LNCrawler

บทที่ 24 ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 24 ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย

        ใบหน้าสวยของซูเจียวเจียวแดงระเรื่ออย่างน่ารัก ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง “แน่นอนอยู่แล้ว ใครก็อย่าหวังมากลั่นแกล้งฉัน... หรือแม้แต่มากลั่นแกล้งคุณ ต่อไปนี้พวกเราจะปกป้องบ้านของเราด้วยกัน!”

       ‘ต่อไปนี้พวกเราจะปกป้องบ้านของเราด้วยกัน’

       คำพูดเพียงไม่กี่คำที่แสนเรียบง่าย กลับกระแทกเข้ากลางใจของเซียวหยวนหมิงราวกับเสียงฟ้าผ่า

       เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว และมองซูเจียวเจียวด้วยสายตาที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น

       นิ้วมือของเขาที่กำลังถือเนื้อกระต่ายอยู่นั้นค่อยๆ กำแน่นขึ้น

       “เอาล่ะ เข้าบ้านไปกินข้าวกันเถอะค่ะ” ซูเจียวเจียวดึงแขนของเซียวหยวนหมิง แล้วพาเขาเดินไปยังห้องครัว

       แม้ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายเล็กน้อย แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่ อีกทั้งอาหารในช่วงฤดูร้อนก็เย็นช้า เนื้อกระต่ายยังอุ่นๆ ไม่ร้อนจนลวกปาก

       ซูเจียวเจียวกินข้าวไปสองชาม กินเนื้อไปเยอะแยะจนท้องป่องกลมไปหมด อิ่มจนจุก

       ส่วนเซียวหยวนหมิงกลับกินได้มากกว่า

       เขาเป็นคนกินเก่งอยู่แล้ว ความอยากอาหารก็ดี มื้อนี้เขากินข้าวไปสี่ชาม จัดการเนื้อกระต่ายที่เหลือจนหมดเกลี้ยง แม้แต่น้ำแกงก็ไม่เหลือ จากนั้นเขาจึงไปล้างจานล้างหม้อต่อ

       ซูเจียวเจียวเดินไปมาในลานบ้านเพื่อย่อยอาหาร

       ไม่นานนัก เซียวหยวนหมิงก็เดินออกมาจากห้องครัว ซูเจียวเจียวรีบตรงเข้าไปจับมือเขาแล้วพาเข้าไปในบ้าน

       สีหน้าของเซียวหยวนหมิงแดงระเรื่อ “ผม ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย... ตัวคงสกปรก กลิ่นตัวคงไม่ดี”

       ซูเจียวเจียวพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ได้อาบก็ช่างเถอะ ฉันก็ยังไม่ได้อาบเหมือนกัน”

       “หืม?”

       เซียวหยวนหมิงถึงกับงงงวย ‘เจียวเจียวเปลี่ยนไปเป็นคนใจร้อนตั้งแต่เมื่อใดกัน และไม่พิถีพิถันเรื่องความสะอาดแล้ว’ ...

       เขายังจำได้ว่าเจียวเจียวเป็นคนรักความสะอาดมาก ดังนั้นทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้อีกฝ่าย เขามักจะทำความสะอาดตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

       ขณะที่เซียวหยวนหมิงกำลังคิดไปต่างๆ นานา ซูเจียวเจียวก็พาเขานั่งลงที่โต๊ะ แล้วยื่นข้อสอบให้เขาแผ่นหนึ่ง “เริ่มทำข้อสอบได้เลยนะคะ เวลาสอบหนึ่งชั่วโมง”

       เซียวหยวนหมิงถึงกับตะลึงงัน!

       เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจและอับอาย ก่อนจะก้มมองข้อสอบบนโต๊ะ ‘ที่แท้เจียวเจียวรีบพาเขาเข้าบ้านก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง’ ...

       ที่แท้เป็นเขาที่คิดมากไปเอง!

       ลายมือบนข้อสอบงดงามเป็นระเบียบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลายมือของเจียวเจียว

       เดิมทีเขาคิดว่าที่เจียวเจียวชวนเขาอ่านหนังสือเมื่อคืนเป็นเพียงความตั้งใจชั่วครู่ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมีข้อสอบเตรียมไว้พร้อมแล้ว

       เซียวหยวนหมิงกวาดตามองโจทย์ในข้อสอบคร่าวๆ ก็พบว่ามีหลายข้อที่ลืมไปแล้ว นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก

       เฮ้อ ตัวอักษรเหล่านี้แต่ละตัวเขาก็รู้จัก แต่พอเอามาเรียงรวมกัน เขากลับไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร ส่วนตัวเลขเหล่านั้น เห็นแล้วก็ปวดหัว ไม่เข้าใจเลยว่าหมายความว่าอย่างไร ...

       เขาเงยหน้ามองซูเจียวเจียว แล้วถามอย่างแผ่วเบา “ขอผมอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาทำได้ไหมครับ”

       พอเห็นท่าทางของเขา ซูเจียวเจียวก็ไม่มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจ

       ‘ชัดเลยว่าเขาไม่อยากทำข้อสอบ’

       ‘อยากหาข้ออ้างไปอาบน้ำเพื่อหนีไป’

       แต่หลังจากทำงานมาทั้งวัน ตัวก็เหม็นเหงื่อ การอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาทำก็คงจะดีขึ้นมากจริงๆ

       ดังนั้นซูเจียวเจียวจึงตกลงให้เขาไปอาบน้ำก่อน

       เมื่อได้รับอนุญาต สีหน้าของเซียวหยวนหมิงก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เขารีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกบ้าน “ผมจะไปตักน้ำมาให้คุณก่อน พอคุณอาบเสร็จแล้วผมค่อยอาบ”

       ซูเจียวเจียวเดินตามเขาออกจากห้อง “ฉันเก็บกวาดห้องเก็บของเมื่อเช้าแล้ว ต่อไปพวกเราจะอาบน้ำที่นั่น จะได้ไม่ต้องทำให้ห้องนอนของเราเปียกแฉะอีก”

       สมัยนั้นบ้านเรือนยังเป็นพื้นดิน จะปูพื้นได้อย่างไร ดังนั้นทุกครั้งที่อาบน้ำเสร็จ พื้นก็จะเปียกและเปื้อนโคลนได้ง่าย

       เซียวหยวนหมิงพยักหน้า

       ทั้งสองอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย เซียวหยวนหมิงก็ถูกจับให้นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสืออีกครั้ง

       ซูเจียวเจียวกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล นี่ไม่ใช่การสอบจริง ฉันแค่อยากทดสอบว่าคุณยังจำความรู้ได้มากแค่ไหน คุณทำไปตามสบายเลย ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ดีก็ไม่เป็นไร”

       ทดสอบเพื่อที่เธอจะได้วัดระดับความรู้ของเขา เพื่อวางแผนการสอนต่อยังไงล่ะ!

       ข้อสอบแบบนี้ยังมีอีกหลายแผ่น เมื่อครู่เป็นวิชาคณิตศาสตร์ ยังมีวิชาภาษาจีน การเมือง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมีอีกหลายวิชา ส่วนวิชาภาษาอังกฤษนั้นเป็นสาขาภาษาต่างประเทศ หากไม่ได้จะสอบสาขาภาษาต่างประเทศ ก็ยังไม่จำเป็นต้องเรียนในตอนนี้

       เธอต้องแน่ใจผลการเรียนของเซียวหยวนหมิงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้เขาสอบสายวิทยาศาสตร์ หรือสายศิลป์

       เมื่อเซียวหยวนหมิงเห็นว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ได้แต่ยอมนั่งลงบนเก้าอี้และทำข้อสอบอย่างว่าง่าย

       ซูเจียวเจียวนั่งอยู่ข้างเขา หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน แต่พอลองหันไปก็พบว่าเซียวหยวนหมิงกำลังกัดปากกา เธอจึงยื่นมือไปแตะมือเขาเบาๆ ดวงตาเรียวสวยจับจ้องมองเขาอย่างจริงจัง “ห้ามกัดปากกานะ”

       เซียวหยวนหมิงได้แต่จัดท่าทางให้นั่งตัวตรง แล้วทำข้อสอบต่อ

       ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เซียวหยวนหมิงก็ทำข้อสอบเสร็จ ซูเจียวเจียวตรวจคะแนนเสร็จแล้วก็เผยแววตาประหลาดใจ ‘ทำได้ดีกว่าที่เธอคิดไว้มาก อย่างน้อยก็อยู่ในระดับดี!’

       เซียวหยวนหมิงไม่ได้จับหนังสือมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมต้น

       สองคืนถัดมา ซูเจียวเจียวให้เขาทำข้อสอบที่เหลือจนหมด ยกเว้นวิชาฟิสิกส์ เคมี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ที่ได้แค่เกณฑ์ผ่าน ส่วนอีกสี่วิชาที่เหลือได้อยู่ในระดับดี

       หากใช้เวลาสองปีนี้ให้อาหมิงรีบทบทวนและเรียนรู้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปี 1977 น่าจะไม่มีปัญหา

       ชาติที่แล้วเธอก็รีบทบทวนทันทีที่รู้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้ง ตอนนั้นเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนก่อนสอบ โชคดีที่พื้นฐานเธอแน่น เธอเริ่มอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน และสุดท้ายก็สอบติดมหาวิทยาลัยในตัวเมืองมณฑล

       แม้ว่าจะได้คะแนนท้ายๆ แต่ก็สอบติดได้ในที่สุด

       ตอนที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดในปี 1977 มีผู้สมัครถึง 5.7 ล้านคน แต่มีอัตราการรับเข้าเรียนเพียง 5% การแข่งขันจึงสูงมาก

       ดังนั้นทุกวินาทีจึงมีค่า

       นอกจากการเรียนแล้ว ซูเจียวเจียวยังกำหนดให้เซียวหยวนหมิงต้องเขียนเรียงความให้เธอดูทุกสัปดาห์ จะเป็นหัวข้ออะไรก็ได้ แสดงออกอย่างอิสระ แต่ต้องเขียน ห้ามขี้เกียจ

       ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรียงความในข้อสอบภาษาจีนคิดเป็น 60 คะแนน จากคะแนนเต็มหนึ่งร้อยคะแนน เรียงความจึงมีสัดส่วนคะแนนมากกว่าส่วนอื่นๆ มาก แสดงให้เห็นว่าเรียงความมีความสำคัญเพียงใด

       หากเขียนเรียงความได้ดี ก็สามารถเพิ่มคะแนนได้มาก

       ซูเจียวเจียวจำข้อสอบเรียงความปี 1977 ได้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นเธอเขียนเรียงความได้ธรรมดา เพราะตอนนั้นสภาพจิตใจแตกต่างออกไป เธอแค่อยากหนีจากชนบทที่ยากจนแห่งนี้ ไม่ได้สัมผัสชีวิตอย่างละเอียด ไม่ได้ขัดเกลาตัวเองให้ดี

       แต่ชาตินี้แตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่สภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป แต่ยังเป็นการเติบโตในชีวิต เธอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น เธอเชื่อว่าชาตินี้เรียงความของเธอจะไม่ถูกหักคะแนนมากมายเหมือนชาติที่แล้วอย่างแน่นอน

       ชาตินี้ซูเจียวเจียวตั้งใจจะเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง และต้องสอบได้ดีกว่าเดิม ชาตินี้เป้าหมายของเธอคือมหาวิทยาลัยจิงเฉิง*[1] ดังนั้นเธอต้องพาเซียวหยวนหมิงไปด้วย จะทิ้งผู้ชายซื่อบื้อคนนี้ไว้ในชนบทไม่ได้

       มิฉะนั้นแล้ว ด้วยลักษณะนิสัยที่อ่อนไหวช่างสงสัยของเขา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะแอบไปร้องไห้ซิกๆ อยู่ในมุมไหนสักแห่งก็ได้

       หลังจากประเมินความรู้ที่เซียวหยวนหมิงมีแล้ว ซูเจียวเจียวก็วางแผนการเรียนให้เซียวหยวนหมิง กลางวันสองสามีภรรยาออกไปทำงานด้วยกัน กลางคืนก็นั่งอ่านหนังสือใต้แสงไฟด้วยกัน

       ซูเจียวเจียวรู้สึกว่าชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวังอันเปี่ยมล้น

 

 

       [1] มหาวิทยาลัยจิงเฉิง หรือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^