บทที่ 6 เธอจากไปแล้วหรือ?
บทที่ 6 เธอจากไปแล้วหรือ?
“อีกอย่าง เธอตักผงนมมอลต์ของฉันไปกี่ช้อนก็ต้องคืนมาตามจำนวนที่ตักไป แล้วเธอก็ยังแอบกินไข่ของฉันไปอีกหกฟอง ก็ต้องคืนมาเหมือนกัน อ้อ! ยังมีน้ำตาลทรายแดงอีกหนึ่งห่อ แถมเมื่อก่อนเธอยังกินของฉันอีกตั้งเยอะ ไม่ใช่แค่หนึ่งหยวนหรอกนะ อย่างน้อยก็สิบกว่าหยวนถึงจะครบ แต่นี่ฉันเห็นแก่มิตรภาพของยุวชนด้วยกัน เธอคืนฉันแค่สิบหยวนก็พอ ของไม่ต้อง”
“เธอนี่มัน!”
โจวเม่ยโกรธจนตาแดงก่ำ
หล่อนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแค่คืนเดียว ซูเจียวเจียวถึงได้กลายเป็นคนไร้น้ำใจและร้ายกาจถึงเพียงนี้!
แค่กินของของหล่อนไปนิดหน่อย ทำไมต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้ด้วย!
คนอื่นๆ เห็นซอสเนื้อที่เหลืออยู่เพียงก้นกระปุก ก็รู้สึกว่าโจวเม่ยทำเกินไปจริงๆ
ในชนบทที่ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่รู้ว่าซอสเนื้อวัวมีค่าแค่ไหน!
แถมยังเปิดกินเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากซูเจียวเจียว และกินไปตั้งเยอะขนาดนี้!
แถมยังกินไข่ไปอีกหกฟอง และใช้น้ำตาลทรายแดงไปอีกมากมาย…
น้ำตาลทรายแดงก็มีค่าไม่แพ้กัน ปกติแล้วผู้หญิงจะซื้อมากินเฉพาะตอนที่เพิ่งคลอดลูกเท่านั้น
แม้แต่จ้าวอวี้เฟินก็ไม่พูดแก้ตัวให้โจวเม่ยอีกต่อไป เธอเพียงเหลือบมองหล่อนด้วยสายตาเหยียดหยาม
ซูเจียวเจียวเหลือบมองโจวเม่ย “ในเมื่อเธอผัดวันประกันพรุ่งไม่อยากคืน งั้นฉันก็ไม่ลำบากเธอแล้ว ตอนนี้ฉันจะไปหาหัวหน้ากองผลิตและเลขาฯ ให้มาเป็นคนกลางตัดสินให้ก็แล้วกัน”
พูดจบ ซูเจียวเจียวก็ก้าวเท้าเดินออกไป
โจวเม่ยได้ยินดังนั้น ก็รีบขวางซูเจียวเจียวไว้ หล่อนพูดด้วยสีหน้ากังวลและเขินอาย “ฉะ… ฉันยังมีเงินห้าหยวน ฉันให้เธอได้ทั้งหมดเลย… เธออย่าไปหาหัวหน้ากองผลิตกับเลขาฯ เลย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้รบกวนพวกท่านก็คงไม่ดีหรอกนะ”
“ได้สิ งั้นก็เอาเงินมา” ซูเจียวเจียวแบมือออก “ส่วนที่เหลือเธอก็เอาบัตรแลกเนื้อกับบัตรแลกธัญพืชมาแลกก็ได้”
โจวเม่ยไม่มีทางเลือก จึงต้องเอาเงินที่เหลือทั้งหมดออกมา รวมเป็นเงินทั้งสิ้นห้าหยวนเจ็ดเหมา
สุดท้ายเธอก็ต้องจำใจเอาบัตรแลกเนื้อและบัตรแลกธัญพืชออกมาอีกสองสามใบ จนในที่สุดก็รวบรวมได้ครบสิบหยวน
ซูเจียวเจียวเก็บเงินและบัตรทั้งหมดใส่กระเป๋า ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง ไม่นานนักเธอก็หิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาหนึ่งใบ กอดผ้าห่มออกมาหนึ่งผืน และสะพายเป้ไว้ด้านหลัง ซึ่งภายในใส่ของใช้ส่วนตัวของตนเอง รวมถึงน้ำมันและเกลืออีกเล็กน้อยด้วย
ในลานบ้านพัก จ้าวอวี้เฟิน หลินเฟิง และคนอื่นๆ มองซูเจียวเจียวแวบหนึ่ง แล้วต่างคนต่างก็กลับไปทำธุระของตนเอง
โจวเม่ยจ้องมองเงาร่างของซูเจียวเจียวที่จากไปอย่างเจ็บแค้นใจ แล้วหันหลังกลับเข้าไปในห้อง จากนั้นก็ปิดประตูเสียงดัง ‘ปัง’ หล่อนฟุบหน้าลงกับผ้าห่ม แล้วร้องไห้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
อะไรกันนักหนา!
ก็แค่มีเงินไม่ใช่หรือไง?
หลังจากนี้ หล่อนจะไม่พูดกับซูเจียวเจียวอีกแม้แต่คำเดียว!
ส่วนทางด้านเซียวหยวนหมิง หลังจากเลิกงาน เขาก็รีบตรงกลับบ้านทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็พบว่าในลานบ้านว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย ตรงมุมข้างๆ มีกองเสื้อผ้าสกปรกกองอยู่หนึ่งกอง รวมถึงผ้าปูที่นอนด้วย
หัวใจของเขาก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด
เขารีบเดินตรงไปยังห้อง ผลักประตูเข้าไป ในห้องว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่
ผ้าห่มบนเตียงพับเก็บเรียบร้อย บนเตียงเปลี่ยนผ้าปูที่นอนสะอาดผืนใหม่แล้ว
เขาก็รีบเดินไปที่ห้องครัวอีกครั้ง ในห้องครัวเงียบเชียบ ไม่มีร่องรอยของการทำอาหารเลย
เซียวหยวนหมิงรู้สึกราวกับว่าเรี่ยวแรงในกายถูกดูดออกไปในพริบตา สีหน้าของเขาซีดเผือด เขาพยายามกดความตื่นตระหนกและความเสียใจในใจไว้ แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม เดินตรงไปยังห้องเก็บของ
ข้างในมีเพียงกองของสกปรกและรกเรื้อ ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก
เซียวหยวนหมิงทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง เขาก้มหน้าซ่อนใบหน้าไว้ในมือทั้งสองข้าง
เจียวเจียว…เธอยังคงจากไปอยู่ดี
ใช่แล้ว ตั้งแต่รู้จักเธอมา เขาก็รู้มาตลอดว่าเธอไม่ชอบเขา แต่เขากลับตกหลุมรักหญิงสาวผู้มีผิวพรรณขาวผ่องและงดงามคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น
เขายังจำได้ว่าเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว เธอมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างขี้อาย แล้วถามเขาว่า “จอบของฉันพังแล้ว นายช่วยซ่อมให้หน่อยได้ไหม?”
ตอนนั้นเธอสวมเสื้อโค้ททหารหนาเตอะ แต่ก็ไม่ได้ดูเทอะทะเลย กลับดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ ผ้าพันคอสีแดงพันอยู่รอบคอของเธอ ขับส่งให้ใบหน้าขาวผ่องดูงดงามและสดใส ราวกับแสงตะวันอุ่นๆ ในฤดูหนาว ที่สาดส่องเข้ามาในใจของเขาในทันที
ต่อมา แม้เขาจะรู้ว่าเธอแค่ใช้เขาทำงานเท่านั้น เขาก็ยังคงเต็มใจทำทุกอย่าง
เขารู้สึกว่าแค่เธอยินดีเข้าใกล้เขา พูดคุยกับเขาบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้ว
เขารู้ว่าเขาเป็นชาวนา ครอบครัวยากจน ฐานะไม่ดี การที่เธอไม่มองเขาเลยก็เป็นเรื่องปกติ
หลังจากนั้นเมื่อได้ยินว่าเธอยินดีแต่งงานกับเขา เขาก็แอบดีใจอยู่นาน…
คืนเข้าหอเมื่อคืนนี้ ทำให้เขาคิดว่าเธอจะยอมรับเขาจริงๆ เสียอีก…
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากนอกลานบ้าน
พร้อมกับเสียงใสหวานของหญิงสาว “เซียวหยวนหมิง นายเลิกงานแล้วเหรอ?”
ได้ยินดังนั้น เซียวหยวนหมิงก็เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน
นอกลานบ้าน หญิงสาวมือหนึ่งหิ้วกระเป๋าเดินทาง อีกมือหนึ่งหิ้วผ้าห่มที่มัดรวมกันไว้ ส่วนด้านหลังสะพายเป้ผ้าใบกำลังเดินเข้ามาหาเขา
แสงแดดสาดส่องทั่วร่างของเธอ เธอราวกับนางฟ้าตัวน้อยที่บังเอิญร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ รอยยิ้มสดใสและอ่อนหวานกำลังมองมาที่เขา
บัดดลนั้นเอง อารมณ์ขุ่นเคืองและความหม่นหมองที่ปกคลุมเซียวหยวนหมิงพลันมลายหายไป กลับกลายเป็นความอ่อนโยนที่แผ่ซ่านออกมา
เขาได้สติกลับมา พยายามระงับความตื่นเต้นและความสุขในใจ แล้วลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าด้วยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย “คุณไปบ้านพักยุวชนมาเหรอ?”
ขณะที่พูด เขาก็รับกระเป๋าเดินทางและผ้าห่มจากมือของซูเจียวเจียวมาถือไว้
“อืม ไปเก็บของมาน่ะ” ซูเจียวเจียวพยักหน้า สะบัดฝ่ามือที่ถูกเชือกรัดจนแดงก่ำ ผ้าปูรองนอนหนึ่งผืนกับผ้าห่มอีกหนึ่งผืน หิ้วมาเองแบบนี้มันหนักจะตายไป
เซียวหยวนหมิงรีบนำกระเป๋าเดินทางและผ้าห่มเข้าไปในห้อง ซูเจียวเจียวเดินตามเข้าไปในห้องด้วย วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ
เซียวหยวนหมิงสังเกตเห็นฝ่ามือของเธอที่ถูกเชือกรัดจนแดงก่ำ ดวงตาของเขาก็พลันมืดมิดลง เขาเดินเข้าไปจับมือของเธอ แล้วนวดเบาๆ ที่ฝ่ามือของเธอ
มือของเธอเล็กมาก แค่ครึ่งฝ่ามือของเขาเท่านั้นเอง ผิวขาวมาก เมื่อถูกเชือกรัดจนเป็นรอยเลือดจึงเห็นได้ชัดเจน
เขาไม่กล้านวดแรงเกินไป ค่อยๆ นวดเบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซูเจียวเจียวรู้สึกว่ามือของเธอไม่เจ็บเท่าไรแล้ว
แต่ท่าทางที่เขาตั้งใจนวดมือให้เธอนั้นช่างอ่อนโยนจริงๆ
“ทำไมไม่รอผมกลับมาก่อนล่ะ?”
เสียงทุ้มต่ำของเซียวหยวนหมิงดังขึ้น ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาดีใจหรือโกรธ
“ไม่เป็นไรหรอก ของก็ไม่เยอะเท่าไร ฉันขนกลับมาหมดแล้วล่ะ”
จู่ๆ ซูเจียวเจียวก็เห็นรอยเลือดบนหลังมือขวาของเขา เป็นรอยยาวเหยียด แถมยังมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ เธอรีบจับมือของเขาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล “เกิดอะไรขึ้น? มือคุณไปโดนอะไรมา?”
เซียวหยวนหมิงรีบซ่อนมือขวาไว้ด้านหลัง “ไม่เป็นไรหรอก แค่โดนบาดตอนทำงานโดยไม่ระวังน่ะ”
ถ้าเจียวเจียวรู้ว่าเขาเกือบจะต่อยกับคนอื่น เธอก็คงจะไม่พอใจแน่
“คุณพักผ่อนก่อนนะ ผมจะไปทำอาหารเช้าเอง” เซียวหยวนหมิงพูดทิ้งท้ายไว้ แล้วเดินออกจากห้องไป
ซูเจียวเจียวรีบหยิบไข่ที่เหลืออีกสองฟองที่ห่อไว้แล้วออกไป แล้วเดินตามเข้าไปในห้องครัว “ให้ฉันทำอาหารเช้าเองดีกว่าค่ะ”
เธอเคยกินอาหารที่เซียวหยวนหมิงทำแล้ว มันช่าง… รสชาติบอกไม่ถูกจริงๆ!
แต่หลังจากที่เขาผันตัวไปทำธุรกิจ เขาก็ได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารชั้นเยี่ยม แต่ตอนนี้ฝีมือการทำอาหารของเขาแย่จริงๆ
ซูเจียวเจียวแย่งงานจากมือเขา “คุณทำงานมาทั้งเช้าแล้ว คงจะเหนื่อยน่าดู ไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
เธอเห็นเซียวหยวนหมิงยืนนิ่งไม่ยอมไป จึงพูดว่า “งั้นคุณช่วยก่อไฟให้หน่อยได้ไหมคะ?”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^