บทที่ 71 ใครกันที่ชอบจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน!
บทที่ 71 ใครกันที่ชอบจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน!
โจวเม่ยที่เดินผ่านมาได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเข้า ก็อดใจไม่ไหวจนน้ำลายแทบจะไหลออกมา “ไม่นึกเลยว่าซูเจียวเจียวจะตัดเสื้อผ้าเป็นด้วย! เมื่อก่อนไม่เคยพูดอะไรเลย ชัดเจนว่าจงใจไม่บอกพวกเรานี่นา!”
น้ำเสียงของโจวเม่ยนั้นแฝงไว้ด้วยความขมขื่น ราวกับอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำส้มสายชูรสเปรี้ยวบาดลึก
หลินเฟิงที่เดินอยู่ข้างๆ ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายสุดขีด เมื่อก่อนเขาเคยได้ยินว่าพ่อของซูเจียวเจียวเป็นรองผู้อำนวยการโรงงาน และแม่ของเธอเป็นหัวหน้าแผนก เขาก็รู้สึกเสียดายจนแทบจะตายอยู่แล้ว แต่นี่กลับไม่นึกเลยว่าซูเจียวเจียวจะตัดเสื้อผ้าเป็น แถมยังใช้จักรเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่ว!
ต้องรู้ไว้เลยว่าตอนนี้ซูเจียวเจียวไม่ต้องทำงานแล้ว เพราะที่บ้านส่งจักรเย็บผ้ามาให้ถึงที่ ซึ่งราคาตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน แถมยังต้องใช้บัตรอุตสาหกรรมอีกด้วย ตอนนี้เธอก็ยังได้ค่าจ้างอยู่วันละหนึ่งหยวนสามเหมา เดือนหนึ่งก็สามสิบเก้าหยวนแล้ว! แถมยังได้ยินมาว่าที่บ้านยังคงส่งเงินมาให้อีกเหมือนเมื่อก่อน เดือนละยี่สิบหยวน! และยังมีบัตรอีกด้วย!
นี่ก็เท่ากับเดือนละห้าสิบเก้าหยวนแล้วนะ!
เพียงแค่นี้ จะเลี้ยงชีพตนเองก็มิใช่ปัญหา กระทั่งเลี้ยงดูคนทั้งตระกูลก็ยังไหว!
ดังนั้นเมื่อโจวเม่ยพูดจาด้วยความอิจฉาริษยา เขาก็รู้สึกปวดใจอย่างมาก เขาอิจฉาไม่ใช่ซูเจียวเจียว แต่อิจฉาเซียวหยวนหมิงต่างหาก!
ไอ้ลูกชาวนาชั้นต่ำผู้นั้น นอกจากจะได้แต่งงานกับซูเจียวเจียว สาวงามที่สุดในกลุ่มยุวชนที่ถูกส่งมาแล้ว ยังมีเงินเดือนให้ใช้จ่ายเดือนละห้าสิบเก้าหยวนอีก! เงินของซูเจียวเจียวสุดท้ายก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเข้ากระเป๋าของเซียวหยวนหมิงอยู่ดีหรือไร?
ดูสิ ตอนนี้เซียวหยวนหมิงถึงกับได้กินบะหมี่เนื้อใส่ไข่เลยนะ! เมื่อก่อนเขายังกัดกินแต่หมั่นโถวแข็งๆ อยู่เลย!
เมื่อนึกถึงตัวเองที่เมื่อเช้ามีแค่ซาลาเปาผักก้อนเดียวและโจ๊กที่เหลวกว่าน้ำ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก จึงพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ใช่เลย! เมื่อก่อนเธอตัดเสื้อผ้าเป็นก็ไม่ยอมบอกพวกเรา! ฉันว่าเธอจงใจแน่ๆ!”
หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาคงไม่ยินยอมให้ซูเจียวเจียวไปอยู่กับเซียวหยวนหมิงหรอก!
ในเวลานั้น เขาคิดเพียงว่าซูเจียวเจียวแม้จะงดงาม แต่กลับอ่อนแอเกินไป ลำพังตัวเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปเลี้ยงดูหญิงสาวบอบบางแบบนั้นได้เล่า
ซูเจียวเจียวได้ยินเสียงสนทนาจากนอกลานบ้าน จึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นโจวเม่ยและหลินเฟิงที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดี
วันนี้โจวเม่ยใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว ซึ่งเป็นชุดที่ใหม่ล่าสุดจากร้านสหกรณ์ คาดว่าคงเป็นเพราะไม่ต้องทำงานหนัก ทำให้ช่วงนี้โจวเม่ยดูขาวขึ้นมาก เธอถักเปียสองข้างและไว้หน้าม้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้นมาก
ซูเจียวเจียวเพียงชำเลืองมองอย่างไม่แยแส แล้วก็ดึงสายตากลับไป
ตั้งแต่รู้ว่าโจวเม่ยใช้ร่างกายของตัวเองไปแลกกับงานเสมียนจดแต้มคะแนน เธอก็ขี้เกียจที่จะมองแล้ว เพราะกลัวว่ามันจะทำร้ายสายตาเธอเปล่าๆ อีกทั้งไม่คิดจะย่างกรายขึ้นเขาลูกนั้นอีกเลย เพราะกลัวว่าจะเจอโจวเม่ยกับหลี่เกินเซิงกำลังทำเรื่องไม่อายฟ้าอายดินอีก
โจวเม่ยเห็นซูเจียวเจียวมองผ่านเธอราวกับธาตุอากาศ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด
ป้าหวังที่เดินผ่านมา ทักทายซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงในลานบ้านด้วยรอยยิ้ม “กินข้าวเช้าอยู่เหรอ”
ซูเจียวเจียวถือชามยืนขึ้นเดินไปที่ประตูบ้าน ยิ้มให้ป้าหวังและตอบกลับอย่างกระตือรือร้น “ใช่ค่ะ ป้าหวังทานแล้วหรือยังคะ? เข้ามาทานบะหมี่สักชามไหม ในหม้อยังมีอีกเยอะเลยค่ะ”
“ไม่ล่ะ ป้าเพิ่งกินเสร็จ อิ่มแล้ว” ป้าหวังยิ้ม “ป้าเห็นว่ายังเช้าอยู่ เลยจะไปรดน้ำพรวนดินผักในสวนหลังบ้านสักหน่อย”
ป้าหวังเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินคำพูดที่กระแนะกระแหนของโจวเม่ยและหลินเฟิงที่เดินนำหน้าไป เธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “คนอื่นเขารู้อะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเธอกัน เจียวเจียวต้องบอกให้พวกเธอรู้ด้วยหรือไง? พวกเธอเป็นใครกัน ถึงต้องรู้ทุกเรื่องขนาดนี้ เป็นพ่อเป็นแม่เขาหรือ? ช่างสอดรู้สอดเห็นไปเสียทุกเรื่อง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของป้าหวัง โจวเม่ยก็ขมวดคิ้ว “เราไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นเลยนะคะ แค่ฉันกับเจียวเจียวเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย แถมบ้านเราก็อยู่ไม่ไกลกันมาก ตอนนี้ก็บังเอิญมาอยู่กองผลิตเดียวกันอีก ฉันเป็นคนที่รู้จักเธอดีที่สุดเลยนะ เราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ฉันไม่เคยเห็นเธอเรียนตัดเย็บเลย ก็เลยแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง!”
“เรื่องที่เธอไม่เคยเห็นน่ะมีอีกเยอะแยะ เธอก็ไม่ได้อยู่กับเจียวเจียวตลอด 24 ชั่วโมงสักหน่อย คนอื่นเขาจะทำอะไรเป็น ก็ต้องบอกเธอด้วยเหรอ ดูเธอสิ ฉุนกลิ่นน้ำส้มสายชูไปหมด ฉันว่าเธอคงจะอิจฉาที่ยุวชนซูตัดเสื้อผ้าเป็น ไม่ต้องทำงาน มีเงินเดือนใช้” ป้าหวังเยาะเย้ย
สีหน้าของโจวเม่ยเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในฉับพลัน ราวกับถูกใครล่วงรู้ความในใจ เธอแค่นเสียง “ที่แท้ก็พยายามเลียแข้งเลียขาซูเจียวเจียว คอยออกหน้าแทนทุกเรื่อง ก็หวังให้เธอตัดชุดให้ที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายน่ะสิ? ฉันเตือนไว้ก่อน อย่าเสียเวลาเปล่าเลย ซูเจียวเจียวไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอกค่ะ!
พูดจบโจวเม่ยก็กระตุกสายกระเป๋าเป้ที่หน้าอกด้วยความไม่พอใจ แล้วเดินออกไป
หลินเฟิงเดินตามไปอย่างเงียบๆ “ยุวชนโจว เธอไม่ต้องไปปะทะคารมกับผู้หญิงชาวบ้านแบบนั้นหรอก นั่นก็แค่หญิงแก่โง่เขลาที่ไม่รู้อะไรเท่านั้นเอง”
โจวเม่ยชะงักฝีเท้า และมองหลินเฟิง “แล้วทำไมนายถึงไม่ช่วยฉันพูดล่ะ”
หลินเฟิงตอบ “ตอนนั้นสมองฉันกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ เลยไม่ได้ทันตอบโต้อะไร”
"ฉันเห็นว่านายหาแต่ข้ออ้าง จงใจไม่ช่วยฉัน ปล่อยให้หวังเหวินเม่ยรังแกฉันแบบนี้ได้อย่างไร!" ดวงตาหงส์ของโจวเม่ยปริ่มไปด้วยน้ำตาแห่งความน้อยใจและขุ่นเคือง ดูน่าสงสารจับใจ
หลินเฟิงมองไปรอบๆ จนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ถึงกล้าเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ “ตอนนั้นผมกำลังคิดเรื่องอื่นจริงๆ นะ เธอก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกับซูเจียวเจียว แถมยังโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แต่หล่อนกลับไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเธอเลย นี่หมายความว่า ซูเจียวเจียวไม่ได้คิดว่าเธอเป็นเพื่อนจริงๆ หรอก!”
เมื่อโจวเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของซูเจียวเจียวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่เปลี่ยนไปจนเธอจำไม่ได้แล้ว
เป็นไปได้ไหมว่าซูเจียวเจียวจงใจไม่บอกเธอว่าเธอตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น เพราะกลัวว่าเธอจะแอบเรียนรู้วิชา?
ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!
ไม่เช่นนั้นเธอจะเก็บเรื่องนี้ไว้ทำไมกัน!
น่าโมโหจริงๆ!
ไม่คิดเลยว่าซูเจียวเจียวจะเป็นคนแบบนี้!
โจวเม่ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น ความอิจฉาในดวงตาของเธอก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีกหลายส่วน
เธอเติบโตมาในตรอกเดียวกันกับซูเจียวเจียวตั้งแต่เด็ก แต่กลับมีชะตาชีวิตที่แตกต่างกัน
เธอรู้มานานแล้วว่าพ่อของซูเจียวเจียวเป็นรองผู้อำนวยการโรงงาน และแม่ของเธอเป็นหัวหน้าแผนก เงินเดือนของทั้งครอบครัวสูงมาก ดังนั้นซูเจียวเจียวจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตั้งแต่เด็ก กินดีอยู่ดี แต่งตัวดี และเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด
ส่วนเธอ พ่อของเธอเป็นพนักงานโรงพิมพ์ เงินเดือนเดือนละสามสิบห้าหยวน แม่ของเธอก็เป็นเพียงคนงานชั่วคราวที่ไม่ใช่พนักงานประจำ ได้เงินเดือนเดือนละสิบแปดหยวน ใช้เวลาทำงานเท่ากัน
แม้ว่าเงินเดือนของครอบครัวเธอจะรวมกันได้ห้าสิบสี่หยวน แต่ก็แทบจะไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย เพราะเธอมีพี่ชายสองคน ซึ่งแต่งงานแล้วและมีลูกคนละสามคน เธอเป็นลูกคนที่สาม และมีน้องชายอีกคน
ดังนั้นพ่อแม่ของเธอจึงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับน้องชายและหลานๆ ของพวกเขา อาหารอร่อยๆ เสื้อผ้าดีๆ ล้วนเป็นของพวกเขา เธอไม่มีส่วนแบ่งเลย เว้นแต่การศึกษาของเธอ ซึ่งเธอก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้มา
แต่หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรม พ่อแม่ของเธอก็รีบส่งเธอไปอยู่ชนบททันที หลังจากนั้นก็ส่งจดหมายมาให้เธอเป็นครั้งคราว พร้อมกับผักดองที่พวกเขาทำเอง แต่เงินและบัตรต่างๆ ไม่เคยมีเลยแม้แต่น้อย!
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^