บทที่ 46 ตัวร้ายฟ้องก่อน [2]
บทที่ 46 ตัวร้ายฟ้องก่อน [2]
ส่วนเยว่เผิงไห่และหลินเฟิงก็ไม่มีกะจิตกะใจอ่านหนังสือ อาบน้ำเสร็จก็รีบเข้าห้องนอนไปแต่หัววัน
เวลานอนก็แทบจะไม่มี จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือกันล่ะ?
แต่ละวันมีงานมากมายให้ทำจริงๆ ไม่รู้ว่าเว่ยหงปิงตามจ้าวอวี้เฟินไปทำเรื่องบ้าๆ อะไรกัน...
ฮั่วเจี้ยนจงมองทั้งสองคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในลานบ้านด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ตอนนั้นเขาแค่เตือนซูเจียวเจียวไปโดยไม่คิดอะไรมาก ไม่นึกเลยว่าซูเจียวเจียวจะสามารถชักจูงจ้าวอวี้เฟินได้ และในตอนนี้เว่ยหงปิงก็ถูกจ้าวอวี้เฟินชักจูงไปแล้วเช่นกัน
...
หลังจากพักฟื้นมาสามวัน อาการบาดเจ็บของเซียวหยวนหมิงก็ดีขึ้นมากแล้ว ขาเขาก็สามารถเดินได้แล้ว
เพราะยังมีวันหยุดพักผ่อนอีกสองวัน ซูเจียวเจียวตัดสินใจชวนเซียวหยวนหมิงไปเยี่ยมเซียวหยวนซินที่กองผลิตตระกูลหลิวที่อยู่ข้างๆ
นี่คือพี่สาวเพียงคนเดียวของเซียวหยวนหมิง และยังเป็นญาติคนสุดท้ายในโลกนี้ นอกเหนือจากเธอแล้ว
แม้ว่าทั้งสองกองผลิตจะอยู่ติดกัน แต่ระยะทางก็ไม่ใกล้ เดินทางด้วยถนนใหญ่ก็ประมาณสิบลี้ ถ้าใช้ทางลัดก็จะใกล้กว่ามาก แต่ต้องปีนข้ามภูเขาไปลูกหนึ่ง
เช้าตรู่ ซูเจียวเจียวก็ลุกขึ้นมาเตรียมของ แล้วก็พบว่าเซียวหยวนหมิงกำลังต้มบะหมี่อยู่ในครัวอยู่แล้ว
กลิ่นหอมจางๆ ของบะหมี่โชยมาปะทะจมูก
ซูเจียวเจียวมองเขาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “คุณต้มบะหมี่เป็นด้วยเหรอ?”
เซียวหยวนหมิงยิ้มอย่างอ่อนใจ “ผมก่อไฟทำอาหารเองมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่ทำไม่ค่อยอร่อยเท่านั้น”
อันที่จริง ช่วงสองสามวันที่เจียวเจียวเพิ่งแต่งงานเข้ามา เขาก็อยากจะทำอาหารให้เธอกิน
ต่อมาเมื่อได้ลิ้มรสฝีมือของเจียวเจียว เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเจียวเจียวถึงไม่ยอมให้เขาเข้าครัว
ทำไมอาหารที่ออกมาจากหม้อเดียวกันถึงได้รสชาติต่างกันขนาดนี้กันนะ?
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมานี้เขาจะคอยสังเกตเจียวเจียวทำอาหารทุกครั้ง และจดจำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด บะหมี่ที่เขาทำครั้งนี้จึงมีรสชาติใกล้เคียงกับของเจียวเจียวแล้ว
ซูเจียวเจียวชิมไปคำหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะชมเชย “ไม่เลวเลย ฝีมือทำอาหารพัฒนาขึ้นมากนะ”
เซียวหยวนหมิงที่ได้รับการชมเชยก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขราวกับเด็กน้อย
“ถ้าคุณคิดว่าอร่อย ผมจะต้มให้คุณกินบ่อยๆ เลย”
“ดีเลยค่ะ” ซูเจียวเจียวเม้มปากยิ้มบางๆ
ในชาติที่แล้ว เธอเคยกินอาหารที่เซียวหยวนหมิงทำ รสชาติแทบจะกลืนไม่ลงเลยทีเดียว พูดได้แค่ว่ากินเพื่อให้ท้องอิ่มเท่านั้น
ไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองกินเข้าไปได้อย่างไร...
แต่ตอนนี้บะหมี่ที่อาหมิงต้มรสชาติดีจริงๆ
ทั้งสองคนกินข้าวเสร็จแล้วก็เก็บกวาดลานบ้าน ซักผ้า และไปวุ่นวายอยู่กับที่ดินส่วนตัวอีกพักหนึ่ง
“ดูเวลาแล้วก็น่าจะพอดี เราไปกองผลิตตระกูลหลิวกันเถอะค่ะ” ซูเจียวเจียวถือตะกร้าเปล่าอยู่ในมือ แล้วหยิบไข่ไก่ดีๆ สิบฟองใส่ลงไปในตะกร้า
จากนั้นก็หยิบถุงลูกอมกระต่ายขาวออกมาจากตู้เสื้อผ้า แบ่งครึ่งหนึ่งออกมา อีกครึ่งที่เหลือก็เก็บเข้าตู้เสื้อผ้าไป
และผงนมมอลต์ ในตู้เสื้อผ้ามีสองกระป๋อง ซูเจียวเจียวก็ตั้งใจจะเอาไปให้เซียวหยวนซินหนึ่งกระป๋อง
เซียวหยวนหมิงเห็นซูเจียวเจียวเอาของดีๆ ใส่ตะกร้าจนเต็ม ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ
ลูกอมกระต่ายขาวและผงนมมอลต์เป็นของที่เจียวเจียวชอบกิน
โดยเฉพาะผงนมมอลต์ เจียวเจียวจะชงดื่มทั้งเช้าและเย็นครั้งละแก้วเลยทีเดียว
อีกทั้งผงนมมอลต์หนึ่งกระป๋องก็ราคาสี่ถึงห้าหยวน
ผงนมมอลต์กระป๋องนั้นของเจียวเจียวเป็นเงินที่เธอเก็บสะสมมาสองเดือนถึงจะซื้อมาได้ อีกกระป๋องเป็นของที่เขาซื้อให้หลังจากที่เขาขายโสมได้เงินมา
ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เจียวเจียวจะยอมยกให้ไปกระป๋องหนึ่งเลย
“เจียวเจียว กระป๋องผงนมมอลต์นี่ไม่ต้องเอาไปหรอก” เซียวหยวนหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินเข้าไปพูด
ซูเจียวเจียวหยุดมือลง ดวงตาหงส์สวยงามคู่หนึ่งแสดงสีหน้าสงสัย “ทำไมล่ะคะ?”
เซียวหยวนหมิงคิดแล้วพูดว่า “ถึงคุณเอาไป สุดท้ายก็อาจจะไม่ตกถึงท้องพี่สาวกับหยวนหยวนของผมหรอก”
เพียงชั่วพริบตา ซูเจียวเจียวก็เข้าใจทันที
เมื่อเห็นสีหน้าหม่นหมองของเซียวหยวนหมิง ซูเจียวเจียวก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วเก็บผงนมมอลต์กลับเข้าตู้เสื้อผ้าไป
“งั้นคุณไปเอาเนื้อหมูป่าสักสามชั่งในอ่างหินที่ครัวมานะคะ เราจะเอาไปให้เขา”
นั่นเป็นเนื้อหมูป่าที่เธอหมักเกลือไว้เยอะแล้วใส่ไว้ในอ่าง จึงไม่เสียง่าย
สุดท้ายก็หิ้วไก่ป่าไปด้วย หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มออกเดินทาง
แต่ของดีๆ เหล่านี้ถูกใส่ไว้ในตะกร้า และมีผ้าเช็ดตัวเก่าๆ คลุมไว้ข้างบน เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นแล้วเกิดความอิจฉา
ส่วนไก่ป่าตัวนั้น เซียวหยวนหมิงใส่ไว้ในกระสอบหนังงู แล้วเว้นช่องปากถุงไว้ไม่ให้มันหายใจไม่ออก
ของทุกอย่างเซียวหยวนหมิงเป็นคนหิ้วเอง กระติกน้ำก็แขวนอยู่บนไหล่ของเซียวหยวนหมิง ส่วนซูเจียวเจียวเพียงสวมหมวกฟาง แล้วเดินตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็วเท่าน้ัน
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมา ทั้งสองคนก็มาถึงกองผลิตตระกูลหลิวที่อยู่ติดกัน
เมื่อทั้งสองคนมาถึงกองผลิตตระกูลหลิว ก็พอดีกับช่วงเที่ยง
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงตั้งใจมาให้ตรงกับช่วงเวลามื้ออาหาร ไม่ได้ตั้งใจจะมาทานข้าวที่กองผลิตตระกูลหลิว แต่เป็นเพราะสมัยนี้ทุกบ้านจะออกไปทำงานกันตั้งแต่เช้าตรู่ ถ้าไปแต่เช้าก็จะไม่มีใครอยู่บ้าน
ทั้งสองคนเดินไม่ช้า ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงกองผลิตตระกูลหลิวแล้ว
หมู่บ้านเงียบสงบ ไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเด็กวัยรุ่นสองสามคนกำลังเล่นกันอยู่
“อาหมิง รู้ไหมว่าบ้านพี่สาวของคุณอยู่ไหน?” ซูเจียวเจียวถาม
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า “อืม เคยมาสองสามครั้งแล้ว”
จริงๆ แล้วถ้าพูดถึงอย่างแท้จริงคือมาแค่ครั้งเดียว ตอนที่พี่สาวแต่งงาน เขาเป็นคนพาพี่สาวมาที่กองผลิตตระกูลหลิวด้วยตัวเอง…
ครั้งต่อๆ มาที่แอบเอาเงินและอาหารมาให้พี่สาว ก็ไม่เคยเข้าไปในบ้านตระกูลหลิวเลย
แค่เรียกพี่สาวออกมาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ให้ของแล้วก็ไป
ซูเจียวเจียวไม่รู้เรื่องนี้ ขณะกำลังเดินอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียง ‘ตู้ม’ ดังขึ้น เหมือนมีคนตกน้ำ และตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กกลุ่มหนึ่งที่อยู่ริมฝั่ง
ตอนแรก ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้สนใจอะไร
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งดังขึ้น ด้วยความกลัวและขี้ขลาดเล็กน้อย “หลิวเกา เธอ...เธอตกน้ำไปแล้ว อย่างนี้เธอจะไม่ตายเหรอ?”
อีกเสียงหนึ่งดังตามมาติดๆ ฟังดูไม่ค่อยโตเท่าไร ประมาณเก้าถึงสิบขวบ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “ตายก็ตายไปสิ ก็แค่เด็กผู้หญิงไร้ค่าเท่านั้นเอง”
เป็นเด็กผู้ชายที่ถูกเรียกว่า ‘หลิวเกา’ นั่นเอง
“แต่…แต่เธอไม่ใช่พี่น้องของนายเหรอ?”
หลิวเกาพ่นลมหายใจเบาๆ “พี่น้องอะไรกัน ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกันซะหน่อย เธอแค่ลูกสาวของน้องชายพ่อฉันเท่านั้นเอง”
“นายไม่กลัวว่าเดี๋ยวกลับบ้านปู่กับย่าจะตีเอาเหรอ?”
หลิวเกาหัวเราะเยาะ “จะเป็นไปได้ยังไง? ปู่กับย่ารักฉันที่สุด! อีกอย่าง ไม่ใช่ฉันที่ผลักเธอนะ เธอแค่หกล้มตกน้ำไปเองต่างหาก มันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ?”
คำพูดเหล่านี้เมื่อตกกระทบหูของซูเจียวเจียว ก็ทำให้คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันทันที
เธอรีบมองเข้าไปในแม่น้ำทันที
หากไม่มองเสียก็ดีไป แต่พอเห็นเข้าก็ตกใจจนวิญญาณแทบจะออกจากร่าง
แน่นอนว่ามีเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ในแม่น้ำไม่หยุด
ร่างกายเล็กๆ จมๆ ลอยๆ อยู่ในแม่น้ำ แล้วก็หายไปในพริบตา
“อาหมิง เร็วเข้า! มีคนตกน้ำ!”
เธอตะโกนเสียงแหลมสูงด้วยความร้อนรน
เด็กๆ ที่ล้อมรอบอยู่ริมฝั่งไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาถึงกะทันหัน พวกเขากลัวจนวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
เจ้าเด็กที่ชื่อหลิวเกานั่น ด้วยความรู้สึกผิดและวิ่งเร็วเกินไป จึงสะดุดตกลงไปในแม่น้ำเสียเอง!
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^