บทที่ 39 คนเนรคุณ [2]
บทที่ 39 คนเนรคุณ [2]
หลี่จินฮวาเบะปากกล่าว “ฉันเป็นแค่ผู้หญิงคนเดียวจะไปมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปฆ่าหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นคะ? ในเมื่อเซียวหยวนหมิงฆ่าหมูป่าตัวนี้ได้ นั่นก็หมายความว่ามันเป็นของส่วนรวมก็ต้องแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม!”
“ตัวเองไร้ความสามารถแล้วยังจะมาโวยวายอะไรที่นี่อีก เซียวหยวนหมิงเขาสู้กับหมูป่าจนบาดเจ็บ แถมยังเป็นคนฆ่ามันได้เอง เขาก็สมควรจะได้เนื้อมากกว่าเป็นธรรมดา” หลี่เกินเซิงโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ “พอแล้วๆ ไม่มีอะไรทำก็กลับบ้านไปซะ อย่ามาหาเรื่องที่นี่เลย นี่ก็มืดค่ำแล้ว รีบกลับบ้านไปทำอาหารเถอะ”
หลี่จินฮวาตั้งใจจะให้ลูกชายทั้งสองคนของเธอร้องไห้โวยวาย แต่หลี่เกินเซิงกลับดุดันเกินไป แค่เหลือบตามามองก็ทำให้หลี่ต้าวั่งที่เตรียมจะอาละวาด ต้องหยุดชะงักทันที
“หลี่ต้าวั่ง! ถ้าแกกล้าส่งเสียงดัง ฉันจะโยนแกไปให้เสือกินที่เขาหลังหมู่บ้าน!”
หลี่ต้าวั่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่กล้าโวยวายเข้าไปใหญ่ ด้วยสติปัญญาที่ไม่ต่างจากเด็กเล็ก ดวงตาของเขาก็แดงก่ำ ปากก็คว่ำลงเตรียมจะร้องไห้ “ลุงหัวหน้าครับ ผมไม่กล้าแล้วครับ ผมไม่เอาเนื้อแล้วครับ อย่าโยนผมเข้าไปในป่าเลยนะครับ…”
หลี่เกินเซิงหันไปมองหลี่เอ้อร์โก่ว “ส่วนแกก็อีกคน วันๆ ไม่ยอมทำงานเอาแต่ขี้เกียจหนีงาน จะอายุยี่สิบแล้วยังหาเมียไม่ได้อีก ยังมีหน้ามาโวยวายอีกเหรอ? อยากกินเนื้อก็ขึ้นเขาไปล่าหมูป่าเอง ที่นี่ไม่มีแล้ว เนื้อที่ควรแบ่งก็แบ่งไปหมดแล้ว”
หลี่เอ้อร์โก่วที่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็หมดกำลังใจไปโดยปริยาย
หลี่จินฮวาโมโหจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน สุดท้ายก็ได้แต่จำใจพาบุตรชายทั้งสองกลับบ้านไปราวกับไก่ชนที่พ่ายแพ้
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านพักยุวชนเองก็ไม่สงบสุขเช่นกัน
เนื่องจากจำนวนยุวชนมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นโสด แต่ละคนจึงได้เนื้อหมูป่าไปคนละครึ่งชั่งเท่านั้น
จ้าวอวี้เฟินที่ได้รับเนื้อก็ค่อนข้างมีความสุข แม้จะไม่มาก แต่ก็ถือว่าได้กินเนื้อแล้ว
ฮั่วเจี้ยนจงที่ได้รับเนื้อเช่นกันก็อารมณ์ดี เขามักจะไม่ได้ขาดเนื้อกินอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยได้ลิ้มรสหมูป่า เมื่อได้รับมาเขาก็รีบล้างหัวไชเท้าแล้วนำไปตุ๋นด้วยกัน ไม่นานนักกลิ่นหอมของเนื้อก็อบอวลไปทั่วทั้งลาน
แม้กระทั่งเยว่เผิงไห่และยุวชนหลินก็ยังนำเนื้อไปตุ๋นกินเช่นกัน อากาศร้อนแบบนี้เนื้อเก็บไว้ได้ไม่นาน สู้กินเข้าไปให้หมดเสียก่อนดีกว่า มิฉะนั้นหากเนื้อบูดเสียก็จะไม่อร่อย
ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งกับการตุ๋นเนื้อ โจวเม่ยก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “ทุกบ้านในกองผลิตได้เนื้อหมูไปตั้งหลายชั่ง โดยเฉพาะบ้านของเซียวหยวนหมิงที่ได้ไปตั้งหลายสิบชั่ง! แต่พวกเรากลับได้แค่ครึ่งชั่ง! การแบ่งปันนี้มันไม่ยุติธรรมเลย! ถึงแม้พวกเราจะเป็นยุวชนที่ลงมาชนบท แต่เมื่อมาอยู่ที่กองผลิตฉางซิงแล้ว เราก็เป็นคนของกองผลิตฉางซิง พวกเขาปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเป็นคนนอกชัดๆ!”
เยว่เผิงไห่ได้ยินดังนั้นก็เบะปาก แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาตั้งใจตุ๋นเนื้อของตัวเองอย่างจดจ่อ ได้มากได้น้อยไม่สำคัญ แค่มีกินก็พอแล้ว
ที่บ้านคนอื่นได้เนื้อเยอะก็เพราะมีสมาชิกในครอบครัวมาก ส่วนพวกเขามีแค่ปากเดียวก็ย่อมได้แค่ครึ่งชั่ง
ส่วนบ้านของเซียวหยวนหมิง หมูป่าเป็นเขาคนเดียวที่ฆ่าได้ การที่เขาได้เนื้อเยอะกว่าก็เป็นเรื่องปกติ
ฮั่วเจี้ยนจงก็ทำเป็นไม่ได้ยิน เขานั่งยองๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านพักยุวชนแล้วสาละวนจัดการกับเนื้อของตัวเอง
จ้าวอวี้เฟินขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอไม่อยากยุ่งกับคนประเภทนี้
ยุวชนหลินมองดูเนื้อครึ่งชั่งในมือของตนเองแล้วรู้สึกว่ามันไม่พอที่จะกินให้อิ่ม ตอนนี้พอโจวเม่ยพูดขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเช่นกัน “หลี่เกินเซิงนี่มันลำเอียงจริงๆ! ไม่รู้ว่าไปรับสินบนอะไรจากเซียวหยวนหมิงมาหรือเปล่า ถึงได้ให้เนื้อบ้านเขามากมายนัก?”
โจวเม่ยพยักหน้า “เป็นไปได้มาก! พวกเราจะปล่อยเรื่องนี้ไปเฉยๆ ไม่ได้ ต้องไปหาหัวหน้ากองผลิตเพื่อขอคำอธิบาย!”
พูดจบเธอก็กำลังจะเดินออกไป
จ้าวอวี้เฟินทนฟังไม่ไหวจริงๆ จึงพูดขึ้น “พวกเราไม่ได้ออกแรงอะไรเลย การที่ได้เนื้อหมูป่ามาครึ่งชั่งก็ถือว่าดีมากแล้ว นี่มันเท่ากับได้เนื้อมาโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลยนะ!”
เธอได้ยินมาว่าเซียวหยวนหมิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงกับต้องไปเย็บหลายเข็มที่ตัวอำเภอ
หมูป่าที่ดุร้ายขนาดนั้น หากไม่ใช่เพราะเซียวหยวนหมิงที่แข็งแกร่ง ก็ไม่แน่ว่าเขาจะไม่ถูกหมูป่าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส!
โจวเม่ยเยาะเย้ยอย่างประชดประชัน “แค่ได้เนื้อหมูป่าไปนิดหน่อยก็ซื้อเธอได้แล้ว เชอะ! น่าภูมิใจจริงๆ! ไม่กี่วันก่อนฉันยังเห็นเธอเอาใจซูเจียวเจียวอยู่เลย นี่ซูเจียวเจียวให้ผลประโยชน์อะไรกับเธอหรือเปล่า ถึงได้พูดเข้าข้างบ้านหล่อนขนาดนี้”
สีหน้าของจ้าวอวี้เฟินเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนัก แต่เธอก็สวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “เธอนี่มันคนเนรคุณ ได้ของมาเปล่าๆ แล้วยังจะมาบ่นว่าน้อยอีก คนเรานี่โลภมากเกินไปก็เหมือนงูที่อยากจะกลืนช้าง!”
โจวเม่ยโกรธจัดทันที เธอชี้นิ้วไปที่จ้าวอวี้เฟินแล้วด่าทอ “ยุวชนจ้าว เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนดีนักเหรอ? เมื่อก่อนเธอก็เคยนินทาว่าร้ายซูเจียวเจียวลับหลังไม่ใช่น้อย แล้วทำไมตอนนี้มาทำตัวเป็นคนดีล่ะ?”
สีหน้าของจ้าวอวี้เฟินแดงก่ำสลับกับซีดขาว เธอเป็นยุวชนที่มาตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าซูเจียวเจียว เธอมาก่อนสองปีและปรับตัวได้เร็วกว่า ตอนนั้นซูเจียวเจียวเพิ่งมาใหม่ๆ ดูบอบบางไม่เอาไหน วันๆ เอาแต่ไปออดอ้อนหนุ่มโสดในกองผลิตให้ช่วยทำงาน ตอนนั้นเธอทนแล้วเห็นไม่ได้จึงแอบนินทาไปบ้าง
แต่ตอนนี้เธอเห็นว่า หลังจากซูเจียวเจียวแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงแล้ว เธอก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ได้เที่ยวโปรยเสน่ห์ให้ชายใดอีก แล้วตั้งใจใช้ชีวิตอยู่กับเซียวหยวนหมิงอย่างจริงจัง เธอจึงปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อซูเจียวเจียวเสียใหม่
“หน้าไหว้หลังหลอกชัดๆ ฮึ่ม!” โจวเม่ยส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธจัด “เธอคิดว่าตอนนี้เอาใจซูเจียวเจียว แล้วหล่อนจะแบ่งเนื้อให้เธอมากขึ้นงั้นเหรอ? ฮ่าๆๆ ...”
“พอได้แล้ว ทั้งคู่นั่นแหละ!”
เสียงตะคอกดังขึ้น
ผู้ที่พูดคือหัวหน้ายุวชนประจำบ้านพักยุวชน เขามีชื่อว่าเว่ยหงปิง เขาอยู่ที่นี่มาห้าปีและถือว่าอยู่มานานที่สุด เขามีนิสัยซื่อตรงและเป็นผู้ใหญ่ เรื่องเล็กน้อยหรือข้อขัดแย้งระหว่างยุวชนด้วยกัน เขาจะเป็นคนจัดการ หากจัดการไม่ได้ก็ค่อยให้หัวหน้ากองผลิตและเลขาธิการเข้ามาจัดการ
เว่ยหงปิงอายุยี่สิบหกปี ใบหน้าของเขาดุดันและหยาบกร้าน คิ้วหนาทึบดูน่าเกรงขาม
“โจวเม่ย ปกติเธอก็ชอบทำเสียงดังเอะอะที่สุดแล้ว!” เว่ยหงปิงมองโจวเม่ย แล้วพูดว่า “หากเธอเห็นว่าเนื้อน้อยเกินไป ก็แบ่งให้คนอื่นไปสิ ได้กินเนื้อโดยไม่ต้องเสียอะไร แล้วยังจะบ่นอะไรนักหนา!”
แม้กระทั่งฮั่วเจี้ยนจงที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ยังเอ่ยปาก “ฉันจำได้ว่าวันนี้เซียวหยวนหมิงช่วยเธอไว้ใช่ไหม? เขาทั้งช่วยเธอไว้ แถมยังแบ่งเนื้อให้ด้วย เธอยังจะโวยวายอีก ดูเหมือนว่าเธอนั่นแหละที่เป็นคนเนรคุณ”
ตึง!
ดวงตาของโจวเม่ยแดงก่ำทันที
ที่จ้าวอวี้เฟินตอบโต้กลับ หรือที่เว่ยหงปิงด่าทอ เธอก็ไม่เสียใจนัก
แต่ตอนนี้แม้กระทั่งฮั่วเจี้ยนจงก็ยังพูดแบบนั้น แถมยังหาว่าเธอเป็นคนเนรคุณ โจวเม่ยหลุบตาลง น้ำตาไหลพรากทันที ดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
ฮั่วเจี้ยนจงกระตุกมุมปากอย่างจนใจ เขาไม่สนใจเธอ แล้วก้มลงดูหัวไชเท้าตุ๋นหมูป่าของตัวเองต่อไป อืม... อีกสักครู่ก็น่าจะกินได้แล้ว
โจวเม่ยร้องไห้อยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอเลย เธอจึงกระทืบเท้าด้วยความโมโห แล้ววิ่งกลับห้องไปร้องไห้ด้วยความเสียใจ
เธอทำอะไรผิดไปกันแน่?
เธอก็แค่บ่นว่าเนื้อน้อยไปหน่อย ก็มันน้อยจริงๆ นี่นา! แล้วยังไม่ให้คนพูดอีก!
ทำไมซูเจียวเจียวถึงได้เนื้อไปเยอะขนาดนั้น!
บอกว่าชดเชยให้เซียวหยวนหมิงด้วยขาหมูใหญ่ และเลือดหมูหนึ่งหม้อใหญ่ สุดท้ายของพวกนั้นก็ต้องเข้าปากซูเจียวเจียวอยู่ดี!
จ้าวอวี้เฟินได้ยินเสียงร้องไห้ที่เล็ดลอดออกมาจากในห้องก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ เธอตัดสินใจว่าจะไม่สนใจคนประเภทนี้อีกแล้ว เธอตั้งใจทำอาหารของตัวเองให้เสร็จ หลังจากทำงานมาทั้งวัน เธอก็แทบจะหิวตายแล้ว...
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^