บทที่ 61 มีจักรเย็บผ้าแล้ว [1]
บทที่ 61 มีจักรเย็บผ้าแล้ว [1]
ซูเจียวเจียวสังเกตเห็นความเจ็บปวดบนใบหน้าของเซียวหยวนซิน จึงกล่าวด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “พี่หยวนซินคะ เงินนี่หามาก็ต้องใช้สิคะ พวกเราก็ไม่ได้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนี่นา กินอิ่มแล้วถึงจะมีเรี่ยวแรงทำงานนะคะ แถมหลังจากนี้ฉันจะรับปรับแก้และตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนอื่น ก็จะได้ไม่ต้องไปทำงานรับแต้มคะแนนแล้วล่ะ”
เซียวหยวนซินพยักหน้า “เจียวเจียวพูดถูกแล้วละ หลังจากนี้พี่จะมาเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บกับเธอนะ”
ซูเจียวเจียวได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้ม แล้วตักอาหารใส่ชามให้เซียวหยวนซินจนพูน เซียวหยวนซินรีบเอ่ยขอบคุณหลายครั้ง แล้วบอกว่าจะตักเอง
เซียวหยวนหมิงได้ยินว่า เซียวหยวนซินจะมาเรียนรู้วิชาตัดเย็บกับซูเจียวเจียวก็อดประหลาดใจไม่ได้ “พี่จะเรียนอะไรกับเจียวเจียวเหรอครับ?”
ซูเจียวเจียวหัวเราะแล้วกล่าว “ฉันคิดจะให้พี่หยวนซินเรียนรู้วิชาช่างตัดเย็บค่ะ มีฝีมือติดตัวไว้จะได้ไม่กลัวอดตายค่ะ เพียงแต่ที่บ้านเราไม่มีจักรเย็บผ้าเท่านั้นเอง”
เธอขยิบตาให้เซียวหยวนหมิง เป็นเชิงถามว่าเขาสามารถหาจักรเย็บผ้ามาจากฉีเย่ได้หรือไม่
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินเซียวหยวนหมิงเล่าว่า ฉีเย่หรือหวังหงเฉิงผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถ ไม่ว่าของหายากแค่ไหน เขาก็สามารถหามาได้
เซียวหยวนหมิงอ่านใจเธอออกในทันที เขาหัวเราะแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบาๆ “เดี๋ยวผมจะมอบของขวัญพิเศษให้คุณเอง”
“ของขวัญพิเศษ? อะไรหรือคะ?” ซูเจียวเจียวกะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงนสงสัย
“กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวคุณก็รู้เอง” เซียวหยวนหมิงแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย ไม่ปริปากบอกตรงๆ
เมื่อเห็นเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวรักใคร่กลมเกลียวและเข้าใจกันดี เซียวหยวนซินก็รู้สึกอิจฉาอย่างมาก
หากหลิวเฉิงเหว่ยจะดีกับเธอได้แค่ครึ่งหนึ่งของน้องชายคนนี้ละก็ เธอก็พอใจแล้ว
แต่ที่น่าเศร้าคือ เธอมาอยู่ที่บ้านตระกูลเซียวได้ยี่สิบวันแล้ว ชายคนนั้นก็ยังไม่เคยมาหาเธอเลย
ในขณะที่ซูเจียวเจียวทั้งสี่คนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็มีร่างหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านอาหารพอดี นั่นคือเหยียนกุ้ยหรง ภรรยาของลูกชายคนที่สามจากบ้านตระกูลหลิว
เธอท้องแก่กำลังจะคลอด เดิมทีเธอกลับไปบ้านเกิดของเธอเพื่ออยู่สองสามวัน แต่ไม่คิดว่าจะได้พบน้องสะใภ้สี่ น้องชายของเธอ และภรรยาของน้องชายกำลังกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการ
สถานะพื้นเพของบ้านตระกูลเซียว เธอรู้ดี คงเป็นเพราะครอบครัวของน้องสะใภ้สี่มีฐานะค่อนข้างดี จึงได้พาพวกเขามาร้านอาหารด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เหยียนกุ้ยหรงไม่ได้เข้าไปรบกวน เธอเพียงเหลือบมองแล้วก็จากไป
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนซินไม่ได้สังเกตเห็น แต่เซียวหยวนหมิงสังเกตเห็นเหยียนกุ้ยหรงที่เดินผ่านไป เขาย่นคิ้ว เมื่อเห็นเหยียนกุ้ยหรงจากไปแล้ว เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้
หมูตุ๋นหนึ่งจานราคาห้าสิบแปดเฟิน เนื้อวัวอบซอสแปดสิบเฟิน น้ำแกงสามรสสิบเฟิน ผัดพริกหยวกกับมันฝรั่งห้าเฟิน ข้าวสารสองจานใหญ่ราคาเพียงยี่สิบเฟิน อาหารมื้อนี้รวมกันไม่ถึงสองหยวน
ซูเจียวเจียวอิ่มจนแน่นท้อง หลิวหยวนหยวนก็กินจนท้องป่อง
เซียวหยวนซินก็อิ่มจนพุงกาง
หลังจากทั้งสี่คนกินข้าวเสร็จแล้ว ก็ซื้อของที่ต้องซื้อเรียบร้อย ซูเจียวเจียวคิดว่าต้องหารถกลับไปแล้ว
ในขณะนั้นเอง ก็มีรถแทรกเตอร์คันหนึ่งขับผ่านมา
ชายหนุ่มวัยราวๆ ยี่สิบปีคนหนึ่งกระโดดลงจากรถแทรกเตอร์ “พี่หมิง ของของพี่ขนมาแล้วครับ จะให้ผมส่งกลับกองผลิตตอนนี้เลยไหม?”
เซียวหยวนหมิงพยักหน้า “อืม พอดีเลย ตอนนี้พวกเราก็จะกลับกองผลิตเหมือนกัน”
ซูเจียวเจียวรู้สึกไม่คุ้นหน้าคนผู้นี้เลย คงเป็นคนที่ทำงานแบบเดียวกับอาหมิง เธอจึงไม่ได้ถามอะไรมาก
เซียวหยวนหมิงยกของทั้งหมดขึ้นไปบนกระบะท้ายของรถแทรกเตอร์ แล้วอุ้มหลิวหยวนหยวนขึ้นรถ ซูเจียวเจียว เซียวหยวนซิน และเซียวหยวนหมิงก็ขึ้นรถไปด้วย
รถแทรกเตอร์สั่นคลอนไปตามทางกลับมายังหมู่บ้าน และตรงไปยังหน้าบ้านของเซียวหยวนหมิง
เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเห็นเซียวหยวนหมิงขนของชิ้นใหญ่ออกจากกระบะท้ายของรถแทรกเตอร์ ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร มันถูกห่อด้วยผ้าผืนใหญ่ ต้องใช้คนสองคนช่วยกันยก พวกเขายกอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะกระแทก ของล้ำค่าขนาดนั้นทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้
เฉินซิ่วฮวาที่เดินผ่านมาเห็นเข้า เธอมองจ้องไปที่ของสิ่งนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นสุดขีด บ้านของเซียวหยวนหมิงยากจนข้นแค้นอย่างกับอะไรดี จะเอาของพวกนี้มาจากไหน? แถมยังทำตัวลึกลับขนาดนี้ หรือจะเป็นของที่ไม่ควรเปิดเผยกัน?
เธอนึกถึงเรื่องครั้งก่อนที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการในตัวอำเภอ เซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวทำให้เธออับอายต่อหน้าธารกำนัล ดังนั้นเฉินซิ่วฮวาจึงตะโกนขึ้น “คนบ้านตระกูลเซียว พวกเธอกำลังขนอะไรกันอยู่? ทำตัวลึกลับขนาดนี้ หรือจะของผิดกฎหมายหรือ?”
เสียงของเธอดังขึ้น จนเพื่อนบ้านที่กลับจากทำงานต่างพากันมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เซียวหยวนหมิงไม่สนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขากับเฉิงรื่อเซิงช่วยกันยกจักรเย็บผ้ากลับเข้าไปในห้องนอนฝั่งตะวันออก และวางไว้ในมุมหนึ่ง
จากนั้นเซียวหยวนหมิงก็จูงมือซูเจียวเจียวเข้ามาในห้อง และมองเธอด้วยความรักใคร่ “เปิดดูสิ”
ซูเจียวเจียวมองเขาอย่างสงสัย แล้วเปิดผ้าที่คลุมอยู่ออก จากนั้นดวงตาทั้งคู่ก็เบิกกว้าง “จักรเย็บผ้าหรือคะ?”
“อืม” เซียวหยวนหมิงหัวเราะ “จริงๆ แล้วโสมรากนั้นไม่ได้ขายได้แค่ห้าร้อยหยวน แต่มีมูลค่าถึงเจ็ดร้อยหยวน แต่ผมขอแค่ห้าร้อยหยวน แล้วให้ฉีเย่ช่วยหาจักรเย็บผ้าให้คุณ ส่วนที่เหลือก็แลกเป็นบัตรแลกของ”
ซูเจียวเจียวดีใจจนโอบคอเซียวหยวนหมิงไว้ แล้วจูบเขาที่ริมฝีปาก “อาหมิง พวกเรานี่ใจตรงกันจริงๆ คุณรู้แม้กระทั่งว่าฉันต้องการอะไร!”
เซียวหยวนหมิงก็จูบตอบเธอ
“วันนั้นผมได้ยินคุณบ่นว่าถ้ามีจักรเย็บผ้าก็คงดี ผมเลยจำไว้ในใจมาตลอด ไม่กล้าบอกคุณแต่แรก กลัวว่าฉีเย่จะหาของแบบนี้มาไม่ได้”
“อาหมิง คุณดีกับฉันเหลือเกิน!” ซูเจียวเจียวตื่นเต้นอย่างมาก
เมื่อเห็นความรักอันลึกซึ้งระหว่างน้องชายกับน้องสะใภ้ เซียวหยวนซินก็รู้สึกยินดีจากใจจริง
คนที่รักคุณอย่างจริงใจ แม้คำพูดเพียงเล็กน้อยของคุณก็จะถูกเก็บไว้ในใจ
แต่หากเป็นคนที่ไม่รักคุณ แม้คุณจะพูดจนน้ำลายแตกฟอง อีกฝ่ายก็ยังคงไม่ใส่ใจ
และสามีของเธอ หลิวเฉิงเหว่ย ก็คงจะเป็นคนประเภทที่สองนี้กระมัง!
ทุกครั้งที่เธอได้รับความอัปยศ เขาก็จะบอกให้เธอทนๆ เอาไว้ เพราะนั่นคือแม่ที่ให้กำเนิดเขา!
แต่เขากลับไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะต้องอัปยศอดสูเพียงใด! เขากลับคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นแม่ของเขา เธอจึงควรเชื่อฟังและทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ในขณะนั้นเอง เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็เดินเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นโดยไม่ได้รับเชิญ “คนบ้านตระกูลเซียว พวกเธอได้ของดีอะไรมากันน่ะ?”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่ได้รับเชิญหลายคน ซึ่งมีทั้งเฉินซิ่วฮวา ป้าหวัง หลี่จินฮวา และคนอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นพวกปากสว่างที่ชอบพูดจาสับปลับเรื่องชาวบ้าน
สีหน้าของเซียวหยวนหมิงพลันกลายเป็นเย็นชา
“น้องสะใภ้คะ ญาติฝั่งเธอนี่ดีจริงๆ เลยนะ ถึงกับส่งจักรเย็บผ้ามาให้ นี่คงจะแพงมากเลยใช่ไหมคะ!” เสียงของเซียวหยวนซินดังขึ้น เธอแกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา
ซูเจียวเจียวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้ว่าพี่หยวนซินจะไม่พูด เธอก็ตั้งใจจะใช้วิธีนี้อยู่แล้ว ไม่คิดว่าพี่หยวนซินจะคิดตรงกับเธอ
“ใช่ค่ะ เครื่องนี้ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนเลยนะคะ พ่อของฉันได้ยินว่าฉันอยากได้จักรเย็บผ้า เลยส่งมาให้ฉันเครื่องหนึ่งแน่ะ”
เฉินซิ่วฮวา ป้าหวัง และคนอื่นๆ เห็นจักรเย็บผ้าที่มุมห้อง ก็พากันอุทานออกมา
ถึงแม้ที่บ้านจะไม่มีจักรเย็บผ้าสักเครื่อง แต่ตอนตรุษจีนที่พวกเขาไปจ้างร้านตัดเย็บเสื้อผ้า พวกเขาก็เคยเห็นจักรเย็บผ้ามาบ้างเหมือนกัน!
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^