LNCrawler

บทที่ 45 ตัวร้ายฟ้องก่อน [1]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 45 ตัวร้ายฟ้องก่อน [1]

        ทว่านับตั้งแต่เกิดความวุ่นวาย ฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่ดีอีกต่อไป กลายเป็นตระกูลเจ้าของที่ดิน ผู้คนเหล่านั้นก็ไม่เคยมาหาเขาอีกเลย ผู้คนที่เคยชื่นชมเขาก็กลับมองเขาด้วยสายตาดูถูก ไม่ยอมให้ลูกๆ ของพวกเขาเล่นกับเขา โดยกล่าวว่าครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของที่ดิน และเขาเป็นลูกชายของเจ้าของที่ดิน...

       มีเพียงหลี่ต้าเฉวียนและลู่เหว่ยหมินไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงมาเล่นกับเขาเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งนัก

       ป้าหวังก็จะแอบมาหาเขาบ้างเป็นบางครั้งเมื่อไม่มีใครอยู่รอบข้าง

       ดังนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็พยายามหลีกเลี่ยงการคบค้าสมาคมกับผู้อื่น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง หรือถูกคนอื่นมองด้วยสายตาเหยียดหยาม

       ไม่คาดคิดว่าเจียวเจียวจะเชิญพวกเขาทั้งหมดมาที่บ้านเพื่อรับประทานอาหาร และทุกคนก็มากันจริงๆ

       เซียวหยวนหมิงค่อยๆ เอาหน้าผากแตะหน้าผากของซูเจียวเจียว เสียงของเขาอบอุ่นและทุ้มต่ำ “ชาติที่แล้วผมคงได้กู้ชาติเอาไว้ ถึงได้เจอคุณ”

       ซูเจียวเจียวหัวเราะพลางโอบกอดเอวของเขาตอบ “หลังจากนี้จะมีวันแบบนี้อีกมากมายเลยล่ะ”

       ...

       หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็พูดคุยกันอีกพักใหญ่ กว่าจะกลับถึงบ้านพักยุวชน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

       จ้าวอวี้เฟินกับฮั่วเจี้ยนจงเดินกลับมาด้วยกัน

       พวกเขาเดินอยู่บนคันนา จ้าวอวี้เฟินยังคงนึกถึงรสชาติกระต่ายตุ๋นน้ำแดง และข้าวหอมมะลิสีขาวที่นุ่มและหอม เธอมีความสุขจนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเปล่งประกาย

       “วันนี้อิ่มมากเลย ไม่คิดเลยว่าฝีมือทำอาหารของเจียวเจียวจะดีขนาดนี้”

       หลายวันนี้ เธอทำงานหนักทุกวัน กินแต่หมั่นโถวแห้งๆ ที่แข็งจนเคี้ยวแทบไม่เข้า กับโจ๊กข้าวที่เหลวเป็นน้ำ แถมยังไม่อร่อยอีก

       อาหารวันนี้อุดมสมบูรณ์ราวกับเทศกาลปีใหม่

       ดวงตาที่เคยเย็นชาของฮั่วเจี้ยนจงมีความรู้สึกแปลกๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพซูเจียวเจียวที่หลับน้ำลายไหลบนรถโดยสาร

       มุมปากที่เคยเม้มแน่นของเขาพลันโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ไม่คิดเลยว่าเธอที่นอนน้ำลายไหลหมดสภาพ จะมีฝีมือทำอาหารดีขนาดนี้

       จ้าวอวี้เฟินเห็นฮั่วเจี้ยนจงไม่ตอบ เพียงแค่เดินเงียบๆ ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะฮั่วเจี้ยนจงเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว

       เมื่อทั้งสองคนกลับมาถึงบ้านพักยุวชน ก็เห็นเว่ยหงปิงกำลังนั่งรับลมเย็นอยู่ที่ลานบ้าน

       เขากำพัดในมือ และมองออกไปนอกลานบ้านเป็นครั้งคราว

       มองจากระยะไกล ก็เห็นเงาร่างสองร่างกำลังเดินเข้ามาในความมืดมิด

       เว่ยหงปิงรีบลุกขึ้น หยิบตะเกียงน้ำมันก๊าดที่แขวนอยู่บนกำแพงลานบ้านออกไปต้อนรับ “ยุวชนจ้าว ทำไมพวกคุณถึงกลับมาดึกขนาดนี้ล่ะครับ?”

       ระหว่างที่พูด เขาก็แอบมองฮั่วเจี้ยนจง

       ฮั่วเจี้ยนจงเพียงพยักหน้าให้เขาอย่างเป็นมิตร แล้วก็เดินเข้าไปในลานบ้าน

       จ้าวอวี้เฟินหัวเราะ “หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเราก็คุยกันต่ออีกเล็กน้อย เลยกลับมาช้าไปหน่อยค่ะ”

       เว่ยหงปิงตอบกลับไปอย่างไม่คิด “ยุวชนซูทำอะไรอร่อยๆ ให้กินบ้างหรือ เห็นคุณกินอย่างมีความสุขเชียว”

       พอพูดถึงเรื่องนี้ จ้าวอวี้เฟินก็พูดไม่หยุด “เจียวเจียวหุงข้าวขาวหม้อใหญ่เลยค่ะ เป็นข้าวสารชั้นดีทั้งหมดเลยนะ แล้วก็ทำกระต่ายพะโล้หม้อใหญ่ด้วย ใส่กะหล่ำปลีกับหัวไชเท้าลงไปเป็นเครื่องเคียง ปกติฉันเกลียดกะหล่ำปลีกับหัวไชเท้าที่สุดเลย กินทุกวันจนเบื่อ แต่พอเอามาต้มพะโล้กับเนื้อกระต่ายแล้ว กลายเป็นรสชาติอร่อยเหมือนกินเนื้อเลยค่ะ! แล้วก็มีพริกผัดไข่ ยำแตงกวาด้วย...”

       จ้าวอวี้เฟินเอ่ยถึงเรื่องนั้นด้วยน้ำเสียงราวกับเป็นสิ่งล้ำค่า

       เว่ยหงปิงก็ยิ้มออกมา “ไม่คิดเลยว่ายุวชนซูจะใจกว้างขนาดนี้ ถึงกับกล้าเอาของดีๆ ออกมาเลี้ยงแขกเยอะแยะ”

       “ใช่ค่ะ ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกัน” จ้าวอวี้เฟินหัวเราะ

       เธอแค่ช่วยส่งของให้เล็กน้อย และช่วยซูเจียวเจียวพูดไม่กี่คำเท่านั้น

       โจวเม่ยยืนอยู่ที่ประตูหอพักตั้งแต่จ้าวอวี้เฟินและฮั่วเจี้ยนจงกลับมา เธอยืนแอบฟังอยู่ตลอด คิดว่าจะได้ยินจ้าวอวี้เฟินบ่นอะไรบ้าง เพราะบ้านของเซียวหยวนหมิงจนซะขนาดนั้น จะมีอะไรอร่อยๆ ให้กิน? แถมยังจะเลี้ยงแขกอีก?

       ช่างเถอะ! ใครสนจะไปกัน?

       แต่ไม่คิดเลยว่าซูเจียวเจียวจะเอาของดีๆ ออกมาเลี้ยงแขกมากมายขนาดนี้!

       ข้าวสารชั้นดี!

       เนื้อกระต่ายพะโล้!

       พริกผัดไข่!

       ไม่ว่าจะเป็นจานไหน ก็ทำให้น้ำลายเธอไหลไม่หยุด!

       น่ารังเกียจ!

       ซูเจียวเจียวมีของอร่อยตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่เรียกเธอด้วย!

       พอคิดว่าตอนนี้ซูเจียวเจียวไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอไม่สามารถหาประโยชน์จากซูเจียวเจียวได้อีกต่อไป ภายในอกของเธอก็แทบระเบิดด้วยความคับแค้น คล้ายลมหายใจถูกกักขัง!

       สุดท้ายโจวเม่ยก็แค่นเสียงออกมาอย่างประชดประชัน “ใครจะไปรู้ว่าอาหารพวกนั้นได้มาอย่างถูกต้องหรือเปล่า”

       จ้าวอวี้เฟินได้ยินก็โมโหทันที “เธอนี่มันพวกขี้อิจฉา พอตัวเองไม่ได้คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้ชัดๆ! ฮึ่ม! กระต่ายป่า เซียวหยวนหมิงเป็นคนจับมา ข้าวกับไข่ เจียวเจียวก็เป็นคนซื้อมา! ที่บ้านของเจียวเจียวส่งเงินมาให้เดือนละยี่สิบหยวน แถมยังมีบัตรแลกของอื่นๆ อีก จะไม่ถูกต้องได้ยังไง!”

       โจวเม่ยพูดไม่ออก คำพูดที่อัดอั้นอยู่ในคอก็ถูกกลืนหายไปทันที

       เธอเบือนหน้าหนี แค่นเสียงอย่างไม่พอใจ แล้วสะบัดกายเดินกลับห้องไปด้วยท่าทีหยิ่งผยอง

       “อย่าไปสนใจเธอเลย เธอแค่อิจฉาน่ะ” เว่ยหงปิงปลอบ

       จ้าวอวี้เฟินเบะปาก “ฉันไม่มีเวลาไปสนใจเธอหรอกค่ะ เอาเวลาไปอ่านหนังสืออีกสักสองสามหน้าจะดีกว่า”

       เว่ยหงปิงได้ยินก็แปลกใจ “ทำไมช่วงนี้คุณถึงคิดจะอ่านหนังสือขึ้นมาล่ะ?”

       จ้าวอวี้เฟินมาอยู่ที่ชนบทพักหนึ่งแล้ว เป็นเวลาปีกว่าๆ เห็นจะได้

       ก็แค่ช่วงไม่กี่วันแรกที่มาถึงชนบท ตอนนั้นจ้าวอวี้เฟินยังถือหนังสืออ่านอยู่บ่อยๆ

       หลังจากนั้นงานก็เยอะมาก ทำงานเสร็จกลับมาทุกวันก็เหนื่อยจนหมดแรง ไม่รู้เมื่อไรจะได้กลับเมือง จ้าวอวี้เฟินก็เลยไม่ได้เปิดหนังสืออ่านอีก

       ไม่คิดว่าสองวันนี้จ้าวอวี้เฟินจะกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง

       จ้าวอวี้เฟินเล่าเรื่องที่ได้ยินจากซูเจียวเจียวให้เว่ยหงปิงฟัง

       เว่ยหงปิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ยุวชนซูพูดถูก เราจะละทิ้งตัวเองเพราะความยากลำบากชั่วคราวไม่ได้! เราต้องเป็นเหมือนต้นสนที่ขึ้นอยู่บนหน้าผา แม้จะผ่านลมฝน พายุหิมะ แต่สุดท้ายก็ยังคงเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา ท้าทายสายลม! ไม่กลัวความหนาวเย็น! ไม่กลัวความร้อน!”

       เว่ยหงปิงพูดอย่างกระตือรือร้นและเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

       จ้าวอวี้เฟินยิ้มพลางพยักหน้าอย่างแรง “คุณพูดถูก!”

       เว่ยหงปิงหัวเราะพลางเอ่ย “งั้นจากนี้ไป ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณอ่านหนังสือ อ่านด้วยกันจะได้ไม่เหงา”

       “ตกลงค่ะ!” จ้าวอวี้เฟินพูดอย่างตื่นเต้น “เดี๋ยวฉันกลับไปอาบน้ำก่อน แล้วเราก็มาอ่านหนังสือกัน วันละชั่วโมงหรือสองชั่วโมง”

       ทั้งสองคนก็ตกลงกันแบบนั้น

       จ้าวอวี้เฟินอาบน้ำเสร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนก็นั่งอยู่ใต้ตะเกียงน้ำมันก๊าดในลานบ้าน แต่ละคนก็ถือหนังสืออ่าน

       ในยุคนั้นตะเกียงน้ำมันก๊าดก็เป็นของค่อนข้างแพง ปกติจ้าวอวี้เฟินไม่กล้าจุด พอได้อ่านหนังสือกับเว่ยหงปิง ทั้งสองคนก็ตกลงกันว่าแต่ละคนจะจุดคนละคืน จะได้ไม่มีใครเสียเปรียบ

       ยุงในลานบ้านเยอะ แต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้สึกอะไร กลับอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน

       โจวเม่ยที่อยู่ในหอพักมองดูฉากนี้จากนอกหน้าต่าง แล้วเบะปากอย่างดูถูก สองคนโง่นั่น! ช่างเหมาะสมกันจริงๆ!

       พวกเขาถูกส่งมาชนบท ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเมื่อไร อ่านหนังสือเยอะแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอกน่า?

       สู้คิดว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตในชนบทดีขึ้นหน่อยจะดีกว่า

       โชคดีที่ตอนนี้เธอได้เป็นเสมียนบันทึกคะแนนงาน จึงไม่ต้องทำงานหนักทุกวันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^