียวเจียวค่อยๆ ลุกขึ้น หยิบข้าวของของเธอ แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางประตูรถอย่างทุลักทุเล

       ฮั่วเจี้ยนจงเห็นดังนั้น จึงหันกลับมา ช่วยถือของที่หนักที่สุดถุงหนึ่งของซูเจียวเจียวลงไป

       ซูเจียวเจียวรีบกล่าวขอบคุณ

       เพียงลงจากรถ ฮั่วเจี้ยนจงก็สังเกตเห็นเซียวหยวนหมิงยืนหน้าถมึงทึงรออยู่ เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะวางของลง

       ฮั่วเจี้ยนจงสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองสำรวจของเซียวหยวนหมิง จึงยิ้มตอบอย่างสุภาพ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป

       แต่รอยยิ้มนี้ในสายตาของเซียวหยวนหมิงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

       มันเป็นการยั่วโมโหชัดๆ!

       นอกจากความโศกเศร้าเสียใจแล้ว ใจของเซียวหยวนหมิงยังเต็มไปด้วยความโกรธ เผยความรู้สึกหลากหลายดุจดั่งรสชาติของอาหารทั้งห้าอย่างที่ถูกเทรวมกัน

       “เอ๊ะ? อาหมิง คุณมาได้ยังไง?”

       ซูเจียวเจียวเห็นเซียวหยวนหมิงทันทีที่ลงจากรถ ใบหน้าของเธอก็พลันเผยรอยยิ้มยินดีออกมา

       เซียวหยวนหมิงสีหน้ามืดครึ้ม ไม่พูดอะไร

       แม้ว่าปกติเขาจะเป็นคนเงียบขรึมและมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังอยู่แล้ว แต่ซูเจียวเจียวก็ยังคงสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา

       “อาหมิง คุณดูไม่ค่อยมีความสุขเลย เกิดอะไรขึ้นคะ มีใครทำให้คุณไม่พอใจหรือเปล่า?”

       “ใครทำอะไรคุณคะ? บอกฉันมาสิ ฉันจะไปด่าเขาให้ยับเลย!”

       เซียวหยวนหมิงอยากจะพูดว่าเป็นฮั่วเจี้ยนจง แต่สุดท้ายเขาก็เก็บปากเงียบ สุดท้ายจึงเค้นเสียงตอบอย่างหนักอึ้งเพียงสองคำว่า “ไม่ใช่”

       เขาทำหน้าบึ้ง ยกถุงที่วางอยู่บนพื้นขึ้น แล้วเดินไปข้างหน้า

       ซูเจียวเจียวคิดทบทวนดูสักครู่ ก็พลันนึกถึงสาเหตุได้ และอธิบายว่า “เป็นเพราะฉันเข้าเมืองคนเดียวไม่ได้ชวนคุณหรือเปล่า? ฉันเห็นคุณเหนื่อยมาก ก็เลยอยากให้คุณนอนพักผ่อนเยอะๆ หน่อย…”

       แล้วเธอก็เห็นสายตาของเซียวหยวนหมิงเหลือบมองไปทางฮั่วเจี้ยนจง ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจ

       “ฉันบังเอิญเจอสหายฮั่วตอนไปรับพัสดุในเมืองพอดี ฉันไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับเขาหรอกนะ”

       เซียวหยวนหมิงดวงตาพลันวูบไหวด้วยความประหลาดใจ เจียวเจียวอธิบายให้เขาฟังด้วย!

       เขาควรจะเชื่อเจียวเจียว เขาเองก็อยากจะเชื่อเจียวเจียว เพียงแต่ในใจเขาก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจนัก เขาจึงตอบรับเสียง “อืม” อย่างเสียไม่ได้

       ซูเจียวเจียวเพื่อที่จะทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้น จึงพูดว่า “ฉันซื้อเนื้อหมูมาด้วยนะ แล้วก็ซื้อแป้งมาด้วย คืนนี้ฉันจะทำซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่ให้คุณกิน!”

       เซียวหยวนหมิงก็ยังคงตอบแค่ “อืม”

       ทั้งสองคนมาถึงบ้านอย่างรวดเร็ว เซียวหยวนหมิงนำสิ่งของเข้าไปในบ้าน

       แม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่สบายใจนัก แต่เขาก็ยังคงซื่อสัตย์ รีบเทชาถ้วยหนึ่งส่งให้ซูเจียวเจียว

       ซูเจียวเจียวรับชาเย็นมาดื่มอึกๆ ไม่กี่อึกก็หมดเกลี้ยง เธอรีบเร่งเดินทางมาตลอดบ่ายจนไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียว ลำคอของเธอแทบจะแห้งผากเป็นผุยผงแล้ว

       พอได้ดื่มชาสักถ้วย เธอก็รู้สึกสบายขึ้นมาก

       เธอยิ้มหวานให้เซียวหยวนหมิง

       เซียวหยวนหมิงสบตากับดวงตาที่ใสสะอาดดุจน้ำในฤดูใบไม้ร่วงของเธอ คำถามที่เตรียมจะเอ่ยก็พลันเปลี่ยนเป็น “ผม… วันนี้โชคดีมาก ผมจับกระต่ายป่าได้สองตัวบนภูเขา เดี๋ยวผมจะเอาไปตุ๋นให้คุณกินบำรุงร่างกายนะ”

       ซูเจียวเจียวเหลือบมองไปที่มุมครัว ก็เห็นกระต่ายป่าสองตัวที่ถูกมัดขาไว้จริงๆ

       “ว้าว อาหมิง คุณเก่งมากเลยนะเนี่ย จับกระต่ายป่าอ้วนพีแบบนี้มาได้ถึงสองตัว” ซูเจียวเจียวตาเป็นประกายแวววาว ระยิบระยับจับใจ

       เธอทรุดตัวลงนั่งหน้ากระต่ายป่าสองตัว กลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างไม่เหลือความสง่างาม

       เธอไม่เคยคิดเลยว่ากระต่ายน่ารักขนาดนี้ ทำไมถึงต้องกินกระต่ายด้วย

       ในยุคนี้ที่อาหารการกินไม่เพียงพอ เนื้อสัตว์ก็หายากยิ่งนัก

       การได้กินกระต่ายป่าถือเป็นอาหารโอชะชั้นเลิศ

       ซูเจียวเจียวกำลังคิดว่าจะทำรสจัดจ้าน หรือจะตุ๋นพะโล้ดี?

       ทันใดนั้น ซูเจียวเจียวก็นึกถึงหญิงสองคนที่ขายไข่ในตลาดวันนี้ขึ้นมา ดวงตาของเธอก็พลันสว่างไสว

       ไก่บ้านออกไข่แล้วนำไปขายเองได้ แล้วสัตว์ป่าที่จับมาเองก็เอาไปขายได้ด้วยหรือเปล่า?

       ซูเจียวเจียวหยุดเซียวหยวนหมิงที่กำลังจะไปจัดการกับกระต่ายป่า “เรากินแค่ตัวเดียว แล้วอีกตัวเก็บไว้ อีกไม่กี่วันก็เป็นวันตลาดนัดใหญ่แล้ว เราลองเอาตัวที่เหลือไปขายที่ในเมืองดีกว่าค่ะ”

       เซียวหยวนหมิงประหลาดใจ “เจียวเจียว สัตว์ป่าจะเอาไปขายเองไม่ได้นะ”

       “ขายไม่ได้เหรอคะ” ซูเจียวเจียวแสดงสีหน้าผิดหวัง

       ในชาติที่แล้ว สัตว์ป่าที่เซียวหยวนหมิงจับมาได้ ล้วนตกถึงท้องของซูเจียวเจียวทั้งหมด ซูเจียวเจียวจึงไม่เคยสนใจเลยว่าสัตว์ป่าเหล่านี้จะสามารถนำไปขายเป็นเงินได้หรือไม่

       “เจียวเจียว คุณขาดเงินใช้หรือเปล่า?” เซียวหยวนหมิงหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นชุดที่มอซอของซูเจียวเจียว

       เขารู้ว่าซูเจียวเจียวเป็นคนรักสวยรักงาม ปกติแล้วเธอชอบใส่กระโปรงสวยๆ และทาครีมหิมะหอมๆ แถมยังกินนมมอลต์วันละกระป๋องทุกเดือน

       แต่หลังจากแต่งงานกับเขาผู้ยากไร้ เธอกลับสวมเสื้อผ้าสีเทาหม่น แม้แต่ครีมหิมะก็ไม่ได้ทาบ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว...

       ความรู้สึกผิดหลั่งไหลเข้ามา ก่อนที่ซูเจียวเจียวจะตอบ เซียวหยวนหมิงก็รีบพูดขึ้นว่า “ผมยังมีเงินอยู่บ้าง ผมจะเอามาให้คุณนะ แล้วหลังจากนี้เงินในบ้านก็ให้คุณจัดการ”

       “เอ๊ะ!”

       ซูเจียวเจียวลุกขึ้นยืน ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของเซียวหยวนหมิง

       เขาเป็นอะไรไปนะ? ดูเหมือนอารมณ์จะไม่ค่อยดีเลย

       เมื่อเซียวหยวนหมิงกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง ในมือก็มีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง

       ผ้าเช็ดหน้านั้นถูกห่อไว้อย่างพูนๆ ข้างในคือทรัพย์สินทั้งหมดของเซียวหยวนหมิง

       “เจียวเจียว ผมมีเงินอยู่บ้าง คุณเอาไปใช้ก่อนเถอะ” เซียวหยวนหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นเงินทั้งหมดให้ซูเจียวเจียว

       ซูเจียวเจียวเปิดดู พบว่าเงินเหล่านั้นมีทั้งธนบัตรใบย่อยและธนบัตรใบใหญ่ ซึ่งแสดงว่าเขาเก็บสะสมมานานแล้ว

       ซูเจียวเจียวนับดูแล้ว พบว่ามีถึงห้าสิบหยวน!

       “คุณให้ฉันหมดเลย แล้วคุณจะทำยังไงคะ?” ซูเจียวเจียวรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ

       เซียวหยวนหมิงเกาหัวอย่างซื่อสัตย์ “ผมเป็นผู้ชายตัวคนเดียว แค่มีข้าวกินก็พอแล้ว ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้ต้องใช้เงิน”

       ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อสองสามเดือนก่อนหลานของเขาป่วย เขาจึงต้องช่วยพี่สาวออกเงินไปบ้าง ไม่เช่นนั้นเขาก็คงจะมีเงินเก็บมากกว่านี้

       “คนโง่…” ซูเจียวเจียวตาแดงก่ำ มองชายหนุ่มที่ยิ้มกริ่มอย่างซื่อสัตย์ตรงหน้าด้วยความเอ็นดู

       เมื่อครู่เขายังดูอารมณ์ไม่ดีอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเพื่อที่จะเอาใจเธอ ก็โยนทุกอย่างทิ้งไป ควักเงินเก็บทั้งหมดให้เธอ

       “ได้ ฉันจะเก็บไว้ เรามาเก็บเงินไว้ด้วยกันสำหรับครอบครัวของเรานะคะ” ซูเจียวเจียวยิ้มสดใส เต็มไปด้วยความหวังสำหรับอนาคต

       พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว การที่เซียวหยวนหมิงให้เธอจัดการเรื่องเงินในบ้านก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว

       “ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอง เจียวเจียว ผมจัดการเอง คุณเป็นเหมือนเดิมก็พอ อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากใส่กระโปรงก็ใส่” เซียวหยวนหมิงมองเธออย่างลึกซึ้ง “แม้ว่าผมจะให้ขุนเขาทองคำกองเงินกองทองกับคุณไม่ได้ แต่ผมก็จะไม่ทำให้คุณลำบากเด็ดขาด”

       ซูเจียวเจียวใจอ่อนยวบ แทบจะละลาย เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปกอดเขา

       “อาหมิง ฉันรู้แล้ว ฉันไม่ลำบากหรอก”

       อ้อมกอดนี้ทำให้ไฟในใจของเซียวหยวนหมิงลุกโชน ความไม่สบายใจและความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นเพราะฮั่วเจี้ยนจงก็พลันมลายหายไปสิ้น

       ส่วนคำพูดที่โจวเม่ยพูดมานั้น เซียวหยวนหมิงก็ถือว่าเธอพูดจาเหลวไหล

       เขาไม่สน เขาเป็นคนไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้แหละ

       พอเจียวเจียวปลอบ พอเจียวเจียวกอด เขาก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้งทันที!


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^