บทที่ 72 หวานอมขมกลืน
บทที่ 72 หวานอมขมกลืน
พ่อแม่ของโจวเม่ยร้องห่มร้องไห้บอกว่าที่บ้านมีหลายปากที่ยังต้องกิน ต้องใช้จ่ายอย่างรัดเข็มขัด แต่ทุกคนก็ยังไม่อิ่มท้อง จึงขอให้เธอพึ่งพาตัวเอง
เดิมทีเธอคิดว่าเมื่อซูเจียวเจียวมาถึงชนบทแล้วจะต้องมาใช้ชีวิตลำบากเหมือนกับเธอ แต่กลับไม่คาดคิดว่าพ่อแม่ของซูเจียวเจียวจะยังคงส่งเงินมาให้เธอยี่สิบหยวนทุกเดือน แถมยังมีของอื่นๆ อีกมากมาย!
ตอนนี้ซูเจียวเจียวยังได้เริ่มทำงานเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าด้วย เดิมทีเธอคิดว่าตัวเองได้รับตำแหน่งเป็นเสมียนจดแต้มคะแนนงาน ก็คงจะเหนือกว่าซูเจียวเจียวไปแล้ว อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องลงไปทำงานในไร่นาเหมือนคนอื่นๆ ทุกวัน ก็ยังได้คะแนนงานสิบแต้ม และนอกจากช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เธอก็แทบจะไม่ได้ลงไปทำงานในไร่นาเลย และงานที่ทำก็ค่อนข้างสบาย
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ซูเจียวเจียวมีรายได้ถึงสามสิบเก้าหยวนต่อเดือน!
ส่วนแต้มคะแนนงานสิบแต้มต่อวันของเธอเท่ากับสองเหมา ตกเดือนละหกหยวน!
เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด!
ทั้งที่เป็นยุวชนที่ลงมาใช้ชีวิตในชนบทเหมือนกัน แต่ทำไมซูเจียวเจียวถึงได้โชคดีขนาดนี้!
หลินเฟิงและโจวเม่ยต่างเก็บงำความคิดของตนไว้ในใจ ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ ทั้งคู่จึงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ
เดิมทีช่วงนี้หลินเฟิงกลับมาตามจีบโจวเม่ยอีกครั้ง
ตอนนี้โจวเม่ยเป็นเสมียนจดแต้มคะแนนงานแล้ว อย่างไรเสียงานนี้ก็ถือว่าดีใช้ได้ และโจวเม่ยก็จัดว่าหน้าตาสะสวย แม้จะสู้ซูเจียวเจียวไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าหญิงชาวบ้านที่นี่มากนัก อย่างน้อยก็ยังเป็นคนที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลาย ถ้าแต่งงานกันไปได้ร่วมเรียงเคียงหมอนในภายหน้า ก็คงไม่ขาดบทสนทนา...
ช่วงนี้เขาขยันไปหาโจวเม่ยบ่อยเป็นพิเศษ แถมยังไม่ขี้เหนียวเหมือนแต่ก่อน บางครั้งเขาก็จะนำอาหารไปให้โจวเม่ยเพื่อเอาใจเธอ
ทว่าวันนี้ หลินเฟิงกลับรู้สึกขมขื่นในใจจนไม่อยากปริปาก เขาเป็นถึงยุวชนจากเมืองหลวง เป็นถึงนักเรียนมัธยมปลาย แต่กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับเซียวหยวนหมิง เจ้าคนบ้านนอกนั่น!
เขายิ่งคิดยิ่งแค้น!
...
“ป้าหวังปล่อยให้พวกเขาพล่ามไปเถอะค่ะ คนพวกนี้ก็แค่พวกอิจฉาตาร้อน” เมื่อสักครู่ขณะที่กินบะหมี่ ซูเจียวเจียวก็ได้ยินเสียงประชดประชันด้วยความริษยาโจวเม่ยและหลินเฟิงแล้ว เพียงแต่เธอคร้านเกินกว่าจะสนใจพวกเขา ก็เท่านั้น
เอาเวลาไปสนใจคนทั้งสองนั้น สู้รีบกินให้เสร็จแล้วไปตัดเย็บเสื้อผ้าดีกว่า เหลือเวลาอีกเพียงหกวันเท่านั้นก็ต้องส่งงานแล้ว!
เดิมทีมีกำหนดห้าวัน แต่เพราะต้องเร่งตัดเย็บชุดแต่งงาน จึงเพิ่มให้อีกหนึ่งวัน
ช่วงไม่กี่วันนี้งานยุ่งมากจริงๆ
ป้าหวังยิ้มพลางกล่าวว่า “เธอพูดถูกแล้วยุวชนซู พวกเธอค่อยๆ กินนะ ป้าขอตัวไปทำงานก่อน”
หลังจากมื้ออาหาร เซียวหยวนหมิงก็ไปทำงาน เขากำชับซูเจียวเจียวก่อนจากไปว่าอย่าสนใจข่าวลือเหล่านั้นเลย อย่าได้มีปากเสียงกับพวกปากหอยปากปู เพราะเรื่องของเขา ไม่เช่นนั้นเธอจะไม่สบายใจเสียเปล่าๆ
ซูเจียวเจียวทำปากยื่นอย่างขัดใจ “เข้าใจแล้วค่ะ”
แม้ช่วงนี้อาหมิงจะไม่ได้นำเงินกลับมาที่บ้าน แต่บางครั้งในตอนกลางดึกหรือยามฟ้ายังไม่สว่าง เขาก็จะนำเสบียงกลับมามากมาย บางครั้งก็เป็นข้าวสาร บางครั้งก็เป็นเส้นบะหมี่ บางครั้งก็เป็นมันฝรั่งหนึ่งถุง หรือบางครั้งก็เป็นอาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์ และบัตรแลกน้ำตาล บัตรแลกน้ำมัน บัตรอุตสาหกรรมต่างๆ สรุปแล้วที่บ้านก็ไม่ขาดแคลนอาหารเลย
พวกที่นินทาว่าอาหมิงของเธอเกาะผู้หญิงกินนั้น พวกเขาไม่รู้ถึงความดีของอาหมิง และไม่รู้ถึงความสามารถของอาหมิงเลย
แน่นอนว่าเธอจะไม่นำเรื่องนี้ไปพูดข้างนอก ปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิดไปแบบนั้นก็ดีแล้ว แบบนี้ในอนาคตเมื่อคนอื่นพบว่าที่บ้านของเธอมีเสบียงมากมาย ก็จะไม่สงสัยอาหมิง แบบนี้อาหมิงก็จะปลอดภัยมาก เพียงแต่ชื่อเสียงของอาหมิงอาจจะได้รับผลกระทบ
ช่วงเช้าซูเจียวเจียวทำงานที่กองผลิตให้เสร็จเสียก่อน แล้วจึงเริ่มตัดเย็บชุดสูทที่เมื่อวานได้วาดแบบไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้จึงทำได้ง่ายและสะดวกขึ้นมาก
พอถึงช่วงบ่าย ซูเจียวเจียวก็ทำส่วนหน้าอกและด้านหลังของชุดสูทเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมที่จะทำแขนเสื้อในช่วงบ่าย
หลังจากเหยียบจักรเย็บผ้ามาตลอดช่วงเช้า ซูเจียวเจียวรู้สึกปวดเมื่อยคออย่างหนัก เธอจึงพาหลิวหยวนหยวนไปเดินเล่นตามทางเดินเล็กๆ ในชนบท และแวะเก็บผักสดที่ปลูกไว้กลับบ้านด้วย
วันนี้เธอให้หลิวหยวนหยวนใส่ชุดกระโปรงลายดอกไม้เล็กๆ ซึ่งเป็นชุดที่เธอเร่งตัดเย็บเมื่อคืน ชุดของเด็กเล็กๆ ทำไม่ยาก ไม่ต้องพิถีพิถันมาก ขอแค่สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิวก็พอ
แต่ซูเจียวเจียวเป็นคนมีฝีมือ เธอทำได้สวยงามและพอดีตัว แถมยังถักเปียเล็กๆ สองข้างให้หลิวหยวนหยวนดูน่ารักน่าชังเป็นที่สุด
หลายวันมานี้หลิวหยวนหยวนดูขาวขึ้นและอ้วนขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ามีเนื้อมีหนังขึ้นมานิดหน่อย และซูเจียวเจียวก็ยังเช็ดใบหน้าของเธอสะอาดเอี่ยม
เจ้าตัวเล็กก็รู้จักรักความสะอาด ไม่ค่อยมีน้ำมูกไหล ถ้ามีน้ำมูกไหลก็จะใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเอง
ซูเจียวเจียวจูงมือหลิวหยวนหยวนเดินไปตามคันนา ผู้คนที่กลับจากทำงานในช่วงบ่ายหลายคนเห็นหลิวหยวนหยวนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
หลี่จินฮวาและครอบครัวหลี่เอ้อร์โก่วกลับจากทำงานเมื่อเห็นเข้า หลี่จินฮวาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ "ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองก็ไม่ใช่ ทำไมต้องใกล้ชิดสนิทสนมกันขนาดนั้นด้วยล่ะ แถมลูกผู้หญิงก็ต้องแต่งงานออกเรือน สุดท้ายก็ไปเป็นลูกสาวบ้านอื่นอยู่ดี ฉันว่าเธอคงมีเงินมากจนใช้ไม่หมดแหงๆ"
นายหลี่พูดเสริมว่า "ยุวชนซูเขามีเงินจริงๆ นั่นแหละ เดือนหนึ่งก็ได้ตั้งสามสิบเก้าหยวนนะ! ครอบครัวเราสามคนทำงานหนักแทบตายในทุ่งนาทั้งเดือน ยังไม่ถึงครึ่งของเงินเดือนเขาเลย มีฝีมือนี่มันดีจริงๆ!"
พูดพลาง นายหลี่ก็เผยแววตาอิจฉา
หลี่จินฮวาจึงเงียบไปทันที
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็หันไปจ้องหลี่เอ้อร์โก่วที่อยู่ข้างๆ "ตอนนั้นแกไปตามจีบยุวชนซูแล้ว ทำไมตามจีบไปได้ครึ่งทาง แล้วก็เลิกจีบไปเสียอย่างนั้นล่ะ?"
หลี่เอ้อร์โก่วจ้องเธอกลับอย่างหงุดหงิด และกล่าวโทษว่า "พูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องโทษแม่นั่นแหละ! ถ้าไม่ใช่เพราะแม่คอยพร่ำบอกกรอกหูว่ายุวชนซูไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แล้วผมจะยอมแพ้ได้ยังไง? ผมจะยอมยกให้เซียวหยวนหมิงได้ยังไง?"
หลี่เอ้อร์โก่วแสดงสีหน้าเจ็บปวดเสียใจ มองซูเจียวเจียวที่กำลังเดินเล่นอยู่ระหว่างคันนา ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ถ้าเขารู้ว่าซูเจียวเจียวมีความสามารถขนาดนี้ เขาจะไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด!
หลี่จินฮวาเบะปาก "ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ายุวชนซูจะตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น! ใครจะไปรู้ว่าตอนที่เธอเพิ่งมาถึงใหม่ๆ จะดูอ่อนหวานราวกับนางปีศาจจิ้งจอกยั่วยวนคนขนาดนั้น!"
หลี่เอ้อร์โก่วกล่าวด้วยความแค้นเคืองว่า "ไม่อย่างนั้นตอนนี้ซูเจียวเจียวก็คงเป็นภรรยาของผมไปตั้งนานแล้ว!" หากคืนนี้ได้กอดภรรยาสาวสวยขนาดนี้เข้านอน เขาคงฝันดีจนละเมอหัวเราะออกมาได้แน่ๆ
นายหลี่ฮึดฮัด "พูดอย่างกับว่าแกไม่ยอมแพ้ แล้วยุวชนซูจะชายตามองแกอย่างนั้นแหละ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่จินฮวาก็โกรธจนแทบระเบิด "ทำไมยุวชนซูถึงจะไม่ชายตามองลูกชายฉัน!"
นายหลี่กล่าวว่า "หล่อนเป็นยุวชนจากเมืองหลวง หน้าตาสวยงาม ชาติตระกูลดี แถมยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ดูชื่อที่พวกเธอตั้งให้สิไพเราะขนาดไหน ลองดูลูกชายเราสิ หน้าตาก็ไม่ดี ความรู้ก็ไม่ได้ ทั้งยังเรียนจบแค่ชั้นประถมสอง ตอนนี้ยังอ่านหนังสือไม่คล่องเลย แถมชื่อก็ยังฟังดูประหลาดพิลึก เรียกหลี่เอ้อร์โก่วๆ ใครต่อใครก็นึกว่าเรียกหมา เธอว่ายุวชนซูจะชายตามองลูกชายเราจริงๆ หรือ?"
หลี่จินฮวา "..."
หลี่เอ้อร์โก่ว "..."
"พรุ่งนี้ผมจะไปเปลี่ยนชื่อ! ผมไม่เอาชื่อหลี่เอ้อร์โก่วแล้ว! ใครเป็นคนตั้งชื่อห่วยๆ แบบนี้ให้ผมกัน ผมเป็นคนนะ ทำไมต้องตั้งชื่อเหมือนหมาด้วย!"
นายหลี่กางมือออก "อย่ามองฉันสิ แม่แกต่างหากที่ตั้งให้ แม่แกบอกว่า แกเกิดมาก็เลี้ยงยาก ร่างกายก็อ่อนแอ แถมยังป่วยออดๆ แอดๆ ก็เลยตั้งชื่อที่ฟังดูต่ำต้อยเผื่อจะเลี้ยงง่ายขึ้น"
หลี่จินฮวาพึมพำเสียงอู้อี้ “เห็นไหมว่าชื่อที่แม่ตั้งให้ไม่ผิดพลาด เลี้ยงง่ายอย่างที่คิด ตั้งแต่ตั้งชื่อว่าเอ้อร์โก่วให้แก แกก็ไม่เคยป่วยอีกเลย แถมยังเติบโตมาอย่างปลอดภัยอีก”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^