LNCrawler

บทที่ 62 มีจักรเย็บผ้าแล้ว [2]

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 62 มีจักรเย็บผ้าแล้ว [2]

        นี่คือเครื่องจักรเย็บผ้าแบบเดียวกันเป๊ะ!

       ได้ยินว่าแพงมาก!

       จักรเย็บผ้าหนึ่งเครื่องราคาถึงหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน! แถมยังต้องมีบัตรอุตสาหกรรมถึงจะซื้อได้!

       ที่อำเภอแบบนี้ยังหาซื้อไม่ได้เลย มีแต่ในตัวเมืองมณฑลเท่านั้น!

       ไม่คิดเลยว่าบ้านยุวชนซูจะรวยขนาดนี้! ใจป้ำสุดๆ! ถึงกับส่งจักรเย็บผ้ามาให้เลย!

       ถ้ารู้ว่าบ้านยุวชนซูรวยขนาดนี้ แต่ไหนแต่ไรก็น่าจะให้ลูกชายของตัวเองตามจีบยุวชนซูให้ได้สิ!

       ไม่ชอบทำงานแล้วไง มีเงินก็พอแล้วนี่นา!

       ครั้งนี้เป็นจักรเย็บผ้าราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน ครั้งหน้าก็ไม่รู้ว่าจะส่งของดีอะไรมาให้อีก!

       ป้าหวังกับคนอื่นๆ เสียใจแทบจะทุบอกตัวเองจนตายคาที่

       เซียวหยวนซินกวาดตามองพวกเธอ แล้วพูดด้วยสีหน้าอิจฉาต่อไปว่า “พ่อแม่ของเธอนี่ดีกับเธอจริงๆ เลยนะ”

       ซูเจียวเจียวหัวเราะ แล้วพูดต่อไปว่า “พ่อฉันเป็นรองผู้จัดการโรงงาน เงินเดือนเดือนละเก้าสิบหยวน ส่วนแม่ฉันเป็นหัวหน้าแผนก เงินเดือนเดือนละห้าสิบเอ็ดหยวนค่ะ นี่แค่เงินเดือนเดือนเดียวของพวกท่านเองค่ะ”

       พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของป้าหวังกับคนอื่นๆ ก็เบิกกว้าง!

       แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะรู้ว่ายุวชนซูมีฐานะดี ที่บ้านจะส่งเงินและบัตรมาให้ทุกเดือน แต่ก็ไม่เคยได้ยินซูเจียวเจียวเล่าว่าพ่อแม่ของเธอทำงานอะไรกันแน่ ไม่คิดเลยว่าพ่อของเธอจะเป็นรองผู้จัดการโรงงาน! ส่วนแม่ของเธอเป็นหัวหน้าแผนก!

       เงินเดือนของทั้งครอบครัวสามคนรวมกันแล้วถึง 141 หยวน!

       สวรรค์!

       ลองจินตนาการดูสิว่าพวกเขาทำงานหนักมาทั้งปี หลังจากที่แบ่งสันค่าข้าวปลาอาหารแล้ว เมื่อคำนวณเงินที่เหลือแล้ว กลับมีเพียงสองร้อยหยวน!

       ทั้งครอบครัวซื้อผ้าตัดเสื้อใหม่ ซื้อของสำหรับเทศกาลตรุษจีน แล้วก็ใช้หนี้ ใช้จ่ายอื่นๆ ก็แทบจะไม่เหลือแล้ว!

       ถ้าลูกชายของพวกเขาได้แต่งงานกับซูเจียวเจียว แล้วหาวิธีย้ายคู่สามีภรรยาคู่นี้กลับไปที่เมือง แล้วจัดหางานดีๆ ให้ พอถึงตอนนั้นจะอยากได้อะไรก็มีหมดไม่ใช่เหรอ?

       น่าเสียดายที่พวกเขาคว้าโอกาสไว้ไม่ได้ ซูเจียวเจียวกลับแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงไปแล้ว!

       ทุกคนต่างเสียใจจนแทบกระอักเลือด

       ซูเจียวเจียวมองดูสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาของพวกเธอ มุมปากก็ยกยิ้มอย่างขบขัน ราวกับว่าเธอจะชายตาแลลูกชายของพวกเธออย่างนั้นแหละ

       ทำงานก็ไม่เก่งเท่าอาหมิงของเธอ

       ความเอาใจใส่ก็ไม่มากเท่าอาหมิงของเธอ

       หน้าตาก็ไม่ดีเท่าอาหมิงของเธอ

       ส่วนสูงก็ไม่สูงเท่าอาหมิงของเธอ แถมยังไม่ฉลาดเท่าอาหมิงอีกด้วย

       คนอย่างซูเจียวเจียวใช่ว่าจะพิสมัยใครต่อใครไปทั่ว

       อย่างไรก็ตาม ซูเจียวเจียวเก็บคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยกับพวกหล่อน เพียงแค่เป้าหมายสำเร็จก็เป็นอันใช้ได้

       “เอาล่ะ ฉันจะต้องไปทำอาหารแล้วค่ะ ป้าๆ ทุกคน ถ้ายังอยู่ที่ห้องของฉันแบบนี้ก็คงจะไม่ดีเท่าไรนะคะ?”

       ซูเจียวเจียวมองป้าหวังกับคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้ม

       ป้าหวังกับคนอื่นๆ ถึงจะยอมออกจากห้องของซูเจียวเจียวอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยังถามไล่หลังว่า “ยุวชนซู เธอใช้จักรเย็บผ้านี่เป็นไหม?”

       “ใช่ๆ เธอตัดเสื้อผ้าได้หรือเปล่า?”

       พวกเธอส่งเสียงถามกันเซ็งแซ่

       ซูเจียวเจียวตอบว่า “แน่นอนค่ะ ถ้าฉันใช้ไม่เป็น แล้วจะซื้อจักรเย็บผ้านี่มาทำไมล่ะคะ?”

       ป้าหวังตาเป็นประกาย “งั้นก็ดีเลยสิ! ไม่คิดเลยว่ายุวชนซูจะเก่งขนาดนี้ ตัดเสื้อผ้าเป็นด้วย! ต่อไปเสื้อผ้าที่บ้านฉันก็เอามาให้เธอทำนี่แหละ จะได้ไม่ต้องไปอำเภอแล้ว ประหยัดไปได้ตั้งเยอะ”

       เฉินซิ่วฮวาได้ยินดังนั้นก็ได้ไอเดียขึ้นมาทันที แล้วเสริมว่า “ใช่ๆ ต่อไปพวกเราจะตัดเสื้อผ้าก็สะดวกขึ้นเยอะเลย เราก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ไปมาหาสู่กันก็สะดวก”

       ซูเจียวเจียวตอบว่า “ได้สิคะ พวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านกัน เดี๋ยวฉันจะให้ส่วนลดพวกคุณ รับรองว่าถูกกว่าที่อำเภอแน่นอน”

       ป้าหวังได้ยินว่าจะต้องจ่ายเงิน ก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาแล้วพูดว่า “อะไรกัน นี่จะเก็บเงินด้วยเหรอ? ร้านตัดเสื้อที่อำเภอเขาเปิดร้านทำ ส่วนเธอนี่ทำอยู่ที่บ้านของตัวเองไม่ใช่เหรอ?”

       ซูเจียวเจียวเอ่ยขึ้นว่า “ฉันจะไม่ไปทำงานแล้วค่ะ แต่จ่ายเงินให้กองผลิตทุกเดือนก็พอ ชดเชยแต้มแรงงานของฉัน ซึ่งแน่นอนว่าต้องเก็บเงิน หากไม่เก็บแล้วฉันจะกินอะไรประทังชีวิตล่ะ? หรือทุกท่านจะเลี้ยงดูพวกฉันงั้นหรือ?”

       ซูเจียวเจียวพูดอย่างไม่เกรงใจ

       ป้าหวังถึงกับหน้าเสียไปทันตา “เชอะ ช่างขี้เหนียวอะไรอย่างนี้!”

       เฉินซิ่วฮวารีบเสริมขึ้นอย่างเห็นด้วยว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ถึงอย่างไร เธอก็ไม่ได้มีธุระปะปังอะไรเลยนี่ เพื่อนบ้านก็ต้องช่วยเหลือกันบ้าง ชีวิตของทุกคนล้วนยากลำบาก แล้วจะเอาเงินมาจากไหนกันล่ะ!”

       “ฉันว่าพวกเธอกำลังฝันลมๆ แล้งๆ อยู่นะ!”

       น้ำเสียงเฉียบคมดังขึ้น ปรากฏว่าคือหวังเหวินเม่ย แม่ของหลี่ต้าเฉวียน เธอมองอย่างเหยียดหยามแล้วพูดขึ้นว่า “ยุวชนซูเขาซื้อจักรเย็บผ้ามาเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง เพื่อการใช้ชีวิต ไม่ใช่เพื่อให้พวกเธอใช้เฉยๆ! ถ้าพวกเธอใจดีขนาดนั้น แล้วก็เป็นเพื่อนบ้านกันด้วย ทำไมไม่เอาคะแนนงานที่หามาได้แบ่งเขาบ้างล่ะ?”

       หลี่จินฮวาเบะปาก “พวกเราทำงานหนักได้คะแนนงานมาให้เขา แล้วพวกเราจะกินอะไร?”

       หวังเหวินเม่ยพูดว่า “ในเมื่อเธอรู้ว่าเธอต้องใช้ชีวิต แล้วยุวชนซูเขาไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างนั้นเหรอ? วันๆ เอาแต่ฝันหวานอยากได้อยากมี”

       พูดจบ หวังเหวินเม่ยก็หันไปมองซูเจียวเจียวแล้วยิ้มให้ “ยุวชนซู ต่อไปเสื้อผ้าที่บ้านฉันจะให้เธอทำนะ ถึงตอนนั้นเธอจะคิดเงินยังไงก็คิดมาเลย จะคิดเท่าที่อำเภอก็ได้ ราคาเท่ากัน แต่พวกเราก็ไม่ต้องลำบากวิ่งไปอำเภอเพื่อเอาเสื้อผ้า แถมยังประหยัดค่าเดินทางไปได้อีกสองสามเหมา”

       ซูเจียวเจียวมีความประทับใจที่ดีต่อป้าหวังเสมอ “ได้เลยค่ะป้าหวัง ถึงตอนนั้นที่บ้านป้าจะทำเสื้อผ้าก็มาวัดตัวได้เลยค่ะ รับรองว่าทำออกมาได้ถูกใจป้าแน่นอน”

       ป้าหวังกับคนอื่นๆ ถูกหวังเหวินเม่ยว่าไปหลายประโยค ก็รู้สึกเสียหน้าจึงพากันเดินจากไป

       หลังจากนั้นหลายๆ ครอบครัวในกองผลิตที่ได้ยินเรื่องที่ซูเจียวเจียวซื้อจักรเย็บผ้า ก็พากันมาดูด้วยความอยากรู้ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรมาก แค่บอกว่าถึงตอนนั้นจะให้ซูเจียวเจียวตัดเสื้อผ้าให้ แล้วก็หวังว่าจะได้ส่วนลดบ้าง

       ซูเจียวเจียวรับปากทันที

       ถึงตอนนั้นเธอจะแบ่งการตัดเสื้อผ้าออกเป็นสองประเภท คือแบบธรรมดาและแบบพิเศษ

       แบบธรรมดาสำหรับคนในกองผลิตและตำบล พวกเขาทำงาน ไม่ได้สนใจว่าเสื้อผ้าจะสวยงามแค่ไหน แต่เน้นที่ความทนทาน

       ส่วนแบบพิเศษสำหรับคนในตัวอำเภอ เช่น เฉินเจียอวี้และคนอื่นๆ ที่มีการศึกษา พวกเขาสนใจเรื่องภาพลักษณ์ความสง่างามและความสวยงาม แน่นอนว่าจะต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมคู่ควร

       ถึงตอนนั้นแบบธรรมดาก็จะคิดราคาถูก แบบพิเศษก็จะคิดราคาแพงกว่าหน่อย ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีฝ่ายใดต้องเสียเปรียบ

       หลังจากวางแผนเรียบร้อยแล้ว ที่บ้านก็คึกคักอยู่พักหนึ่ง เมื่อฟ้าเริ่มมืด เซียวหยวนซินก็ทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว

       หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ซูเจียวเจียวก็อดไม่ได้ที่จะอยากลองเหยียบจักรเย็บผ้า แต่ถูกเซียวหยวนหมิงห้ามไว้

       “ตอนกลางคืนแสงไม่ดี จะทำให้สายตาเสียได้”

       ซูเจียวเจียวพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ”

       ตอนนี้ในกองผลิตยังไม่มีไฟฟ้า หากใช้เพียงตะเกียงน้ำมันก๊าด ก็สามารถทำให้สายตาเสียได้ง่ายจริงๆ

       ชาติที่แล้วมีไฟฟ้าใช้ตอนฤดูใบไม้ผลิปี 1976 นั่นก็คือปีหน้า

       เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งปี

       ซูเจียวเจียวใช้เวลาที่ยังพอมีอยู่ วัดขนาดตัวของเซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวน แล้วจดบันทึกไว้ในสมุด

       เซียวหยวนหมิงเป็นคนละเอียดอ่อนมาก เขาซื้อจักรเย็บผ้าแล้ว ก็ยังนำกรรไกรและไม้บรรทัดสำหรับตัดเสื้อผ้ามาให้ด้วย

       ก่อนหน้านี้เธอเคยวัดด้วยมือ และใช้กรรไกรธรรมดา

       ตอนนี้มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งเข็มและด้ายสำหรับจักรเย็บผ้า มีเส้นด้ายหลายสี แต่ละสีก็มีหลายม้วน ใช้ได้อีกนาน

       ส่วนเรื่องที่บ้านของซูเจียวเจียวส่งจักรเย็บผ้ามาให้ ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งกองผลิตราวกับพายุ…


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^