บทที่ 34 เผชิญหน้าหมูป่า
บทที่ 34 เผชิญหน้าหมูป่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ หากได้ทำวุ้นเฉาก๊วยเย็นๆ รับประทาน ก็คงจะดีเลิศประเสริฐนัก
ซูเจียวเจียวเก็บใบหญ้าทำวุ้นเฉาก๊วยได้เกือบเต็มตะกร้า ขณะที่เธอกำลังเก็บอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหอบหายใจของหญิงชายคู่หนึ่งดังขึ้นมา
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ ซูเจียวเจียวฟังปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอหันไปมองตามเสียงที่มา พบว่าไม่ไกลจากพุ่มไม้เบื้องหน้า มีร่างของหญิงชายคู่หนึ่งกำลังพัวพันกันอยู่รางๆ
ไม่จำเป็นต้องให้ซูเจียวเจียวเอ่ยปาก เธอก็รู้ว่าคนทั้งสองกำลังทำอะไรกัน!
หากถูกจับได้ คนทั้งสองจะต้องถูกสาปแช่งจนจมกองน้ำลาย หรือไม่ก็ถูกจับเข้าคุกเป็นแน่!
ซูเจียวเจียวพยายามถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ เพราะหากคนทั้งสองเห็นเธอ และรู้ว่าเธอเห็นอะไรเข้าก็คงจะไม่ดีแน่
คนที่แอบมาทำเรื่องพรรค์นี้บนเขายามนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ไม่ว่าจะเป็นการนอกใจภรรยา หรือแอบมีสัมพันธ์ชู้สาวกับคนที่มีครอบครัวแล้ว
“กร๊อบ…”
เสียงดังกรอบแกรบ
ซูเจียวเจียวเหยียบกิ่งไม้แห้งหัก
คนทั้งสองในพุ่มไม้ตกใจทันที
ซูเจียวเจียวเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรีบปีนขึ้นมาจากพุ่มไม้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขากำลังดึงกางเกงขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ ด้วยความตกใจ
อีกฝ่ายไม่เห็นใคร แต่ก็ยังคงตกใจ รีบวิ่งลงจากเขาไป
เมื่อชายหนุ่มวิ่งไปแล้ว หญิงสาวคนหนึ่งก็ปีนขึ้นมาจากพุ่มไม้เช่นกัน เธอค่อยๆ ปล่อยกระโปรงยาวลงและหยิบกางเกงขาสั้นที่พื้นขึ้นมาสวม
ซูเจียวเจียวที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ถึงกับไม่กล้าหายใจแรง เธอรู้สึกตกใจอย่างยิ่งในใจ ไม่คิดเลยว่าคนที่แอบมามีสัมพันธ์ชู้สาวที่นี่ จะเป็นโจวเม่ย!
ส่วนชายหนุ่มที่วิ่งหนีไปเมื่อครู่คือหลี่เกินเซิง วัยสี่สิบห้าปี
ซูเจียวเจียวใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ นี่มันทำให้โลกทัศน์ของเธอสั่นสะเทือนจริงๆ
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโจวเม่ยถึงไปมีความสัมพันธ์กับหัวหน้ากองผลิตหลี่เกินเซิง!
หลี่เกินเซิงแก่พอที่จะเป็นพ่อของเธอได้เลยนะ!
เมื่อเห็นโจวเม่ยจากไปแล้ว ซูเจียวเจียวจึงกล้าออกมาจากหลังต้นไม้ เธอไม่กล้าลงจากเขาในทันที กลัวว่าจะเจอโจวเม่ย เธอจึงตัดสินใจรอให้โจวเม่ยไปไกลก่อนแล้วค่อยออกไป
เมื่อมองไปยังพุ่มไม้ที่โจวเม่ยและหลี่เกินเซิงเพิ่งสร้างวีรกรรมไว้ ซูเจียวเจียวรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง เธอจึงเดินไปอีกทางหนึ่ง เพื่อดูว่ายังมีของป่าอะไรอีกบ้าง
ในยุคสมัยนี้ ผู้คนอาศัยอยู่กับภูเขา ก็ต้องกินจากภูเขา
“เมื่อครู่เธอเห็นหมดแล้วใช่ไหม?”
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ซูเจียวเจียวตกใจจนตัวชา เธอรีบหันไปมองก็เห็นโจวเม่ยที่เดินไปแล้วกลับมาอีกครั้ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววอาฆาตแค้นจ้องมองมา
ซูเจียวเจียว “…”
เธอประมาทเลินเล่อไปเอง
ไม่คิดเลยว่าโจวเม่ยจะเล่นลูกไม้ไปแล้วกลับมาอีก
“ฉันไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร”
ซูเจียวเจียวแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
โจวเม่ยยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน “เธอเห็นแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ฉันหวังว่าเธอจะไม่เอาไปพูดต่อ”
เมื่อกล่าวจบ น้ำตาของหล่อนก็เอ่อคลอหน่วย ดวงหน้าปรากฏร่องรอยของความอัปยศและขมขื่น “ฉันก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้หรอกนะ ก่อนที่ฉันจะมายังชนบทแห่งนี้ ฉันยังเป็นสาวบริสุทธิ์ แต่ชีวิตในชนบทช่างยากลำบากยิ่งนัก เธอคงไม่อาจเข้าใจได้… ตอนนี้หัวหน้าหลี่สั่งให้ฉันทำถึงสิบแต้มคะแนนงานทุกวัน ฉันทำไม่ไหวจริงๆ”
พูดไปโจวเม่ยก็สะอื้นไห้ ร้องไห้เสียใจอย่างน่าสงสาร “ฉันไม่เหมือนเธอที่หน้าตาสะสวย แค่โบกมือก็มีผู้ชายมากมายมาช่วยทำงาน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเจียวเจียวก็เบ้ปากอย่างจนปัญญา
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชีวิตในชนบทนั้นลำบากจริงๆ สำหรับยุวชนจากเมืองอย่างพวกเธอ ที่แทบไม่เคยทำงานเกษตรกรรมมาก่อนเลยตั้งแต่เด็ก มีไม่กี่คนที่ทนได้ เคยได้ยินมาว่าในกองผลิตอื่นๆ มียุวชนหญิงบางคนทำงานจนเป็นลมบ่อยๆ บางคนก็ร่างกายทรุดโทรมจนต้องถูกย้ายกลับไป…
แม้กระทั่งในชาติที่แล้ว เธอก็ยังทนไม่ไหว เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เธอจึงแต่งงานกับเซียวหยวนหมิง
ซูเจียวเจียวไม่รู้ว่าในชาติที่แล้วโจวเม่ยมีความสัมพันธ์กับหลี่เกินเซิงด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในชาติที่แล้วโจวเม่ยได้เป็นพนักงานบันทึกคะแนนของกองผลิตในเวลาต่อมา ไม่ต้องลงไปทำงานเกษตรกรรมในทุ่งนา เมื่อไม่ยุ่งก็ยังมีเวลาอ่านหนังสือ
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูเจียวเจียวก็เข้าใจทันที
ในชาติที่แล้วตำแหน่งพนักงานบันทึกคะแนนของโจวเม่ยคงได้มาจากการใช้ร่างกายเข้าแลก เพียงแต่ในตอนนั้นเธอไม่ได้ไปเห็นเข้า
ชาตินี้เธอกลับมาเห็นเข้าเสียได้
ซูเจียวเจียวได้สติกลับคืนมา เธอจ้องมองโจวเม่ยและกล่าวว่า “ฉันไม่เห็นอะไรเลย และก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ว่าที่นี่คือหลังภูเขา”
พูดจบ ซูเจียวเจียวก็หันหลังเดินจากไป
แววตาของโจวเม่ยฉายแววความอัปยศอย่างรวดเร็ว เธอเม้มริมฝีปากและเดินตามซูเจียวเจียวไป พร้อมกับเดินลงจากเขาไปพร้อมกัน
จู่ๆ ซูเจียวเจียวก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่าง เธอหันไปมองและก็รู้สึกขนลุกซู่ทันที
เธอเห็นหมูป่าตัวหนึ่งสีดำสนิททั้งตัวยืนอยู่บนเนินเขาข้างๆ!
บริเวณปากหมูมีเขี้ยวที่ยาวถึงสิบกว่าเซนติเมตร!
โจวเม่ยที่เดินตามหลังมามองตามสายตาของซูเจียวเจียว ก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ และกรีดร้องเสียงแหลมออกมา
“กรี๊ดดดดด”
ให้ตายเถอะ!
นังผู้หญิงโง่เง่าคนนี้!
ซูเจียวเจียวตั้งใจจะห้ามเธอ แต่ก็ไม่ทันแล้ว
เมื่อพบกับหมูป่า สิ่งที่ห้ามที่สุดคือการตะโกนเสียงดัง
เมื่อคนรู้สึกตื่นตระหนก หมูป่าก็จะโจมตีทันที
เสียงร้องของโจวเม่ยดึงดูดหมูป่าในทันที
“โฮก!”
หมูป่าคำรามครั้งหนึ่ง มันวิ่งเข้ามาทางนี้อย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าตรงมาที่ซูเจียวเจียวเป็นคนแรก
ซูเจียวเจียวหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ เธอรีบคิดหาวิธีแก้ปัญหาในใจ
คนเราวิ่งไม่เร็วกว่าหมูป่าหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะใกล้เช่นนี้ หมูป่าจะไล่ตามทันในไม่กี่ก้าว
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้คือการรีบหาต้นไม้ใหญ่ปีนขึ้นไป และรอคนมาช่วย
ซูเจียวเจียวรีบทิ้งตะกร้าในมือ วิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ และปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่วันนี้เธอสวมกางเกงมา
ขณะที่เธอกำลังจะดึงขาข้างสุดท้ายขึ้นไป โจวเม่ยที่อยู่ด้านล่างก็ร้องไห้และจับขาเธอไว้
“ซูเจียวเจียว รีบช่วยฉันหน่อย เร็วเข้า!”
โจวเม่ยตัวสั่นด้วยความกลัว เธอกอดขาซูเจียวเจียวแน่นไม่ปล่อย
ซูเจียวเจียวสะบัดไม่หลุด เธอจึงต้องดึงมือโจวเม่ยขึ้นไป ก่อนที่หมูป่าจะเข้ามาใกล้
แต่กระโปรงของโจวเม่ยก็ถูกเขี้ยวหมูป่าฉีกขาดเป็นรอยใหญ่
ตอนนี้โจวเม่ยไม่สนใจเรื่องกระโปรงแล้ว เธอดิ้นรนปีนขึ้นไป เธอกอดลำต้นไม้แน่น มองดูหมูป่าที่ส่งเสียงคำรามอยู่ใต้ต้นไม้ และร้องไห้โฮออกมา จนน้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนไปหมด
“อย่าส่งเสียงโวยวายสิ ฉันรำคาญ”
ซูเจียวเจียวจ้องมองเธออย่างไม่พอใจ
เป็นเช่นคำโบราณว่าไว้ไม่มีผิด เมื่อพบเห็นคู่รักลักลอบได้เสีย ก็จำต้องพบกับเคราะห์ แม้แต่โชคที่เคยมีก็ไม่อาจช่วยได้
จู่ๆ ซูเจียวเจียวก็ได้กลิ่นแปลกๆ เธอหันไปมองกระโปรงที่ขาดของโจวเม่ย เผยให้เห็นกางเกงขาสั้นด้านใน ซึ่งมีรอยเปียกชื้นเล็กน้อย
ซูเจียวเจียว "…"
เธอรีบหันหน้าหนีทันที
ไม่อยากจะมองเลยจริงๆ!
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^