LNCrawler

บทที่ 43 การตอบแทนน้ำใจ [2]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 43 การตอบแทนน้ำใจ [2]

        “นี่คือเฉาก๊วยที่ฉันทำเองค่ะ หวานเย็นชื่นใจคลายร้อนได้ดีที่สุดเลย”

       จ้าวอวี้เฟินเพิ่งกลับจากทำงาน ตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าแดงก่ำเพราะความร้อน เมื่อได้ยินว่าเฉาก๊วยนี้ช่วยคลายร้อนได้ ก็ไม่รอช้า รับชามมาแล้วเริ่มกินทันที สัมผัสนุ่มละมุนละไม เย็นฉ่ำ และมีรสชาติหวานเย็นชื่นใจ อร่อยเหลือเกิน!

       “เจียวเจียว เธอเก่งจังเลย! เฉาก๊วยที่เธอทำอร่อยมาก! ฉันเพิ่งเคยกินเฉาก๊วยเป็นครั้งแรกเลยนะ!”

       เสียงอุทานของจ้าวอวี้เฟินทำให้โจวเม่ยอดเหลียวมองไม่ได้ หัวใจของเธอกำลังเต็มไปด้วยความอิจฉา

       เมื่อก่อนซูเจียวเจียวมีของอร่อยอะไรก็จะนึกถึงเธอเสมอ ไม่เคยนึกถึงจ้าวอวี้เฟินเลย!

       ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซูเจียวเจียวหลังจากแต่งงานกับเซียวหยวนหมิง ทำไมถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้! เหมือนเป็นคนละคนเลย!

       โจวเม่ยไม่อยากสนใจ แต่จ้าวอวี้เฟินกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย ดูเหมือนกำลังลิ้มรสอาหารทิพย์ชั้นเลิศ ทำให้เธอไม่อาจละสายตาได้เลย

       เธอจึงเดินหน้าด้านเข้าไปหนึ่งก้าว “ซูเจียวเจียว เธอทำอะไรน่ะ? ยังมีเหลือไหม? ขอฉันชิมบ้างได้หรือเปล่า?”

       พูดพลาง สายตาของเธอก็เลื่อนไปมองชามอีกใบที่ถูกผ้าขาวบางคลุมอยู่ในตะกร้าของซูเจียวเจียว

       ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดละก็ มันยังมีอีกหนึ่งชาม!

       ซูเจียวเจียวเหลือบตามองเธออย่างเฉื่อยชา “ขอโทษด้วย ฉันทำมาไม่เยอะ ก็เลยไม่มีเหลือให้เธอเลย”

       สีหน้าของโจวเม่ยแข็งค้าง ดวงตาฉายแววไม่พอใจ สุดท้ายเธอก็ยังคงปากแข็ง “อะไรกันนักหนา ก็แค่เฉาก๊วยห่วยๆ ชามเดียว”

       พูดจบเธอก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป

       ทางด้านหลินเฟิงและเยว่เผิงไห่เหลือบมองซูเจียวเจียวสองสามครั้งโดยไม่พูดอะไร ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขากับซูเจียวเจียวไม่ดีนัก ไม่ควรไปหาเรื่องใส่ตัวเลยดีกว่า

       ซูเจียวเจียวมองแผ่นหลังของโจวเม่ย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “วันนี้ไม่ใช่ว่าไปไร่เก็บถั่วเหรอ? ทำไมโจวเม่ยถึงยังใส่กระโปรงไปทำงาน?”

       ขนถั่วมันสาก ระคายผิว ทั้งเจ็บและคัน ไม่สบายตัวเลยสักนิด

       ดังนั้นเวลาเก็บถั่ว เด็กสาวส่วนใหญ่จะไม่ใส่กระโปรงไป

       จ้าวอวี้เฟินสงสัย “ตอนนี้เธอเป็นคนจดคะแนนงานแล้ว ไม่ต้องลงไร่ทำงานแล้ว ไม่รู้ว่าเธอได้เป็นคนจดคะแนนงานได้อย่างไร...”

       ซูเจียวเจียวนึกถึงเหตุการณ์ที่เจอเมื่อวานบนเขา ก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที เดิมทีตำแหน่งคนจดคะแนนงานของโจวเม่ยคงได้มาด้วยร่างกายของเธอสินะ

       ในชาติที่แล้ว โจวเม่ยก็เป็นคนจดคะแนนงานอย่างกะทันหันเช่นกัน

       งานของคนจดคะแนนงานนั้นง่าย ไม่ต้องลงไร่ทำงาน เพียงแค่จดคะแนนงานให้ทุกคน จดสถานการณ์การใช้งานเครื่องมือการเกษตรเท่านั้น ทุกวันจะคิดเป็นสิบคะแนนงาน

       ตอนนั้นเธอยังคิดว่าโจวเม่ยได้เป็นคนจดคะแนนงานด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องราวแบบนี้อยู่เบื้องหลัง หากไม่ใช่เมื่อวานเธอบังเอิญเห็นเรื่องของโจวเม่ยกับหลี่เกินเซิง เธอก็คงไม่รู้เลยว่าโจวเม่ยจะเป็นคนแบบนี้!

       ภายนอกทำเป็นใสซื่อบริสุทธิ์ แต่แท้จริงกลับเป็นดอกไม้ร่วงโรยไปแล้ว

       น่าขันที่เยว่เผิงไห่ยังไม่รู้เรื่องนี้ เธอจำได้ว่าภายหลังเยว่เผิงไห่กับโจวเม่ยเคยมีช่วงเวลาที่ดีต่อกัน...

       ส่วนภายหลังทำไมทั้งสองถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน เธอไม่ได้สอบถามรายละเอียดในตอนนั้น

       เพราะตอนนั้นตัวเธอเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว จะมีเวลาไปสนใจเรื่องของคนอื่นได้อย่างไร

       แต่โจวเม่ยก็กล้ามากจริงๆ ที่กล้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลี่เกินเซิง ต้องรู้ว่าหลี่เกินเซิงอายุห้าสิบกว่าแล้ว อายุขนาดนี้เป็นพ่อของเธอได้เลย แถมภรรยาของหลี่เกินเซิงคือหลี่อิ๋นเฟิ่งเป็นคนร้ายกาจมาก เวลาทะเลาะกันไม่เคยออมมือเลย

       หลี่อิ๋นเฟิ่งยังให้กำเนิดบุตรชายสามคนและบุตรสาวหนึ่งคน

       บุตรสาวของเธอก็คือหลี่ตงเหลียน

       บุตรชายทั้งสามของหลี่อิ๋นเฟิ่งก็ล้วนแต่ตัวสูงใหญ่ เป็นคนเก่งและขยันทำงานทุกคน

       หากหลี่อิ๋นเฟิ่งรู้เรื่องนี้ โจวเม่ยก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไปเลย

       แต่ซูเจียวเจียวก็ไม่มีความคิดที่จะซ้ำเติมใคร ตราบใดที่โจวเม่ยไม่มารบกวนเธอ เธอก็จะแกล้งทำเป็นไม่เห็น แต่ถ้าหาก...

       ผลที่ตามมาก็รับผิดชอบเองก็แล้วกัน

       หลังจากคุยกับจ้าวอวี้เฟินสองสามคำ ซูเจียวเจียวก็ไปหาฮั่วเจี้ยนจง

       ฮั่วเจี้ยนจงเพิ่งล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แม้แต่ผมของเขาก็ยังเปียกชุ่ม หยดน้ำไหลผ่านคิ้วและดวงตาที่คมชัดของเขา เพิ่มความดื้อรั้นเล็กน้อย

       ดวงตาของเขาที่เรียวยาวคมกริบลึกล้ำดุจหงส์จ้องมองเธอ ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมซูเจียวเจียวถึงมาหาเขา?

       ดูเหมือนว่าตั้งแต่เธอแต่งงาน เธอก็ไม่เคยมาหาเขาอีกเลย

       ซูเจียวเจียวหยิบเฉาก๊วยออกจากตะกร้า จ้องมองเขาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา “นี่คือเฉาก๊วยที่ฉันทำเองค่ะ คราวที่แล้วขอบคุณที่ช่วยฉันถือของ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจของคุณ”

       ใบหน้าขาวเนียนน่ารักของหญิงสาวดูสงบนิ่ง ไม่มีความรู้สึกซับซ้อนใดๆ แฝงอยู่เลย

       ฮั่วเจี้ยนจงตะลึงเล็กน้อย แล้วก็เข้าใจทันที เธอมาขอบคุณเขาจริงๆ!

       “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะ” ฮั่วเจี้ยนจงไม่เกรงใจ หยิบชามสะอาดจากภาชนะของตัวเองมาเทเฉาก๊วยใส่ในชามของเขา แล้วล้างชามของซูเจียวเจียวคืนให้เธอ

       โจวเม่ยยืนอยู่หน้าประตูหอพัก มองคนทั้งสองที่มุมลาน กัดฟันแน่นในใจพลางด่าทอ “ซูเจียวเจียว นางปีศาจจิ้งจอก! มีเซียวหยวนหมิงอยู่แล้ว ยังจะมาอ่อยฮั่วเจี้ยนจงอีก!”

       ซูเจียวเจียวส่งของเสร็จกำลังจะจากไป ก็ได้ยินฮั่วเจี้ยนจงกล่าวว่า “ได้ยินยุวชนจ้าวบอกว่าช่วงนี้เซียวหยวนหมิงกำลังอ่านหนังสืออยู่ใช่ไหม?”

       “อืม” ซูเจียวเจียวมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ราวกับไม่คาดคิดว่าเขาจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา

       เพราะฮั่วเจี้ยนจงไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน

       “อ่านหนังสือมากๆ เป็นเรื่องดี ในอนาคตย่อมมีประโยชน์แน่นอน” ฮั่วเจี้ยนจงพยักหน้าอย่างชื่นชม

       เขาเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองซูเจียวเจียว “ว่างๆ เธอก็อ่านหนังสือเยอะๆ ด้วยนะ ความรู้ที่เรียนมาแล้วห้ามลืมเด็ดขาด”

       ดวงตาของซูเจียวเจียวเป็นประกาย ฮั่วเจี้ยนจงต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นช่วงนี้เขาคงไม่มุ่งมั่นอ่านหนังสือขนาดนี้ และยังพูดเรื่องแบบนี้ออกมาอีก

       เธอเผยรอยยิ้มบนใบหน้า “คุณพูดถูก ความรู้ที่เรียนมาแล้วห้ามลืมเด็ดขาด”

       เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่ไปที่ทำการไปรษณีย์แล้วเห็นฮั่วเจี้ยนจงหอบหนังสือกลับมาเต็มไปหมด ดวงตาของซูเจียวเจียวก็ฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “ยุวชนฮั่ว หนังสือที่คุณอ่านจบแล้ว พอจะให้ฉันยืมอ่านได้ไหมคะ? ที่บ้านฉันมีหนังสือน้อย”

       ฮั่วเจี้ยนจงพยักหน้า “ไม่มีปัญหาครับ ช่วงนี้ผมเพิ่งอ่านจบไปสองเล่ม เดี๋ยวผมให้คุณยืมกลับไปเลย ส่วนเล่มที่เหลือรอผมอ่านจบแล้วจะให้คุณยืมอีกนะครับ”

       พูดจบฮั่วเจี้ยนจงก็กลับเข้าห้องไป ไม่นานก็ถือหนังสือสามเล่มออกมา เล่มหนึ่งชื่อว่า ‘การต่อสู้ที่ยากจะลืมเลือน’ อีกเล่มคือ ‘ศิลาแดง’ และเล่มสุดท้ายคือ ‘หลักปรัชญาสุนทรียศาสตร์’

       เมื่อเห็นหนังสือทั้งสามเล่มนี้ ดวงตาของซูเจียวเจียวก็เป็นประกาย

       หนังสือทั้งสามเล่มนี้ล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีชื่อเสียง เธอเคยอยากซื้อมานานแล้ว แต่น่าเสียดายที่หาซื้อไม่ได้

       ไม่คิดเลยว่าฮั่วเจี้ยนจงจะมีอยู่!

       สมแล้วที่เป็นคนจากเมืองหลวง!

       ซูเจียวเจียวรับหนังสือมาด้วยความดีใจ อุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง “ยุวชนฮั่ววางใจได้เลยค่ะ หนังสือที่นายให้ฉันยืม ฉันจะดูแลรักษาเป็นอย่างดี จะไม่มีวันทำให้เสียหายแม้แต่น้อย เมื่อฉันกับอาหมิงอ่านจบแล้วจะเอามาคืนนะคะ”

       ฮั่วเจี้ยนจงพยักหน้า “คุณเอาไปอ่านเถอะ ไม่ต้องรีบ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ผมมีคำอธิบายประกอบไว้แล้ว”

       ซูเจียวเจียวกล่าวลาฮั่วเจี้ยนจงด้วยความสุข มือหนึ่งถือตะกร้า มืออีกข้างอุ้มหนังสือสามเล่ม ก้าวเดินกลับบ้านอย่างร่าเริง


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^