LNCrawler

บทที่ 5 ทวงหนี้

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 ทวงหนี้

        ชาติที่แล้ว หลังจากที่ซูเจียวเจียวแต่งงานกับเซียวหยวนหมิง เธอกลับไปที่บ้านพักยุวชนในวันที่สามเพื่อเก็บของ ตอนนั้นซอสเนื้อ ผงนมมอลต์ และไข่ไก่ของเธอถูกโจวเม่ยที่พักห้องเดียวกันกินจนหมดเกลี้ยง

       โจวเม่ยอาศัยจังหวะที่เธอไม่อยู่ แอบเอาไข่ที่เธอต้มกับน้ำตาลทรายแดงมากิน หลังจากนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญกับเธอว่า “เจียวเจียว ขอโทษนะ ที่ฉันกินซอสเนื้อ ผงนมมอลต์ แล้วก็ไข่ของเธอไป สองวันนี้ฉันมีประจำเดือนน่ะ... ร่างกายฉันอ่อนเพลียมาก ไปทำงานก็หน้ามืดไปสองรอบ เจียวเจียว พวกเราเป็นเพื่อนซี้กัน เธอคงไม่ถือสาหรอกใช่ไหม?”

       “เจียวเจียว เดี๋ยวคราวหน้าฉันไปในตัวอำเภอ ฉันจะซื้อของใหม่มาคืนเธอนะ”

       ตอนนั้นซูเจียวเจียวอารมณ์ไม่ดีเรื่องอื่นอยู่ แถมยังถูกโจวเม่ยเอาอกเอาใจอยู่ตลอด เธอเลยไม่ได้ทวงคืน และโจวเม่ยก็ไม่เคยคืนให้เลยสักครั้ง

       ก่อนหน้านี้โจวเม่ยก็มักจะมาขอใช้ของจากเธอเสมอ ไม่ว่าจะขอข้าวสาร กับข้าว สบู่หอม หรือแม้กระทั่งครีมทาผิว และบางครั้งก็ขอตักผงนมมอลต์ไปสองช้อนโต๊ะ โดยอ้างว่าจะซื้อคืนให้เมื่อไปในตัวอำเภอ

       แต่ปัญหาคือโจวเม่ยไม่เคยซื้อของพวกนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นของที่ยืมไปจึงไม่เคยคืนกลับมาสักครั้ง...

       เดิมทีเธอไม่เคยถือสาเรื่องพวกนี้เลย

       แต่โจวเม่ยเป็นคนตีสองหน้า ชาติที่แล้วก็หล่อนคนนี้แหละที่ไปป่าวประกาศเรื่องไม่ดีของเธอไปทั่วหมู่บ้าน หลังจากนั้น ตอนที่ฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โจวเม่ยก็มาขอยืมหนังสือและสมุดจดจากเธอ

       ตอนนั้นซูเจียวเจียวยังเคยติวให้โจวเม่ยอยู่พักหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ต่อมาโจวเม่ยกับเธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่หลังจากนั้นหล่อนกลับเอาเรื่องราวที่เธอเคยแต่งงานแล้วไปโพทะนาในมหาวิทยาลัย ทำนองว่า เธอเป็นคนโลภ ชอบคนรวย ทอดทิ้งคนจน และเคยหย่าร้างแล้ว...

       ตอนนั้นซูเจียวเจียวยังสงสัยอยู่เลยว่าคนในมหาวิทยาลัยรู้เรื่องในอดีตของเธอได้อย่างไรหลังจากนั้นเธอก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นฝีมือของโจวเม่ย!

       จากนี้ไป อย่าหวังว่าโจวเม่ยจะเอาเปรียบเธอได้!

       โจวเม่ยถูกซูเจียวเจียวซักไซ้ต่อหน้าสาธารณชน ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที “เธอพูดจาแบบนี้มันน่าเกลียดเกินไปหน่อยมั้ง ฉันแค่ยืมของเธอไปใช้ประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวฉันก็คืนให้แล้ว”

       ซูเจียวเจียวเห็นว่าเธอยังคงใช้ไม้เดิม ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “ครั้งที่แล้วเธอก็พูดแบบนี้ ครั้งที่แล้วโน้นก็พูดแบบนี้ ครั้งก่อนหน้านั้นเธอก็พูดแบบนี้เหมือนกัน นี่ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ยังไม่เห็นเธอคืนของให้ฉันเลยสักครั้งเดียว ครั้งนี้เธอก็คืนของทั้งหมดให้ฉันทีเดียวเลยเถอะนะ เพราะตอนนี้ฉันก็มีครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองแล้ว คงไม่สามารถเอาของมาปรนเปรอให้เธอได้อีกต่อไปแล้วล่ะ”

       โจวเม่ยจ้องมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมซูเจียวเจียวถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ภายในคืนเดียว กลายเป็นคนที่ไม่ยอมให้ใครหลอกได้ง่ายๆ

       เมื่อก่อนหล่อนไม่ใช่คนที่มักจะถูกเธอหลอกปั่นหัวได้อยู่เสมอหรอกหรือ?

       แววตาของโจวเม่ยมีน้ำตาเอ่อคลอ มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อแน่น “เจียวเจียว พวกเราไม่ใช่เพื่อนสนิทกันหรอกหรือ? เธอเคยบอกว่า เธอจะไม่ถือสาฉัน...”

       จ้าวอวี้เฟินที่เป็นยุวชนสาวอีกคน รีบเดินเข้ามาไกล่เกลี่ย “ใช่แล้วเจียวเจียว พวกเราล้วนเป็นยุวชนที่ถูกส่งมาจากเมืองเหมือนกัน ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชีวิตประจำวันนะ”

       ซูเจียวเจียวมองเธอด้วยรอยยิ้ม “ดีเลย! ในเมื่อยุวชนจ้าวใจดีขนาดนี้ ทำไมเธอไม่เอาทั้งผงนมมอลต์ บัตรแลกเนื้อ และบัตรแลกธัญพืชของเธอออกมาแบ่งปันกันเลยล่ะ? ยังไงพวกเราก็เป็นยุวชนด้วยกัน ใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ก็ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว ใช่แล้ว! เธอก็ช่วยทำงานของฉันด้วยเลยสิ ถือซะว่าเป็นการดูแลฉันก็แล้วกันนะ”

       จ้าวอวี้เฟินได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ครอบครัวของเธอไม่ได้ร่ำรวยอะไร ผงนมมอลต์หนึ่งกระป๋องต้องเก็บเงินสองสามเดือนถึงจะยอมซื้อสักครั้ง จะให้โจวเม่ยกินตามใจชอบได้อย่างไรเล่า?

       ปกติแล้วแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่กล้ากิน จะกินก็ต่อเมื่อร่างกายไม่สบายเท่านั้นถึงจะยอมชงดื่มสักแก้ว

       และเธอก็เคยเห็นโจวเม่ยตักผงนมมอลต์ของซูเจียวเจียวโดยไม่เกรงใจ ตักทีก็สองช้อนโต๊ะเต็มๆ โดยอ้างว่าเป็นของที่ยืม แต่ไม่เคยคืนเลยสักครั้ง มีแต่ซูเจียวเจียวคนเดียวเท่านั้นที่โง่จนถูกโจวเม่ยหลอกได้

       ซูเจียวเจียวเห็นว่าจ้าวอวี้เฟินไม่พูดอะไรแล้ว ก็หันไปถามโจวเม่ยอีกครั้ง “เธอจะคืนของฉันเมื่อไร?”

       ดวงตาของโจวเม่ยแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและน้อยใจมองเธอ “ฉัน... ตอนนี้ฉันไม่มีเงิน ขอเวลาอีกสักพักได้ไหม?”

       รออีกสักพักซูเจียวเจียวคงลืมเรื่องนี้ไปเอง เธอก็ไม่จำเป็นต้องคืนแล้ว

       เมื่อก่อนเธอก็ใช้กลอุบายนี้มาโดยตลอด แล้วก็ได้ผลทุกครั้ง!

       ซูเจียวเจียวทำหน้าบึ้งตึง “ไม่ได้! ไม่คืนของก็ต้องคืนเงิน!”

       “แต่... แต่ว่าเมื่อก่อนเธอก็ไม่เคยบอกให้ฉันคืนเงินนี่...” ดวงตาของโจวเม่ยมีน้ำตาเอ่อคลอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและน้อยใจ

       ซูเจียวเจียวจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “แล้วการที่เธอแอบเอาของของฉันไปใช้โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน แบบนี้มันต่างอะไรกับการลักขโมยกันล่ะ!”

       หากเธอถูกตราหน้าว่าเป็นขโมยแล้ว มันจะไม่แย่ไปกว่านี้หรอกหรือ!

       ใบหน้าของโจวเม่ยเปลี่ยนสีทันที เธอรีบแก้ตัว “ฉันไม่ได้ขโมยนะ!”

       “หึ...” ซูเจียวเจียวเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “ไม่ถามไถ่แล้วหยิบเอาไปเองก็คือขโมย”

       เมื่อเทียบกับความน่าสงสารของโจวเม่ยแล้ว ซูเจียวเจียวกลับดูเหมือนคนที่กำลังจี้ให้ยอมรับผิดอย่างโจ่งแจ้ง

       อึก...!

       ใบหน้าของโจวเม่ยซีดเผือดลงทันที

       สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเสียใจ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ซูเจียวเจียวจงใจใช้คำว่า ‘ขโมย’ ถึงสองครั้งสองครา เธอตั้งใจจะทำลายชื่อเสียงของตน!

       ซูเจียวเจียวช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก!

       เสียแรงที่เธอเคยคิดว่า หล่อนเป็นเพื่อนที่ดีมาตลอด!

       จ้าวอวี้เฟินขมวดคิ้ว “ยุวชนซู เธอพูดจาแบบนี้มันร้ายแรงไปหน่อยนะ”

       “ใช่แล้ว เมื่อก่อนตอนที่เธอให้โจวเม่ยกินของพวกนั้น เธอก็ไม่ได้บอกว่าจะคิดเงินนี่”

       “ตอนนี้ยุวชนโจวไม่มีเงิน ก็ปล่อยให้เธอคืนทีหลังเถอะ”

       “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ก็แค่ของเล็กน้อยเอง อย่าได้ถือสาอะไรมากมายเลย”

       ยุวชนหนุ่มสองคนที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ข้างๆ ทนเห็นไม่ได้ จึงเอ่ยปากขึ้นมาบ้างเช่นกัน

       ซูเจียวเจียวเลิกคิ้วมองหลินเฟิงและเยว่เผิงไห่ที่พูดออกมา ทั้งสองคนนี้เคยมีความคิดที่จะจีบเธอ และยังเคยช่วยเธอทำงานอย่างกระตือรือร้น หลังจากที่รู้ว่าเธอแค่ใช้พวกเขาทำงาน ก็ค่อยๆ ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าหาไป

       ซูเจียวเจียวยอมรับว่า เมื่อก่อนเธอผิดจริงๆ และในอนาคตเธอก็จะหาโอกาสคืนให้ แต่จะให้เธอยอมถอยเรื่องโจวเม่ยนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!

       ดังนั้นเธอจึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองไปยังชายหนุ่มทั้งสองที่พูด “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณจะช่วยจ่ายเงินให้เหรอ?”

       หลินเฟิงและเยว่เผิงไห่ถึงกับอึ้งไป ทั้งสองไม่มีเงินพอที่จะช่วยจ่ายคืนแทนโจวเม่ย

       ยุวชนชายคนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา แล้วก็หุบปากไปอย่างรู้สถานการณ์

       เรื่องแบบนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งดีกว่า

       “โจวเม่ย เธอจะคืนของหรือจะจ่ายเงิน? ให้คำตอบที่ชัดเจนมา หากวันนี้เธอไม่คืน ฉันจะไปหาหัวหน้ากองผลิตและเลขาฯ แล้วบอกพวกเขาว่าเธอขโมยของของฉัน” ซูเจียวเจียวกล่าวคำขาด

       โจวเม่ยเห็นว่าหลบเลี่ยงไม่ได้แล้ว ก็จำต้องตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันคืนให้ก็ได้!”

       เธอหันหลังกลับเข้าห้องไป ไม่นานก็เดินออกมาจากห้อง ในมือถือซอสเนื้อที่ถูกตักจนเหลือเพียงครึ่งกระป๋อง และเงินหนึ่งหยวน มาวางไว้ตรงหน้าซูเจียวเจียว

       “เอาไปเลย! นับแต่นี้ไปเราสองคนก็ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว!”

       ซูเจียวเจียวเหยียดยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้า เอาเงินหนึ่งหยวนมาให้ แบบนี้มันคือการไล่ขอทานชัดๆ เลยนี่?

       เธอแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “ซอสเนื้อกระป๋องนี้ของฉันยังไม่เคยเปิดใช้เลย แต่เธอตักไปเยอะขนาดนี้ กระป๋องนี้ฉันไม่เอาแล้ว แต่เอาอย่างนี้ก็แล้วกันจะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบเธอ เธอคืนกระป๋องใหม่ให้ฉันก็แล้วกันนะ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^