LNCrawler

บทที่ 53 ไม่มีใครทำอาหารแล้ว

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 53 ไม่มีใครทำอาหารแล้ว

        คำพูดที่เอ่ยออกไปพลันหยุดชะงัก

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวเพิ่งจะนึกขึ้นได้เรื่องน้องสะใภ้สี่ เมื่อครู่หล่อนเพิ่งจะกลับไปที่กองผลิตฉางซิงกับน้องชายของหล่อน เซียวหยวนหมิง!

       คุณย่าหลิวส่งสายตาตำหนิให้เธออย่างไม่พอใจ “ใช้งานนิดหน่อยก็ขี้เกียจเสียแล้ว! รีบไปทำกับข้าวเร็วเข้า!”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวโต้กลับ “แม่คะ ฉันไม่ได้จะอู้งานนะคะ แต่ฉันเหนื่อยจริงๆ ค่ะ ให้สะใภ้รองมาทำเถอะค่ะ”

       คุณย่าหลิวจ้องเขม็ง “สะใภ้รองต้องไปซักผ้า! ผ้าทั้งบ้าน แกคิดว่าไม่ต้องซักหรือไง!”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวเบะปาก ไม่ว่าจะเป็นซักผ้าหรือทำกับข้าวก็ล้วนเป็นงานหนักทั้งนั้น แต่ซักผ้าก็ยังเบากว่าหน่อย “งั้นฉันไปซักผ้า ให้สะใภ้รองทำกับข้าวนะคะ”

       คุณย่าหลิวกล่าว “ไม่ได้! กับข้าวที่สะใภ้รองทำน่ะไม่อร่อยเลยสักนิด! ฉันบอกให้แกทำก็รีบไปทำซะ!”

       ยัยสะใภ้รองสมองทึบ เวลาทำอาหารทีไรก็เอาแต่กังวลว่าอาหารจะไม่พอ ทำอาหารเสียไปมากมาย นั่นมันมิใช่การสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุหรอกหรือ

       ผัดผักแต่ละที น้ำมันท่วมกระทะ เวรกรรมแท้ๆ!

       ก็น้ำมันแพงขนาดนั้น!

       คราวก่อนเธอเพิ่งจะตักน้ำมันมาถังหนึ่ง สะใภ้รองทำกับข้าวได้ไม่กี่วัน น้ำมันก็หายไปเกินครึ่งแล้ว

       ยุคนี้แทบจะไม่มีเนื้อสัตว์ให้กินแล้ว ก็หวังพึ่งน้ำมันแค่นั้นแหละ ใส่น้ำมันเยอะก็อร่อยจริง แต่จะทนได้อย่างไรถ้าใช้เปลืองขนาดนี้!

       เธอเสียดายจนใจจะขาดแล้ว!

       “ใช่เลยค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ พี่รีบไปทำกับข้าวเถอะค่ะ นี่ก็เกือบจะบ่ายสองแล้ว ทุกคนยังไม่ได้กินข้าวเลย พ่อกับแม่กินข้าวเสร็จก็ต้องไปทำงานอีก ถ้าไปสาย ตอนเย็นก็กลับดึกอีก พี่อย่ามัวแต่เสียเวลาของทุกคนเลยค่ะ” น้องสะใภ้สามพยุงเอวเดินออกมาจากในบ้าน พูดด้วยเสียงอ่อนหวานน่ารัก

       เธอจูงเด็กชายวัยสี่ขวบคนหนึ่งอยู่ที่ข้างตัว พูดจาอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด แทบจะออกคำสั่งให้พี่สะใภ้ใหญ่ทำงานแล้ว

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจทันที โดยเฉพาะเมื่อเห็นน้องสะใภ้สามที่ผิวพรรณดี ลูกชายของเธอก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ จึงรู้สึกอิจฉาจนทนไม่ไหว “เธอนี่ก็พูดง่ายนะ! เก่งนักก็ลองไปทำงานมาทั้งเช้าแล้วค่อยมาทำกับข้าวสิ แล้วค่อยมาดูกันว่าเธอจะยังมีแรงเหลือหรือเปล่า”

       น้องสะใภ้สามหัวเราะเยาะ “เมื่อก่อนพี่หยวนซินก็ทำงานเสร็จแล้วก็ยังต้องกลับมาทำกับข้าวไม่ใช่หรือไงคะ? พี่หยวนซินตัวผอมกว่าพี่อีกนะ ทำงานหนักไม่เคยบ่นอะไรเลย”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวโกรธจนหน้าเขียวทันที ชี้ไปที่น้องสะใภ้สามแล้วกล่าว “เธอนี่มัน…”

       แต่ยังไม่ทันพูดจบ เธอก็เห็นน้องสะใภ้สามออดอ้อนคุณย่าหลิว “คุณแม่คะ ลูกในท้องของหนูหิวแล้วค่ะ จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาข้าวเลย ถ้าหลานรักของคุณแม่หิวจนเป็นอะไรไปจะทำยังไงคะ?”

       แม่สามีของเธอนั้นห่วงหลานชายที่สุด

       แน่นอน คุณย่าหลิวจ้องพี่สะใภ้ใหญ่หลิวอย่างโกรธจัด “พูดมากอะไรขนาดนั้น! รีบไปทำกับข้าวได้แล้ว! ถ้าหลานรักของฉันหิวจนเป็นอะไรไป ฉันจะเล่นงานแก!”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวพึมพำ “ยังไม่คลอดเลย ใครจะรู้ว่าเป็นผู้ชายหรือเปล่า ท้องกลมขนาดนั้น สงสัยจะได้ลูกสาว”

       “แกพูดว่าอะไรนะ!”

       คุณย่าหลิวได้ยินเสียงพึมพำของพี่สะใภ้ใหญ่หลิว ก็พลันโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี เอื้อมมือไปหยิกเอวของพี่สะใภ้ใหญ่หลิวอย่างแรง “แกอยากตายหรือไง! กล้าสาปแช่งหลานรักของฉัน! เชื่อไหมว่าฉันจะตีแกให้ตายคามือ!”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา “คุณแม่คะ ฉันพูดความจริงนะ!”

       คุณย่าหลิวหยิกซ้ำอีกสองสามที “แกยังกล้าพูดอีก! ยังกล้าพูดอีกไหม!”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวหลบไปพลางกรีดร้องไปพลาง “คุณแม่คะ มันไม่ยุติธรรมเลย! ตอนที่ฉันตั้งท้องก็ยังต้องทำกับข้าวทุกวัน ต้องพรวนดินด้วย ถึงแม้จะเป็นงานเบาๆ แต่ก็ยังต้องทำงานในไร่นา แล้วทำไมน้องสะใภ้สามท้องแล้วถึงไม่ต้องทำอะไรเลย! แม้แต่กวาดพื้นก็ไม่ต้องทำ! ลำเอียงเกินไปแล้วนะคะ!”

       หลิวเกามองแม่ของตนที่โดนรังแก ดวงตาของเขาไม่มีแม้ความสงสารเลยสักนิด กลับลูบท้องที่แฟบของตัวเอง แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “แม่ครับ แม่เลิกทะเลาะกับคุณย่า แล้วรีบไปทำกับข้าวเถอะครับ ผมหิวจะตายอยู่แล้ว!”

       คุณย่าหลิวแค่นเสียง “น้องสะใภ้สามเขาส่งเงินให้ฉันเดือนละห้าหยวน ส่วนแกน่ะทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง! ยังคิดจะขนของจากบ้านสามีกลับบ้านแม่แกอีก! แกก็อยากกลับไปพักผ่อนอีกคนหรือไง? ไม่มีทางเสียหรอก! รีบไปทำกับข้าว ถ้าทำไม่เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง วันนี้แกก็ไม่ต้องกินข้าว!”

       พูดไปพลางก็หยิกพี่สะใภ้ใหญ่หลิวอีกสองสามที

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวร้องเสียงโหยหวนยิ่งกว่าเดิม “คุณแม่คะ หยุดเถอะค่ะ ฉันจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ”

       พูดจบก็รีบวิ่งเข้าครัวไป

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวทำกับข้าวไปพลางก็คิดในใจด้วยความไม่พอใจไปพลาง เมื่อก่อนตอนที่เธอตั้งท้องก็ยังต้องลงไปทำงานในไร่นา ถึงแม้จะเป็นงานเบาๆ แต่ก็ยังต้องทำงานในไร่อยู่ดี

       บางครั้งก็ต้องซักผ้าทำกับข้าวด้วย พอมาถึงน้องสะใภ้สามก็ดีไปหมด พอท้องก็เหมือนกับอุ้มท้องโอรสสวรรค์ ไม่ต้องทำอะไรเลย นอนอยู่บ้านรออาหารทุกวัน ก็เพราะบ้านน้องสะใภ้สามมีเงินไม่ใช่หรือ?

       บ้านน้องสะใภ้สามเปิดร้านตัดเสื้อ

       ยุคนั้นยังไม่อนุญาตให้มีการค้ากำไรเกินควรหรือทำธุรกิจส่วนตัว แต่เรื่องอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการเดินทางบางอย่างก็ยังทำได้ เช่น ช่างตัดเสื้อ ช่างไม้ ช่างก่อสร้าง เป็นต้น

       แม่สามีของเธอนี่มัน...คนเห็นแก่เงินชัดๆ!

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวเต็มไปด้วยความคับแค้นใจและโกรธเคือง เพราะเหตุนั้นตอนลงมือผัดผัก เธอจึงเผลอใส่เกลือเกินไปหนึ่งช้อน พอถึงเวลาอาหารกลางวัน รสชาติเค็มจัดนั้นแทบจะทำให้ทุกคนกินไม่ได้ พี่สะใภ้ใหญ่หลิวจึงโดนด่าอีกรอบ

       เมื่อเทียบกับความวุ่นวายในบ้าน หลิวเฉิงเหว่ยกลับนั่งก้มหน้ากินข้าวอย่างเงียบๆ รสชาติอาหารจืดชืดราวกับเคี้ยวกากไม้ ไม่ชวนให้เจริญอาหารเอาเสียเลย

       …

       ทางด้านนี้ ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงทั้งสี่คนกลับถึงบ้าน เซียวหยวนหมิงวางของลงแล้วรีบไปต้มบะหมี่ทันที

       ซูเจียวเจียวตั้งใจจะช่วย แต่กลับถูกเซียวหยวนหมิงดึงออกมาจากครัว “ที่รัก คุณเดินทางมาทั้งวันแล้ว ยังไม่ได้พักเลย วันนี้ผมจะทำกับข้าวเอง พวกเรากินบะหมี่ประทังชีวิตไปก่อนนะ”

       ซูเจียวเจียวพยักหน้า “ได้เลยค่ะ”

       เซียวหยวนซินตั้งใจจะมาช่วย “อาหมิง เจียวเจียว พวกเธอสองคนไปพักเถอะ ให้ฉันทำกับข้าวเอง…”

       ซูเจียวเจียวดึงเซียวหยวนซินให้นั่งลงในลานบ้าน “พี่หยวนซินคะ พี่ทำงานมาทั้งเช้าคงจะเหนื่อยน่าดู ตอนนี้พักผ่อนสักครู่ดีกว่า ฉันจะไปรินน้ำมาให้พี่นะ”

       พูดจบ ซูเจียวเจียวก็กลับเข้าไปในบ้าน ชงผงนมมอลต์ออกมาสามแก้ว ให้เซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนได้คนละแก้ว เธอเองก็ถือไว้หนึ่งแก้ว

       เซียวหยวนซินถือผงนมมอลต์ด้วยท่าทีประหม่า ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องมัน ได้ยินว่าเจ้าสิ่งนี้ราคาสูงถึงสี่ห้าหยวนต่อกระป๋อง นี่เป็นของล้ำค่าราคาสูงลิ่วเลยนะ!

       เธอจะกล้าดื่มได้อย่างไร!

       “ไม่...ไม่ดื่มหรอก ผงนมมอลต์นี่แพงเกินไป เธอเก็บไว้ดื่มเองเถอะ!” เธอไม่สามารถรับของจากน้องสะใภ้ได้อีกแล้ว

       “หยวนหยวน ผงนมมอลต์นี่แพงเกินไป พวกเราดื่มของน้าสะใภ้ไม่ได้หรอกนะ” เซียวหยวนซินพูดกับหลิวหยวนหยวน

       หลิวหยวนหยวนมองผงนมมอลต์หอมกรุ่นในถ้วยที่ส่งกลิ่นนมเข้มข้น หิวจนน้ำลายจะไหลออกมาอยู่แล้ว

       แต่พอได้ยินแม่บอกว่าดื่มของน้าสะใภ้ไม่ได้ เธอก็อดกลั้นความหิวในท้องไว้ ไม่ยอมดื่ม ดวงตากลมโตเป็นประกายมองซูเจียวเจียว เม้มปากเล็กๆ แล้วส่ายหน้า “หนูไม่หิวค่ะ…”

       เพิ่งจะเอ่ยคำพูดสามคำด้วยเสียงเล็กๆ น่ารัก ท้องของหลิวหยวนหยวนก็ส่งเสียง ‘โครกคราก’ ร้องประท้วงออกมา

       หลิวหยวนหยวนตกใจรีบเอามือปิดท้องน้อยๆ ของตัวเอง

       น่าอายจังเลย!

       เธอยังเพิ่งบอกว่าไม่หิว แต่ท้องน้อยเจ้ากรรมกลับส่งเสียงร้องออกมาเสียได้!


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^