LNCrawler

บทที่ 40 คนเนรคุณ [3]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 40 คนเนรคุณ [3]

        ทว่าเธอลงมือทำอาหารช้า อีกทั้งข้าวยังไม่สุกดี พอได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารจากบ้านข้างๆ จ้าวอวี้เฟินก็รู้สึกหิวจนท้องร้องโครกคราก

       ขณะนั้นเอง เว่ยหงปิงก็ถือชามข้าวเดินมาหยุดตรงหน้าจ้าวอวี้เฟิน "อาหารของคุณยังไม่สุกเลย กินของผมก่อนสิ"

       จ้าวอวี้เฟินรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างสุดซึ้ง "จะดีหรือคะ"

       ใบหน้าเหลี่ยมคมของเว่ยหงปิงเผยรอยยิ้มซื่อๆ "ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกเราเป็นยุวชนผู้รู้แจ้ง ควรจะช่วยเหลือและเข้าใจกัน ข้าวของคุณสุกเมื่อไร ค่อยเอามาคืนผมก็แล้วกัน"

       เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวอวี้เฟินก็ไม่ปฏิเสธอีก เธอหิวจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

       เธอจึงรับชามข้าวมาด้วยความยินดี หลังผ่านไปครึ่งชั่วโมง ข้าวของเธอก็สุกดี เธอตักข้าวชามใหญ่ไปคืนเว่ยหงปิง แถมยังตักเนื้อไปเยอะทีเดียว

       ฮั่วเจี้ยนจงกินจนอิ่มหนำสำราญคนเดียว เนื้อหมูป่าหนึบหนับ เคี้ยวเพลิน และหอมอร่อยเป็นพิเศษ ตัวเนื้อก็ไม่ค่อยมีไขมัน แถมหัวไชเท้าที่ตุ๋นอยู่ในน้ำแกงก็อร่อยจนเขาซดเกลี้ยงชาม

       เยว่เผิงไห่กินไปครึ่งหนึ่ง เก็บไว้อีกครึ่งหนึ่ง

       หลินเฟิงกินเนื้อไปเพียงหนึ่งในสาม ที่เหลือเขาตั้งใจจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้ ถ้ากินหมดในวันเดียว พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรกินแล้ว

       โจวเม่ยร้องไห้อยู่ในห้องเป็นเวลานาน ไม่เห็นมีใครมาปลอบใจเธอเลย ปกติแล้วเวลาเธอร้องไห้เสียใจ เยว่เผิงไห่กับหลินเฟิงมักจะมาปลอบเธอเสมอ

       โดยเฉพาะเยว่เผิงไห่จะนำอาหารมาให้เธอด้วย

       ตอนนี้ทุกคนกินข้าวเสร็จแล้ว ไม่มีใครจำเธอได้เลย พอได้กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นจากในลานบ้าน โจวเม่ยก็หิวจนท้องกิ่ว สุดท้ายเธอจึงต้องออกมาหาอะไรกินเอง

       หลังจากที่วุ่นวายมานาน เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน พออิ่มแล้วก็พากันอาบน้ำเข้านอนพักผ่อน

       โจวเม่ยจงใจสร้างเสียงดังเอะอะในลานบ้าน ทำให้ทุกคนนอนไม่หลับ

       นอกจากบ้านของหลี่จินฮวาและบ้านพักยุวชนแล้ว บ้านของเฉินซิ่วฮวาเองก็ส่งเสียงดังเอะอะเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ดังเท่าบ้านของหลี่จินฮวาและบ้านพักยุวชน

       เฉินซิ่วฮวาปิดประตูแล้วด่าว่าเซียวหยวนหมิงเป็นไอ้ขี้แพ้ เกาะเมียกิน แต่กลับฆ่าหมูป่าได้!

       ประหลาดแท้!

       ส่วนบ้านอื่นๆ ในกองผลิต ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกครอบครัวต่างพากันมีความสุขกับการทำอาหารเย็นและตุ๋นเนื้อ

       อย่างไรก็ตาม การได้กินเนื้อก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้เนื้อจะไม่มากนัก แต่ก็พอให้หายอยากได้

       เรื่องราวเหล่านี้ ซูเจียวเจียวไม่รู้ และไม่อยากรู้ด้วย

       ไม่ว่าทุกคนจะคิดอย่างไร อย่างไรเสียหมูป่าก็เป็นฝีมืออาหมิงคนเดียวไม่ใช่หรือที่ฆ่ามันได้ การที่บ้านเธอจะได้ส่วนแบ่งเยอะหน่อยก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?

       หลังจากหลับฝันดีจนถึงเช้าตรู่

       ซูเจียวเจียวบิดขี้เกียจอย่างสบายใจ พอคิดว่าอีกสองวันไม่ต้องออกไปทำงาน ซูเจียวเจียวก็อารมณ์ดีขึ้นไปอีก

       เพราะไม่ต้องออกไปทำงาน เซียวหยวนหมิงก็ไม่ต้องตื่นเช้า ทั้งสองจึงนอนกอดกันบนเตียงต่อ ช่วงเวลาได้นอนตื่นสายเช่นนี้หายากยิ่ง เป็นโอกาสดีที่จะได้พักผ่อนชดเชย

       จนกระทั่งแปดโมงกว่า ซูเจียวเจียวจึงตื่นขึ้นมา แต่ร่างของเซียวหยวนหมิงก็ไม่อยู่ข้างเธอแล้ว

       ซูเจียวเจียวคิดว่าเซียวหยวนหมิงคงไปเข้าห้องน้ำ แต่พอมาถึงลานบ้าน กลิ่นหอมฟุ้งก็อบอวลไปทั่วลาน เธอเดินเข้าไปในครัว ก็เห็นเซียวหยวนหมิงกำลังต้มบะหมี่

       ในบะหมี่มีเนื้อหมูที่เพิ่งซื้อมาจากตัวอำเภอเมื่อไม่นานมานี้ ใส่ผักกาดหนึ่งกำมือ และไข่ดาวอีกสองฟอง

       ซูเจียวเจียวเห็นแล้วน้ำลายไหล

       "ฉันบอกแล้วไงว่าให้คุณพักผ่อนดีๆ บนเตียง ทำไมยังออกมาทำอาหารอีก"

       เป็นเพราะเธอหลับลึกเกินไป

       จนกระทั่งอาหมิงตื่นนอน เธอก็ยังไม่รู้ตัว

       เซียวหยวนหมิงปล่อยมือซ้ายลงข้างตัว มือขวาคนบะหมี่ในหม้อ แล้วโรยต้นหอมซอยลงไป "ผมเป็นผู้ชาย ควรจะดูแลคุณ จะให้คุณยุ่งอยู่ตลอดได้ยังไงกัน"

       ซูเจียวเจียวรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาบาดเจ็บอยู่แท้ๆ แต่ยังต้องทำอาหารเช้าให้เธออีก

       เธอรีบเดินเข้าไปช่วย เซียวหยวนหมิงยิ้มพลางพูดว่า "บะหมี่เสร็จแล้ว ในหม้ออีกใบมีน้ำร้อน คุณไปตักน้ำล้างหน้าเถอะ เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว"

       ซูเจียวเจียวเห็นว่าไม่มีอะไรให้ช่วยจริงๆ จึงเดินไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างว่าง่าย แล้วมาที่โต๊ะเล็กๆ ในครัวเพื่อกินข้าวด้วยกัน

       ที่บ้านมีแค่สองคน ปกติแล้วจะกินข้าวกันในครัวเล็กๆ จะได้ไม่ต้องเดินไปมาที่ห้องโถง

       ทั้งสองคนนั่งลงที่โต๊ะเล็กๆ

       ซูเจียวเจียวพบว่า บะหมี่ในชามของเธอมีเยอะมาก เนื้อหมูหั่นชิ้นเกือบทั้งหมดอยู่ในชามของเธอ แถมยังมีไข่ดาวชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้น

       ตรงกันข้ามกับเซียวหยวนหมิงที่มีบะหมี่เพียงเล็กน้อย น้ำแกงเยอะมาก ไม่เห็นเนื้อ มีเพียงผักกาดหนึ่งกำมือ และมีไข่ดาวหนึ่งชิ้นวางอยู่ด้านบน

       "ฉันกินไม่หมดหรอก คุณแบ่งไปหน่อยสิ" ซูเจียวเจียวถือชามขึ้นมาหมายจะคีบบะหมี่และเนื้อให้เขา แต่เขากลับห้ามไว้

       เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยสีหน้าอ่อนโยน "ไม่เป็นไร คุณกินก่อน ถ้ากินไม่หมดค่อยให้ผมกิน"

       ซูเจียวเจียวส่ายหน้า "แบบนั้นมันไม่ดีหรอกค่ะ ฉันกินแล้วจะให้คุณกินได้ยังไง"

       "ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย คุณเป็นภรรยาผม ผมก็ชอบกินของที่คุณกินแล้ว"

       เซียวหยวนหมิงยิ้มกว้าง ดูซื่อๆ เล็กน้อย ใบหน้าที่หล่อเหลาก็ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลขึ้นมาก ไม่มีท่าทางเย็นชาและแข็งกระด้างเหมือนเมื่อก่อน

       ซูเจียวเจียวถูกคำพูดของเขาทำให้ใจเต้นระรัว ใบหน้าก็แดงเรื่อด้วยความเขินอาย

       ผู้ชายหยาบกระด้างคนนี้เริ่มหว่านเสน่ห์เป็นแล้วหรือนี่!

       เปลี่ยนไปมากจริงๆ!

       แต่เธอก็ชอบเขาที่เป็นแบบนี้!

       อาหมิงแบบนี้ดูมีชีวิตชีวา มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น! แถมยังร่าเริงขึ้นมากอีกด้วย!

       เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับอารมณ์ และเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเธอในชาตินี้!

       แบบนี้ดีจริงๆ

       หลังอาหารเช้า ซูเจียวเจียวก็อาสาไปล้างจาน ไม่ยอมให้เซียวหยวนหมิงทำอะไรเลย ยืนกรานให้เขาพักผ่อน

       หลังจากทำความสะอาดครัวเสร็จ ซูเจียวเจียวก็ไปซักผ้า

       พอกลับมาจากการซักผ้า ก็พบว่าเซียวหยวนหมิงกำลังทำแบบฝึกหัดที่เธอเขียนให้

       หลังจากทบทวนและศึกษามาหลายวัน ซูเจียวเจียวพบว่าเซียวหยวนหมิงก้าวหน้าไปมาก ก่อนหน้านี้ทุกวิชาได้แค่เจ็ดสิบถึงแปดสิบกว่าคะแนน แต่ตอนนี้กลับทำได้มากกว่าเก้าสิบคะแนน แถมคณิตศาสตร์ยังได้เต็มอีกด้วย

       สิ่งนี้ทำให้เธอประหลาดใจเป็นอย่างมาก

       ไม่คิดเลยว่าผลการเรียนของอาหมิงจะดีขนาดนี้!

       ก่อนหน้านี้ที่เขาทำคะแนนได้น้อยเพราะละทิ้งตำราเรียนไปหลายปี วันๆ เอาแต่ทำงานหนักจนคืนอาจารย์ไปมากโข

       ตอนนี้พอได้กลับมาทบทวน เขาก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

       ด้วยแนวโน้มแบบนี้ อาหมิงต้องสอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน!

       ซูเจียวเจียวรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าการให้อาหมิงเรียนหนังสือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว

       หลังจากตากผ้าเสร็จ ซูเจียวเจียวก็ไปนั่งข้างเซียวหยวนหมิง หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน

       แสงแดดสาดส่องลงมาบนร่างของทั้งสองคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือในลานบ้านอย่างเงียบสงบ ดูเป็นภาพที่งดงามราวกับกาลเวลาได้หยุดนิ่งลง

       เมื่อจ้าวอวี้เฟินมาถึงหน้าบ้านของเซียวหยวนหมิง เธอก็เห็นภาพแบบนี้ในลานบ้าน

       บรรยากาศกลมกลืนอบอุ่นจนน่าอิจฉา

       ดวงตาของจ้าวอวี้เฟินเผยความประหลาดใจ ซูเจียวเจียวถือหนังสืออ่านในเวลาว่างไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทำไมเซียวหยวนหมิงถึงอ่านหนังสือด้วยล่ะ?

       เธอจำได้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยอ่านหนังสือ...

       อาจเป็นเพราะสายตาของจ้าวอวี้เฟินจดจ่อและร้อนแรงเกินไป เซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวในลานบ้านจึงรู้สึกตัวพร้อมกัน ทั้งคู่เงยหน้าขึ้น ก็เห็นจ้าวอวี้เฟินยืนอยู่นอกลานบ้าน

       ซูเจียวเจียววางหนังสือลง ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปต้อนรับ "ยุวชนจ้าว เธอมาได้ยังไง?"


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^