บทที่ 33 กินบุญเมีย [2]
บทที่ 33 กินบุญเมีย [2]
เมื่อเซียวหยวนหมิงมาถึง กลุ่มชายหนุ่มหลายคนก็พากันเข้ามารุมล้อมเขา
“หยวนหมิง ถ้านายไม่มา เราคงไถนาไม่ได้หรอก”
“ใช่แล้ว ๆ นายถนัดเรื่องไถนาที่สุด แถมยังออกแรงน้อยที่สุดด้วย”
ทุกคนพูดกันคนละคำสองคำ
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า ‘อือ’ เสียงเบา ไม่พูดมาก “เริ่มงานกันเลยเถอะ”
ทุกคนรวมตัวกันขุดดินก่อนหนึ่งรอบ จากนั้นจึงเริ่มไถนา
ทีมเล็กๆ ของพวกเขามีหกคน ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันกว่าจะทำนาสิบหมู่นี้เสร็จ
คนเหล่านี้อายุยังน้อย พอๆ กับเซียวหยวนหมิง สมัยก่อนครอบครัวเคยเป็นเจ้าของที่ดินหรือผู้มีฐานะร่ำรวย จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีสถานะไม่ดี
แต่พ่อแม่ของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ มีคนดูแลเรื่องอาหารการกิน สภาพความเป็นอยู่จึงดีกว่าเซียวหยวนหมิงมาก ไม่เหมือนเซียวหยวนหมิงที่อยู่คนเดียวโดดเดี่ยว ทำงานเสร็จกลับบ้านก็เจอแต่หม้อเย็นๆ เตาเย็นๆ ไม่มีแม้แต่คนทำอาหารให้
ตอนเที่ยง เซียวหยวนหมิงกลับบ้านหลังเลิกงาน ซูเจียวเจียวก็ทำอาหารเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วเหมือนเคย
หลังจากทุกคนกินข้าวเที่ยงเสร็จ พอเสียงนกหวีดเรียกเข้างานตอนบ่ายดังขึ้น ทุกคนก็รีบกลับไปทำงานทันที
ซูเจียวเจียวกลัวเซียวหยวนหมิงจะเหนื่อย ตอนบ่ายสามโมงกว่าๆ จึงรีบกลับบ้านไปต้มบะหมี่เนื้อและไข่ชามใหญ่ แล้วนำไปให้เซียวหยวนหมิงกินเป็นพิเศษ
จากระยะไกล ทุกคนก็เห็นซูเจียวเจียวหิ้วถังไม้ใบใหญ่มาอย่างยากลำบาก ส่วนอีกมือก็ถือตะกร้าที่มีชามและตะเกียบหลายชุด
“เซียวหยวนหมิง ภรรยานายมาแล้ว”
ลู่เหว่ยตงใช้ข้อศอกสะกิดเซียวหยวนหมิง ชี้ไปที่ร่างเล็กที่กำลังเดินมาบนคันนาไกลๆ พร้อมพูดอย่างยิ้มแย้ม
เซียวหยวนหมิงเงยหน้ามอง ก็เห็นซูเจียวเจียวจริงๆ เขารีบทิ้งจอบในมือ แล้วเดินตรงไปหาซูเจียวเจียวอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็เดินมาถึงหน้าซูเจียวเจียว “เจียวเจียว คุณมาทำไม?”
ขณะพูด เขาก็รับถังและตะกร้าจากมือเธอ
กลิ่นหอมบางอย่างลอยออกมาจากถัง
ด้านบนของถังคลุมด้วยผ้าเช็ดตัวที่ซักสะอาด มีไอน้ำลอยขึ้นมาจางๆ
ซูเจียวเจียวเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “ฉันกลัวคุณหิว ก็เลยเอาอาหารมาให้กินน่ะ”
การไถนาเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายมาก แม้เซียวหยวนหมิงจะมีพละกำลัง แต่ก็ไม่ควรใช้แรงมากเกินไปเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องบำรุงร่างกาย ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นโรคอะไรขึ้นมาในภายหลังก็คงไม่ดี
เมื่อเห็นซูเจียวเจียวเหงื่อไหลไคลย้อย ใบหน้าแดงก่ำเพราะแดดเผา เซียวหยวนหมิงก็รู้สึกสงสารอย่างสุดซึ้ง เขาวางของลงแล้วรีบดึงซูเจียวเจียวไปพักใต้ร่มไม้พลางเช็ดเหงื่อให้ และยื่นกระบอกน้ำให้เธอ
“ครั้งหน้าคุณทำงานเสร็จก็กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะนะ ไม่ต้องห่วงผมหรอก”
ซูเจียวเจียวดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วยิ้มออกมา จากนั้นก็หยิบชามสะอาดจากตะกร้าตักบะหมี่ให้เขาชามใหญ่ “รีบกินเถอะ”
เซียวหยวนหมิงมองบะหมี่เต็มชาม หัวใจก็หวานชื่นราวกับน้ำผึ้ง
“หยวนหมิง เมียนายนี่ดีจริงๆ นะ ขนาดตอนทำงานยังห่วงนาย กลัวนายหิวด้วย”
“ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว ไม่เหมือนเมียฉัน ไม่เคยเอาอาหารมาส่งให้ฉันเลยสักครั้ง”
ผู้คนต่างส่งเสียงหัวเราะแซวกันอย่างสนุกสนาน
ตอนเช้าพวกเขาได้ยินเฉินซิ่วฮวาพูดถึงเรื่องที่ซูเจียวเจียวพาเซียวหยวนหมิงไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการ แม้จะรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ริษยามากมายนัก
พวกเขารู้ว่าหน้าตาของตัวเองธรรมดา เทียบไม่ได้กับใบหน้าที่หล่อเหลาและดูดีของเซียวหยวนหมิง เขาทั้งความสูงและพละกำลังก็เทียบไม่ได้ เซียวหยวนหมิงเคยเรียนชั้นมัธยมต้นมาก่อน แถมตอนนั้นเรียนดีมาก สอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนทุกครั้ง และเป็นที่หนึ่งของอำเภอด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะความวุ่นวายกะทันหัน และต่อมาพ่อของเขาเสียชีวิตละก็ เขาคงได้เรียนถึงชั้นมัธยมปลายแล้ว
ซูเจียวเจียวเรียกคนทำงานอีกห้าคนให้มากินด้วยกัน ลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมด้วย ทุกคนต่างดีใจทิ้งจอบแล้วเดินเข้ามา
“เกรงใจจังเลยครับ”
“มีอะไรต้องเกรงใจล่ะคะ พวกเราอยู่กองผลิตเดียวกัน แถมยังเป็นทีมเดียวกันด้วย การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว” ซูเจียวเจียวยิ้มพลางตักบะหมี่ให้คนอื่นๆ อีกห้าคนด้วย
บะหมี่ร้อนๆ หอมฟุ้งน่ากิน
ลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ในที่สุดก็อดใจไม่ไหว รับชามแล้วซดบะหมี่เสียงดัง ‘ซู้ด’
ซูเจียวเจียวหันไป ก็เห็นเซียวหยวนหมิงจ้องมองเธอ และบะหมี่ในชามเขาก็ยังไม่ได้กินแม้แต่คำเดียว
เธออดสงสัยไม่ได้ “เป็นอะไรไปคะ ไม่อร่อยหรือ หรือคุณไม่สบาย?”
สายตาของเซียวหยวนหมิงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณกินก่อนเถอะ”
เขารู้ว่าเจียวเจียวต้องทำบะหมี่เสร็จก็เอามาให้เขาทันที ตอนนี้เธอต้องยังไม่ได้กิน และไม่มีชามและตะเกียบเหลือแล้ว
ซูเจียวเจียวหยิบตะเกียบกินไปหนึ่งคำ แล้วคีบบะหมี่ป้อนเขาเหมือนตอนกินไอศกรีมก่อนหน้านี้ ทั้งสองผลัดกินกันคนละคำสองคำ ลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ เห็นภาพเช่นนั้นก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน
หลังจากลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ กินบะหมี่ไปหนึ่งชาม ก็ไม่มีใครกินบะหมี่ที่เหลืออยู่ในถังอีกแล้ว บะหมี่ ไข่ และเนื้อในเวลานั้นถือเป็นของมีค่ามาก
ยุวชนซูอุตส่าห์ตักให้พวกเขาคนละชาม พวกเขาก็รู้สึกพอใจมากแล้ว จะกินของเขาอีกไม่ได้
สำนวนที่ว่า ‘รับของเขามา มือเราก็สั้น กินข้าวเขา ปากเราก็อ่อน*[1]’ ลู่เหว่ยตงและคนอื่นๆ จึงอาสาเอาชามที่กินแล้วไปล้างในลำธารเล็กๆ ข้างๆ จนสะอาดแล้วใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็พูดกับเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวว่า “หยวนหมิง ยุวชนซู พวกคุณค่อยๆ กินนะครับ พวกเราขอตัวไปทำงานก่อน”
เซียวหยวนหมิงกินบะหมี่ไปแค่ชามเดียว ที่เหลือไม่กินเลย ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมกิน ป้อนให้ซูเจียวเจียวกินจนหมด
เซียวหยวนหมิงกลัวซูเจียวเจียวจะเหนื่อยตอนหิ้วของกลับบ้าน จึงให้เธอวางตะกร้าใส่ชามและตะเกียบไว้ตรงนี้ก่อน รอเขาทำงานเสร็จแล้วค่อยหิ้วกลับบ้านพร้อมกัน
“ตอนนี้ฉันยังไม่กลับบ้าน ฉันจะไปเดินเล่นที่หลังเขา” ซูเจียวเจียวคิดถึงโสมที่เคยขุดได้ครั้งที่แล้ว อดรู้สึกคันไม้คันมือไม่ได้ ยังอยากขึ้นไปเสี่ยงโชคบนเขาอีกครั้ง
เธอพอจะรู้ราคาโสมอยู่บ้าง
โสมป่าอายุห้าสิบปีในเวลานั้นสามารถขายได้หลายร้อยหยวน
ถ้าเป็นโสมป่าอายุร้อยปี สามารถขายได้เป็นหมื่นหยวน
แน่นอนว่าต้องหาคนที่เหมาะสมด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าเจอคนที่ไม่รู้จักของ หรือคนไม่มีเงิน ก็ไม่มีทางขายได้ราคานี้แน่นอน
เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว ไม่นานหลังจากที่เธอกลับไปตัวเมืองมณฑล ก็ได้ยินว่ามีคนขุดพบโสมป่าอายุร้อยปี ถูกเรียกว่าราชาโสม มีความยาวกว่า 60 เซนติเมตร หนักกว่า 20 กรัม อายุ 110 ปี ขายได้ราคาสูงถึงหนึ่งแสนหยวน
หนึ่งแสนหยวนในเวลานั้น เทียบเท่ากับหลายล้านหยวนในยุคหลัง
เมื่อเซียวหยวนหมิงได้ยินว่า ซูเจียวเจียวจะไปหลังเขา เขาก็ปฏิเสธโดยไม่คิด “ไม่ได้! คุณขึ้นเขาคนเดียวอันตรายเกินไป!”
หลังเขามักจะมีสัตว์ป่าออกมาบ่อยๆ แม้แต่คนในกองผลิตก็ยังไม่ค่อยไปหลังเขา จะวนเวียนอยู่แค่บริเวณเชิงเขาเท่านั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปไม่ไกลหรอก แค่วนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ”
หลังจากซูเจียวเจียวยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซียวหยวนหมิงก็ยอมปล่อยเธอไป และกำชับอย่างละเอียด “คุณเดินเล่นแล้วรีบกลับนะ อย่าไปข้างหลังล่ะ”
“ได้ค่ะ ฉันรู้แล้ว” ซูเจียวเจียวเม้มปากยิ้ม หยิบชามและตะเกียบจากตะกร้าใส่ในถังเปล่า ก่อนจะโบกมือลาเซียวหยวนหมิง แล้วถือตะกร้าเดินจากไป
ซูเจียวเจียวเดินไปตามทางเดินบนภูเขา ทันใดนั้นเธอก็เห็นหญ้าเฉาก๊วยหลายต้น ดวงตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
เฉาก๊วยเป็นของดีที่ช่วยคลายร้อนได้จริงๆ!
[1] รับของเขามา มือเราก็สั้น กินข้าวเขา ปากเราก็อ่อน หมายถึงเมื่อรับผลประโยชน์จากใครแล้ว ย่อมต้องเกรงใจหรือพูดจาเข้าข้างเขา
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^