LNCrawler

บทที่ 67 แต่ละครอบครัวซักผ้าของใครของมัน

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 67 แต่ละครอบครัวซักผ้าของใครของมัน

        เซียวหยวนซินมองกลับไปด้วยแววตาเรียบเฉย พลางส่งเสียงตอบรับในลำคอ

       คุณย่าหลิวเห็นสีหน้าของเซียวหยวนซินที่ดูสดใสขึ้น ผิวพรรณก็ผ่องใสขึ้น และใบหน้ายังดูอิ่มเอิบขึ้นเล็กน้อย ก็อดประหลาดใจไม่ได้ “อาหารที่บ้านตระกูลเซียวดีขนาดนั้นเลยหรือนี่? ดูเหมือนเธอจะอ้วนขึ้นด้วยซ้ำ”

       แล้วเมื่อเห็นเซียวหยวนซินกลับมามือเปล่า ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “แล้วทำไมกลับมามือเปล่าเล่า?”

       เซียวหยวนซินเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วกล่าว “ฉันไปมือเปล่า ก็กลับมามือเปล่าเป็นธรรมดา”

       คุณย่าหลิวอดที่จะบ่นไม่ได้ “ช่วงที่ผ่านมาเธอไปอยู่ที่บ้านตระกูลเซียว กินดีอยู่ดี ดูท่าจะอ้วนขึ้นด้วยซ้ำ ทำไมไม่นึกถึงคนในบ้านบ้างเลย? พวกเรายังคงกินข้าวรำผสมกับผักป่าทุกวันอยู่เลย”

       เซียวหยวนซินมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัน “นี่คือข้าวของของน้องชายกับน้องสะใภ้ของฉัน พวกเขาให้ที่อยู่และอาหารแก่ฉัน แล้วฉันจะเอาข้าวของของพวกเขากลับมาได้อย่างไร? คนเราทำอะไรต้องมีสำนึกบุญคุณนะคะ”

       “ลูกสะใภ้สี่ พูดอะไรของเธอเนี่ย พวกเรากับตระกูลเซียวเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะเอาของกลับมาบ้างมันจะเป็นอะไรไป?” คุณย่าหลิวเอ่ยอย่างไม่พอใจ

       เซียวหยวนซินกล่าว “ตอนที่พวกคุณรุมตีน้องชายของฉัน ทำไมถึงไม่พูดว่าพวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกันล่ะ?”

       “เธอชักจะมากเกินไปแล้วนะ อย่าลืมสิว่าตอนนี้เธอเป็นคนตระกูลหลิวแล้ว!” คุณย่าหลิวโมโหจนส่งเสียงดังลั่น

       หลิวเฉิงเหว่ยนึกถึงคำพูดที่ภรรยาของเขาเคยกล่าวไว้ตลอดทางที่กลับบ้าน จึงรีบพูด “แม่ครับ หยวนซินเพิ่งกลับมาเอง อย่าว่าเธอเลยครับ”

       คุณย่าหลิวนึกถึงเรื่องที่เซียวหยวนซินไปอยู่ที่บ้านตระกูลเซียวถึงยี่สิบวัน โดยที่ไม่ยอมกลับมาเลยหากไม่มีคนไปตามรับ ก็จำต้องกลืนความไม่พอใจกลับลงไป จากนั้นก็โยนของลงแล้วออกคำสั่ง “ไปซักผ้าให้หมด แล้วก็ทำอาหารเย็นด้วย”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวหลังจากหายป่วยแล้ว ก็กลับมาทำงานเหล่านี้ทุกวันอย่างเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้เมื่อเห็นเซียวหยวนซินกลับมาแล้วยังได้ยินเธอทะเลาะกับแม่สามี ก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งทะเลาะกันรุนแรงเท่าไร แม่สามีก็จะยิ่งสั่งงานเธอมากขึ้นเท่านั้น นี่ไง... ไม่ทันไรเธอก็ต้องทำอาหารและซักผ้าแล้ว ส่วนตนเองก็จะได้พักผ่อนสบายใจเฉิบ

       แต่เซียวหยวนซินกลับแค่นเสียง “พวกเรามีคนในบ้านมากมาย จะให้ฉันทำอาหารอยู่คนเดียวทุกวันไม่ได้หรอกนะ ตอนนี้หยวนหยวนก็ไปอยู่ที่บ้านน้องชายของฉันแล้ว บ้านฉันก็มีแค่ฉันกับเฉิงเหว่ยสองคน ต่อไปให้แต่ละบ้านผลัดกันทำอาหารคนละวัน ส่วนเสื้อผ้าก็ให้แต่ละบ้านซักของใครของมัน”

       คุณย่าหลิวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่... นี่คิดจะแยกบ้านงั้นหรือ? เธอปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม? ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ละก็ ย่อมไม่มีทางแยกบ้านเด็ดขาด!”

       หลิวเฉิงเหว่ยเห็นภรรยาของเขาถูกต่อว่า และกลัวว่าเธอจะหนีไปอีก เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอย่างยากลำบาก จึงรีบพูด “แม่ครับ หยวนซินไม่ได้จะแยกบ้านจริงจังหรอกครับ แค่บอกว่าจะผลัดกันทำอาหาร และซักผ้าของใครของมัน นี่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดนี่ครับ ไม่อย่างนั้นหยวนซินกลับมาจากทำงานทุกวันแล้วยังต้องมาซักผ้าเยอะแยะ ทำอาหารให้คนมากมายขนาดนี้ เธอก็เหนื่อยแย่สิครับ”

       คุณย่าหลิวเห็นหลิวเฉิงเหว่ยช่วยเซียวหยวนซินพูด ก็โมโหจนบีบแขนลูกชายอย่างแรง “เจ้าลูกคนนี้พูดอะไรบ้าๆ! สมัยก่อนตอนที่ฉันเป็นลูกสะใภ้ ก็ใช้ชีวิตแบบนี้!”

       เซียวหยวนซินกล่าวอย่างเหลืออด “แล้วไงคะ? คุณเคยผ่านความยากลำบากมาครั้งหนึ่ง ก็ต้องให้ฉันผ่านความยากลำบากเหมือนคุณอย่างนั้นเหรอคะ? สมัยก่อนไม่ได้มีฉันไปรังแกคุณสักหน่อย!”

       “เธอ... นี่เธอ...” คุณย่าหลิวโมโหจนหน้าเขียว แม่นางตัวน้อยนี่กลับไปบ้านแค่ไม่กี่วัน ทำไมฝีปากถึงได้จัดจ้านขึ้นมาได้นะ เมื่อก่อนไม่ว่าจะดุด่าหรือตีเธอ เธอก็ไม่เคยคิดจะโต้ตอบเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนละคนไปได้!

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวก็อึ้งไปเช่นกัน เธอรู้ดีว่าน้องสะใภ้สี่คนนี้เคยอ่อนแอเพียงใด สั่งให้เธอไปทางไหน เธอก็ไม่กล้าไปทางอื่น! สั่งให้เธอขึ้นเขา เธอก็ไม่กล้าลงนา!

       แต่ตอนนี้กลับกล้าต่อต้านแม่สามี! เธอคงจะบ้าไปแล้ว หรือไม่ก็โง่ไปแล้ว!

       คุณย่าหลิวโกรธจัด “ไปอยู่บ้านอื่นมาเพียงไม่กี่วัน ก็กำเริบเสิบสาน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! คงต้องดัดสันดานกันเสียใหม่แล้ว!”

       พูดพลางก็ยกมือขึ้นจะตีเซียวหยวนซิน เซียวหยวนซินหลบพร้อมกับถลึงตาจ้องหลิวเฉิงเหว่ย “นี่คือเหตุผลที่คุณให้ฉันกลับมาใช่ไหมคะ? ให้ฉันกลับมาเพื่อโดนด่าโดนตี? ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ไม่อยู่แล้ว! พวกเราหย่ากันเถอะ! พวกคุณทำแบบนี้มันเข้าข่ายความรุนแรงในครอบครัวนะ ฉันจะไปหาหัวหน้าสมาคมสตรี เธอย่อมต้องเข้าข้างพวกผู้หญิงอย่างเราอยู่แล้ว!”

       ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอไม่ได้อยู่ที่บ้านน้องสะใภ้เฉยๆ น้องสะใภ้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เธอฟังมากมาย เธอจึงไม่ใช่แค่หญิงชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกต่อไปแล้ว

       คุณย่าหลิวถึงกับตะลึงอึ้งงัน นี่หมายความว่าจะตีเธอก็ไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?

       ต้องเป็นยุวชนซูคนนั้นกับเซียวหยวนหมิงแน่ๆ ที่สอนให้เธอเป็นคนเนรคุณ! เธอคำนวณมาดีแล้ว แต่ไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้!

       พอได้ยินว่าจะหย่ากัน หลิวเฉิงเหว่ยก็ร้อนรนใจเช่นกัน เขาจับมือที่แม่กำลังจะตบลงมา “แม่ครับ อย่าเพิ่งโทษหยวนซินเลยครับ แม่มีลูกสะใภ้ตั้งสี่คน งานเหล่านี้เดิมทีก็ควรจะแบ่งกันทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ให้หยวนซินทำอยู่คนเดียว เธอเป็นคนนะครับ ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือคนเหล็ก จะทนได้ยังไง!”

       พี่สะใภ้ใหญ่หลิวได้ยินว่าต่อไปจะต้องแบ่งงานบ้าน ก็ไม่พอใจทันที “เมื่อก่อนตอนที่น้องสะใภ้สี่ยังไม่แต่งงานเข้ามา งานบ้านทั้งหมดฉันเป็นคนทำนะ ฉันทำเยอะแยะขนาดนั้นก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ เธอทำเยอะขึ้นหน่อยก็เอาแต่ทะเลาะกับคุณแม่ มันเกินไปหน่อยแล้วนะ!”

       ลูกสะใภ้รองกับลูกสะใภ้สามต่างก็กำลังตั้งครรภ์ ทั้งสองได้ยินเสียงทะเลาะกันในลานบ้าน ลูกสะใภ้รองหลบอยู่ในห้องไม่กล้าออกมา ส่วนลูกสะใภ้สามอย่างเหยียนกุ้ยหรง ก็แค่ยืนมองจากหน้าต่างเล็กๆ ในห้อง เธอจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนเคยเห็นน้องสะใภ้สี่กับน้องชายและน้องสะใภ้ของเธอที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการในตัวอำเภอ ตอนนั้นเซียวหยวนซินมีท่าทีที่กล้าหาญมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะยิ่งกล้าหาญขึ้นไปอีก…

       กล่าวตามจริง เซียวหยวนซินคนก่อนนั้นช่างน่าสมเพชในสายตาของเธอจริงๆ สตรีที่ไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืนสิ่งใด กระทั่งอาหารของลูกสาวยังไม่กล้าช่วงชิงมา มีชีวิตอยู่ไปก็ไร้ค่าไม่ใช่หรือ?

       ตอนนี้เซียวหยวนซินกลับทำให้เธอรู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง

       เซียวหยวนซินกล่าว “ฉันแต่งงานเข้ามาสามปีกว่า มีวันไหนบ้างที่ฉันไม่ได้ทำอาหาร มีครั้งไหนบ้างที่ฉันไม่ได้ซักผ้า?”

       “เงียบไปเลย!” คุณปู่หลิวตะโกนขึ้นเมื่อเห็นหลายคนทะเลาะกันไม่หยุด

       ทุกคนได้ยินคุณปู่หลิวพูด ก็พากันเงียบเสียง

       คุณปู่หลิวเป็นหัวหน้าครอบครัวของตระกูลหลิว ปกติแล้วท่านเป็นคนเงียบขรึม แต่เมื่อโมโหขึ้นมาก็เป็นที่น่าเกรงขาม

       ท่านจุดยาเส้นขึ้นสูบไปคำหนึ่งแล้วกล่าว “ที่เจ้าสี่พูดก็ถูก ต่อไปทำอาหารก็ผลัดกันทำ ความสะอาดก็ผลัดกันทำ เสื้อผ้าก็ซักของใครของมัน จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก แล้วก็จะได้หลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน จะได้ไม่ต้องมาทำให้บ้านช่องไม่สงบสุขอยู่ทุกวัน”

       คุณย่าหลิวอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คุณปู่หลิวก็จ้องเธอเขม็ง “ลูกสะใภ้ทั้งสี่คนของเธอ เธอต้องปฏิบัติต่อพวกเขาทุกคนให้เท่าเทียมกัน”

       คุณย่าหลิวมองเซียวหยวนซินอย่างโมโห “ถ้าอย่างนั้นวันนี้เธอก็ทำอาหารก่อน พรุ่งนี้ก็บ้านลูกสะใภ้ใหญ่ เพราะลูกสะใภ้สองและสามกำลังอุ้มท้องอยู่ จะให้หลานชายของฉันต้องลำบากได้อย่างไร ดังนั้นจนกว่าพวกเธอจะคลอดลูกและพ้นช่วงอยู่ไฟ พวกเธอสองคนต้องรับผิดชอบเรื่องอาหาร เสื้อผ้าของใครของมันก็ให้ซักกันเอง”

       “ได้ค่ะ” เซียวหยวนซินไม่มีข้อโต้แย้ง จึงเดินไปที่ครัวเพื่อทำอาหาร

       วันนี้หลิวเฉิงเหว่ยไม่ได้ทำงานอะไรมาก ส่วนเซียวหยวนซินก็เพิ่งกลับมา เขาจึงรีบตามไปที่ครัวเพื่อช่วย

       เซียวหยวนซินตั้งใจจะให้เขาออกไป โดยบอกว่าเธอทำคนเดียวได้ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของน้องสะใภ้ที่เคยบอกไว้ น้องสะใภ้กล่าวว่า “ผู้ชายบางคนก็ไม่ควรจะตามใจและเอาอกเอาใจจนเกินไป ไม่อย่างนั้นจะเสียคน สุดท้ายสิ่งที่พี่ทำไปทั้งหมดก็จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเขาก็จะไม่จดจำความดีของพี่เลย เหมือนกับที่พี่ให้ข้าวขอทานทุกวัน วันหนึ่งถ้าพี่ไม่ให้แล้ว ขอทานก็จะโกรธพี่… นี่แหละที่เรียกว่า ‘ข้าวหนึ่งชามสร้างบุญคุณ ข้าวหนึ่งถังสร้างศัตรู’!”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^