บทที่ 30 เรื่องของฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ?
บทที่ 30 เรื่องของฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ?
“ผมเชื่อว่าป้าเฉินยังมีเงินพอที่จะซื้อซาลาเปาเนื้อสองลูกได้นะครับ” เซียวหยวนหมิงเอ่ยเสริม
สีหน้าของเฉินซิ่วฮวาพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่เธอก็ยังคงเสียดายอาหารจานเลิศที่วางอยู่เต็มโต๊ะ จึงมองอย่างตาละห้อย “อาหารสามอย่างสำหรับสามีภรรยาแค่สองคน มันจะเหลือทิ้งเปล่าๆ นะคะ มีตั้งหนึ่งจานใหญ่เลย ฉันช่วยพวกคุณกินดีกว่าค่ะ เดี๋ยวกลับไปฉันจะช่วยออกค่าอาหารให้ก็แล้วกัน”
ซูเจียวเจียวตอบกลับทันที “ไม่จำเป็นเลยค่ะ! อาหารแค่นี้ฉันกับอาหมิงกินหมด! ไม่ต้องให้คุณมาช่วยออกเงินหรอก!” เธอเห็นเฉินซิ่วฮวานั่งอยู่ข้างโต๊ะไม่ยอมไป จึงเอ่ยเสียงดังขึ้น “ป้าเฉินคะ การที่คุณนั่งแช่อยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน หมายความว่ายังไงคะ? หรือว่าคุณอยากจะกินเปล่าๆ?”
ทันใดนั้นเสียงของเธอได้ดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนมากภายในร้านอาหารรัฐสวัสดิการให้หันมามองเฉินซิ่วฮวา สายตาแต่ละคู่ต่างเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ในยุคนี้ทุกคนล้วนขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหาร จะมีใครยอมให้คนอื่นกินเฉยๆ กัน?
อีกทั้ง คนที่ได้ทานอาหารในร้านอาหารรัฐสวัสดิการ ส่วนใหญ่ก็เป็นครอบครัวที่มีเงินทองพอสมควร พวกเขาจึงไม่ใคร่อยากให้ใครมากินข้าวที่บ้านเฉยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนเห็นใบหน้าอันดำคล้ำของเฉินซิ่วฮวาที่บ่งบอกถึงความขี้เหนียวและเจ้าเล่ห์ เมื่อมองไปยังยุวชนซูที่มีผิวขาวผ่องน่ารัก และเซียวหยวนหมิงที่มีใบหน้าคมคาย แล้วใครเล่าจะไม่เข้าใจสถานการณ์?
ก็แค่อยากจะกลั่นแกล้งคู่หนุ่มสาวคู่นั้น โดยคิดว่าพวกเขามีความเกรงใจและจะเอ่ยปากชวน ใครเล่าจะคิดว่าพวกเขาไม่ไยดีต่อการกระทำนั้น
แม้เฉินซิ่วฮวาจะหน้าหนาเพียงใด แต่เมื่อถูกผู้คนจ้องมองเช่นนี้ เธอก็รู้สึกอับอายไม่น้อย
ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังเซียวหยวนหมิงอย่างกระอักกระอ่วน แล้วก็เอ่ยถามขึ้นทันทีว่า “เซียวหยวนหมิง ฉันจำได้ว่าฐานะทางบ้านของคุณยากจนกว่าบ้านฉันเสียอีก ทำไมถึงมีเงินทองและบัตรแลกอาหารเยอะแยะ จนได้กินของดีๆ เลิศรสมากมายขนาดนี้ล่ะ?”
ขณะที่พูด เธอไม่ได้ตั้งใจจะลดเสียงลงเลย แต่กลับเอ่ยเสียงดังลั่น
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่เซียวหยวนหมิงทันที
สีหน้าของเซียวหยวนหมิงพลันเย็นชาลง
ซูเจียวเจียวแย้มรอยยิ้มที่ไม่ได้ยิ้มออกมาจากใจ “ป้าเฉินคะ การที่บ้านคุณไม่มีเงินกินข้าว ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่มีเงินกินข้าวเหมือนกันนะคะ”
เฉินซิ่วฮวาเหลือบมองซูเจียวเจียว แล้วมองเซียวหยวนหมิง คล้ายกับเข้าใจอะไรบางอย่างในทันที จากนั้นสายตาที่มองเซียวหยวนหมิงก็เต็มไปด้วยความรังเกียจ “นึกว่าเก่งกาจมาจากไหน ที่แท้ก็แค่แมงดาเกาะเมีย!”
พูดจบ เธอก็มองซูเจียวเจียว ใบหน้าดำคล้ำพลันบีบเค้นรอยยิ้มออกมา “ยุวชนซู ทำไมคุณถึงได้แต่งงานกับเซียวหยวนหมิงคะ คุณไม่รู้หรือว่าฐานะบ้านของเซียวหยวนหมิง...”
“เฉินซิ่วฮวา!”
ซูเจียวเจียววางตะเกียบลงเสียงดัง ‘ปัง’ ดวงตาสีดำกลมโตฉายแววโกรธเคืองจ้องมองเธอ “ฉันจะแต่งงานกับใครมันก็เรื่องของฉัน! มันเกี่ยวอะไรกับคุณคะ? ญาติของฉันก็ไม่ใช่ แต่ทำไมถึงได้มาวุ่นวายขนาดนี้?”
อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ว่าเฉินซิ่วฮวาจะพูดอะไรต่อ คงไม่พ้นเรื่องที่ว่าฐานะทางบ้านของอาหมิงไม่ดีหรอก
เฉินซิ่วฮวาหุบปากลงอย่างอารมณ์เสีย แล้วถ่มน้ำลายลงพื้น พลางสบถ “หมากัดลู่ตงปิน ไม่สำเหนียกบุญคุณคน*[1]” แล้วเธอก็เดินจากไป
เฉินซิ่วฮวาเดินไปพลางก็พ่นคำด่าออกมา ในใจกลับรู้สึกเสียดายจนแทบคลั่ง หากรู้เช่นนี้แต่แรก เธอคงปล่อยให้ลูกชายตามตื๊อยุวชนซูไปแล้ว
มิฉะนั้นตอนนี้คนที่นั่งกินเนื้อและรับลมจากพัดลมคงเป็นเธอแล้ว!
ไม่ใช่เซียวหยวนหมิง!
เมื่อนึกถึงเนื้อสองจานใหญ่ขนาดนั้นที่เธอไม่ได้กินไปเลยสักคำ ในใจก็เจ็บปวดเสียดแทง เสียดายจริงๆ!
ไม่คิดเลยว่าบ้านยุวชนซูจะรวยขนาดนี้!
ไม่น่าล่ะ เสื้อผ้าของเธอก็มีเยอะแยะและสวยงาม หากได้ยุวชนซูมาเป็นลูกสะใภ้ของเธอ เธอก็ยังจะสามารถเอาชุดไปให้ลูกสาวของเธอใส่ได้บ้าง...
หลังจากถูกเฉินซิ่วฮวาขัดจังหวะอารมณ์ในการกิน ซูเจียวเจียวก็กินข้าวอย่างไม่มีความสุขเลยตลอดทั้งมื้ออาหาร
อารมณ์ดีของเซียวหยวนหมิงก็หายไปเสียส่วนใหญ่ เขาเห็นซูเจียวเจียวหน้าบึ้งตึง อยากจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร เขาเองก็รู้ว่าฐานะทางบ้านของเขาไม่ดี
แต่ก่อนเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่หลังจากได้พบซูเจียวเจียว เขาก็เคยได้ยินเจียวเจียวพูดว่าเธอค่อนข้างใส่ใจเรื่องนี้...
ทั้งสองคนเดินออกจากร้านอาหารรัฐสวัสดิการ บรรยากาศยังคงอึมครึมเล็กน้อย
ซูเจียวเจียวพบว่าตัวเองมัวแต่โกรธจนไม่ได้สนใจเซียวหยวนหมิง พอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นเซียวหยวนหมิงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
ซูเจียวเจียวจึงรู้ว่าเขาต้องคิดมากแน่นอน เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีใคร เธอจึงแอบกุมมือของเขาไว้
ความอ่อนนุ่มที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือในทันที ทำให้ร่างของเซียวหยวนหมิงชะงักเล็กน้อย เมื่อหันกลับไปก็เห็นซูเจียวเจียวมองเขาอย่างจริงจัง
“อาหมิง”
เซียวหยวนหมิงเห็นสีหน้าจริงจังของเธอ จึงหยุดฝีเท้าลงทันที สายตาจับจ้องไปที่เธอ ได้ยินซูเจียวเจียวพูดต่อ “คุณอย่าได้รู้สึกด้อยค่าเพราะฐานะทางบ้านไม่ดีเลยนะคะ ตอนนี้เขากำลังพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ดังนั้นพวกเราทุกคนล้วนเท่าเทียมกันค่ะ ยิ่งกว่านั้นก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บรรพบุรุษของคุณก็เป็นหมอมาหลายรุ่น ได้ช่วยรักษาผู้คนมากมาย ช่วยชีวิตผู้คน นั่นล้วนเป็นคนดีทั้งนั้น!”
เซียวหยวนหมิงได้ยินเช่นนั้น ดวงตาที่มืดมิดพลันสว่างไสวขึ้นมาทีละน้อย
ซูเจียวเจียวถาม “บ้านคุณเคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรบ้างไหมคะ?”
เซียวหยวนหมิงส่ายหน้า “บรรพบุรุษของผมเป็นหมอมาหลายรุ่น ยึดมั่นในหน้าที่ของหมอมาโดยตลอด ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรเลยครับ”
“แล้วมันจะไปมีอะไรล่ะคะ?” ซูเจียวเจียวแย้มรอยยิ้ม “เมื่อก่อนบ้านคุณมีเงินมีที่ดิน นั่นก็ล้วนมาจากความพากเพียรของบรรพบุรุษของคุณเอง ไม่ได้ขโมย ไม่ได้ปล้น ทำมาหากินสุจริต ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าฐานะทางบ้านไม่ดีหรอกค่ะ ฉันกลับรู้สึกว่าคุณดีมาก คุณทั้งซื่อสัตย์สุจริต ขยันขันแข็ง และยังเอาใจใส่คนอื่นด้วย”
เซียวหยวนหมิงฟังซูเจียวเจียวพูดไม่หยุด แสงในดวงตาก็สว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ
ใช่แล้ว บรรพบุรุษของเขาเป็นถึงหมอหลวง ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่เคยทำความชั่วร้ายใดๆ เลย แม้ภายหลังบรรพบุรุษจะลาออกจากตำแหน่งและกลับมายังบ้านเกิด ก็ยังคงช่วยเหลือผู้ยากไร้และด้อยโอกาสเสมอ บางครั้งก็ยังช่วยตรวจรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากบ้านไหนยากจนจริงๆ ก็จะให้ยาไปเปล่าๆ ไปด้วยซ้ำ
เพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พวกเขาจึงถูกโจมตี ครอบครัวที่เคยกลายเป็นเจ้าของที่ดินก็ถูกยึดไปทั้งหมด ทันใดนั้นจากครอบครัวที่ร่ำรวยก็กลายเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน
คำพูดของซูเจียวเจียวในตอนนี้ทำให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้ง และจิตใจก็เปิดกว้างขึ้น
โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายของเจียวเจียว ทำให้หัวใจของเขารู้สึกหวานราวกับดื่มน้ำผึ้ง หวานชื่นไปหมด
“ขอบคุณครับ เจียวเจียว”
เขาช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ ที่ได้พบกับผู้หญิงที่แสนดีเช่นนี้
เมื่อก่อนเขามักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคร้าย ชีวิตของเขามืดมน แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่าความโชคดีของเขาอยู่ข้างหลังต่างหาก เพื่อที่จะได้พบกับเจียวเจียว
เธอเหมือนแสงอาทิตย์ที่อบอุ่น ขับไล่ความมืดมิดในโลกของเขาออกไป
...
เวลานั้นเพิ่งเลยเที่ยงวันไปไม่นาน เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุด ซูเจียวเจียวถูกความร้อนจนใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อไหลไม่หยุด
“เจียวเจียว เดี๋ยวผมซื้อไอศกรีมให้กินนะ”
ซูเจียวเจียวตาเป็นประกายเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ดีเลยค่ะ”
ไม่ไกลนักก็คือร้านสหกรณ์ เซียวหยวนหมิงรีบจูงมือซูเจียวเจียวเข้าไปในร้านทันที
พนักงานขายดึงผ้าห่มหนาที่คลุมถังแช่ออก “พวกคุณต้องเลือกเร็วหน่อยนะคะ อากาศร้อนแบบนี้ ไอศกรีมจะละลายง่าย”
ทันทีที่ตู้เย็นเปิดออก ความเย็นก็พุ่งเข้ามาราวกับคลื่น ซูเจียวเจียวรู้สึกเย็นสบายขึ้นในทันที
ซูเจียวเจียวเลือกไอศกรีมนมหนึ่งแท่ง และเลือกไอศกรีมถั่วเขียวให้เซียวหยวนหมิงอีกหนึ่งแท่ง
ไอศกรีมสองแท่งรวมกันแปดเฟิน
[1] หมากัดลู่ตงปิน ไม่สำเหนียกบุญคุณคน เป็นสำนวนจีนโบราณที่หมายถึง "การทำดีกับคนชั่วแล้วโดนแว้งกัด" หรือ "ไม่รู้จักเจตนาดีของคนอื่น"
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^