LNCrawler

บทที่ 74 ปัญหาดั้งเดิมที่ยังคงอยู่

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 74 ปัญหาดั้งเดิมที่ยังคงอยู่

        แม้ซูเจียวเจียวจะเอ็นดูหยวนหยวนที่เชื่อฟังและว่านอนสอนง่ายเพียงใด ก็ไม่คิดจะรั้งเธอไว้ จึงหันไปบอกเซียวหยวนซินว่า “ตอนนี้ก็เย็นแล้ว พี่กับพี่เขยจะพักที่นี่สักคืนไหมคะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับแต่เช้าก็ได้ เดี๋ยวอาหมิงก็จะเลิกงานแล้ว พี่ก็บอกเขาเอง พวกเราจะได้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาไปด้วย ดีไหมคะ?”

       เซียวหยวนซินครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ดีเลย งั้นฉันจะไปทำกับข้าวให้นะ”

       พูดจบ เธอก็เดินไปที่เตาไฟเพื่อก่อไฟทันที

       ซูเจียวเจียวก็เข้าไปช่วย ทั้งคู่เอาปลาที่จับมาเมื่อวานมาต้มเป็นน้ำแกงปลา ส่วนในหม้ออีกใบก็หุงข้าวไว้หลายชามใหญ่

       เมื่อทั้งสองคนช่วยกันทำอาหาร ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไม่นานนัก กลิ่นหอมยวนใจก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว

       นอกจากปลาแล้ว ซูเจียวเจียวยังนึ่งไข่ตุ๋นหมูสับไปพร้อมกับข้าว เมื่อข้าวสุก ไข่ตุ๋นก็สุกพอดี

       ไข่ตุ๋นหมูสับเป็นอาหารโปรดของหยวนหยวนเสมอ เมื่อมีไข่ตุ๋นจานนี้ เธอสามารถกินข้าวได้ถึงสองชามเลยทีเดียว

       ไม่นาน เซียวหยวนหมิงก็เลิกงาน เมื่อเขาเห็นหลิวเฉิงเหว่ยกำลังเล่นอยู่กับหลิวหยวนหยวนในลานบ้าน สีหน้าของเขาก็พลันเย็นชาลงทันที ดวงตาคมดุราวหงส์คู่นั้นทอประกายเย็นเยียบ จ้องมองหลิวเฉิงเหว่ยอย่างเฉยชา

       เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตานั้น หลิวเฉิงเหว่ยก็พลันตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ “น้อง… น้องเขย”

       ไม่รู้ทำไม ทั้งที่เขาอายุมากกว่าเซียวหยวนหมิงตั้งหลายปี แต่ทุกครั้งที่เห็นน้องเขยคนนี้ เขามักจะรู้สึกใจสั่นด้วยความกลัว บางครั้งถึงขนาดไม่กล้าสบตาเขา ราวกับว่าดวงตาคู่นั้นสามารถทะลุทะลวงหัวใจคนได้

       เซียวหยวนหมิงจ้องมองเขา “ใครอนุญาตให้นายมา?”

       ครั้งก่อนเอาแต่เงียบๆ แล้วพาน้องสาวของเขาไปโดยไม่บอกกล่าว ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับเขา ก็เพราะกลัวเขาด่าไม่ใช่หรือไง?

       หลิวเฉิงเหว่ยยิ้มเจื่อนๆ “ผม… ผมมากับหยวนซิน เพื่อมารับหยวนหยวนกลับบ้าน”

       เซียวหยวนหมิงเหลือบมองไปทางห้องครัว เมื่อได้กลิ่นอาหารที่ลอยออกมาพร้อมกับเสียงพูดคุย เขาก็รู้ว่าเซียวหยวนซินและซูเจียวเจียวกำลังทำอาหารอยู่ในครัวและพูดคุยกัน

       เซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปใกล้ คว้าคอเสื้อหลิวเฉิงเหว่ยแล้วลากเขาออกไปนอกลานบ้าน ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไว้ด้วยคำเตือน “ฉันเตือนนายนะ ถ้าคราวนายยังกล้าสมรู้ร่วมคิดกับแม่นายรังแกพี่สาวฉันอีก ฉันจะจัดการนายให้ตาย!”

       หลิวเฉิงเหว่ยมองเห็นสีหน้าดุร้ายของเซียวหยวนหมิงก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด สีหน้าอ่อนแรง จ้องมองเขา “ผม… ผมไม่ได้รังแกหยวนซิน…”

       สิ่งที่เซียวหยวนหมิงรังเกียจที่สุดคือท่าทางอ่อนแอของเขา ไม่เช่นนั้นจะปล่อยให้แม้แต่ภรรยาของตัวเองก็ปกป้องไม่ได้เลยหรือไง?

       “เวลาที่แม่ของนายรังแกเธอ นายกลับไม่สนใจไยดี เอาแต่บอกให้เธออดทนอยู่เรื่อยไป พวกนายทำงานมาทั้งวัน เธอก็ทำงานมาทั้งวัน พวกนายเหนื่อย เธอก็เหนื่อย แล้วทำไมงานบ้านทั้งหมดต้องให้เธอทำคนเดียว?”

       เสียงทุ้มต่ำของเขาเจือด้วยความโกรธ “เธอเป็นคน ไม่ใช่ควาย! ตระกูลหลิวของพวกนายปฏิบัติต่อสะใภ้แบบนี้หรือไง? ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะให้พี่สาวฉันหย่ากับนาย! ถึงไม่มีนายทั้งคน เซียวหยวนหมิงคนนี้ก็เลี้ยงดูพี่สาวและหยวนหยวนได้!”

       หย่าร้าง!

       หลิวเฉิงเหว่ยรีบส่ายหน้า “ไม่ ไม่ ไม่ ผมไม่หย่า!”

       ถ้าหย่าแล้ว จะหาภรรยาที่สวยและขยันเหมือนหยวนซินได้ยาก แถมหยวนซินยังเคยเรียนหนังสือมาบ้าง แม้จะเรียนไม่จบชั้นมัธยมต้น แต่ก็เรียนถึงชั้นมัธยมสองแล้ว ซึ่งดีกว่าเขาที่จบแค่ประถมห้ามาก

       ว่ากันว่าผู้หญิงที่หย่าร้างแล้วจะหาคู่ยาก แต่ผู้ชายที่หย่าร้างแล้วก็หาคู่ยากเช่นกัน ผู้หญิงที่มีความสามารถหรือมีฐานะดีที่ไหน จะยอมแต่งงานกับผู้ชายที่เคยหย่ามาแล้วเล่า?

       ส่วนผู้หญิงที่ไม่ดีก็คงจะหาคู่ยาก ไม่มีใครต้องการ

       เขาเข้าใจดีถึงแก่นแท้ที่ว่า สิ่งใหม่ย่อมไม่ดีเท่าสิ่งเก่าแก่

       เซียวหยวนหมิงกล่าวอย่างเย็นชา “ถ้าไม่อยากหย่า จากนี้ไปก็ดูแลพี่สาวฉันให้ดีหน่อย ไม่อย่างนั้นฉันเจอแกที่ไหน ฉันจะตีแกที่นั่น!”

       หลิวเฉิงเหว่ยเห็นแววตาเย็นชาที่เซียวหยวนหมิงไม่ปิดบัง ก็รู้ว่าเขาพูดจริง

       “ผมกำลังปรับปรุงตัวแล้ว ผมจะไม่ยอมให้หยวนซินต้องลำบากอีกแล้ว”

       เซียวหยวนหมิงฮึ่มในลำคอ “ดี! จำคำที่ตัวเองพูดไว้ให้ดีนะ ผู้ชายต้องยืนหยัดได้ ต้องปกป้องผู้หญิงและลูกของตัวเองได้ มีแต่ผู้ชายที่ไร้ประโยชน์เท่านั้นแหละที่จะปล่อยให้ผู้หญิงและลูกของตัวเองถูกรังแก!”

       หลิวเฉิงเหว่ยครุ่นคิดตามคำพูดของเซียวหยวนหมิง และรู้สึกว่ามีเหตุผลมาก แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงบางสิ่ง สีหน้าจึงขมวดคิ้วราวกับปวดหัวมาก

       “ทำไม? ไม่เต็มใจหรือไง?” เมื่อเซียวหยวนหมิงเห็นท่าทางอึกอักนั้น เพลิงโทสะก็ปะทุขึ้นในดวงตา แม้แต่ความอดทนก็เริ่มเหือดหาย เกิดความอยากที่จะระบายโทสะด้วยกำลัง

       เจียวเจียวเคยเตือนสติว่าอารมณ์พาไปนำมาซึ่งความวิบัติ

       ต้องเรียนรู้ที่จะใจเย็น

       หลิวเฉิงเหว่ยรีบส่ายหน้า “เปล่าครับ ไม่ใช่”

       เซียวหยวนหมิงอดกลั้นความโกรธในใจแล้วพูดว่า “มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ ผู้ชายก็ควรมีท่าทางเข้มแข็งอย่างลูกผู้ชาย ทำอะไรพูดอะไรก็อย่าอ้อมค้อมอิดออด มันจะดูไม่ดีเอาได้”

       หลิวเฉิงเหว่ย “ไม่… ไม่มีอะไรครับ”

       เซียวหยวนหมิงทนเห็นท่าทางของเขาไม่ไหว จึงหันหน้าหนีไปเสียเลย

       “อาหมิง พี่เขย พวกคุณมายืนทำอะไรกันตรงนี้คะ?” ซูเจียวเจียวเดินออกมา มองเห็นคนทั้งสองที่ยืนอยู่ใกล้กันนอกลานบ้าน ใบหน้าก็เผยความประหลาดใจ

       เซียวหยวนหมิงจัดปกคอเสื้อของหลิวเฉิงเหว่ยอย่างใจเย็น “ผมกำลังคุยเรื่องที่ผู้ชายเขาคุยกัน”

       “อ๋อ...” ซูเจียวเจียวพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก “ข้าวสุกแล้ว เตรียมล้างมือมากินข้าวกันเถอะค่ะ”

       “เข้าใจแล้วครับ” ความเย็นชาในดวงตาของเซียวหยวนหมิงละลายไปหมดสิ้น เมื่อมองซูเจียวเจียว สายตาของเขาก็กลับอ่อนโยนลง

       ซูเจียวเจียวเห็นเซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปในลานบ้าน แต่หลิวเฉิงเหว่ยกลับยืนอยู่กับที่ ด้วยสีหน้าเหี่ยวเฉา จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่เขย เป็นอะไรไปคะ? มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า?”

       “ไม่มีครับ” หลิวเฉิงเหว่ยถอนหายใจและส่ายหน้า

       ซูเจียวเจียวกล่าว “เรื่องไม่สบายใจของคุณมันเขียนอยู่บนหน้าแล้ว ยังจะบอกว่าไม่มีอะไรอีก มีอะไรก็พูดออกมา พวกเราจะได้ช่วยกันคิดหาทางแก้ไข ไม่แน่ว่าอาจจะแก้ได้ก็ได้นะ”

       ถ้าหากมิได้เห็นแก่ที่เขาเป็นพ่อของหยวนหยวน และหยวนซินยังคงมีความหวังในตัวเขา หวังที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขาอย่างราบรื่นต่อไป เธอคงไม่ชายตาแลเรื่องของเขาเลยด้วยซ้ำ

       หลิวเฉิงเหว่ยนึกขึ้นได้ว่าซูเจียวเจียวเป็นยุวชนที่จบมัธยมปลาย รู้เรื่องต่างๆ มากมาย บางทีอาจจะมีวิธีจริงๆ จึงกล่าวว่า “คือว่า... ช่วงนี้แม่ของผมทะเลาะกับหยวนซินบ่อยมาก ผมเข้าข้างหยวนซิน แม่ก็ด่าว่าผมได้เมียแล้วลืมแม่ ที่บ้านก็ทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน แบบนี้ทุกวันมันไม่ดีหรอกครับ มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้พวกเขาสงบศึก ไม่ทะเลาะกันบ้างไหมครับ?”

       วันนี้เขาเอาข้าวสารกับผักแห้งมา แม่ของเขาก็โวยวายอาละวาดเสียงดัง สุดท้ายก็ต้องยอม แต่ก็หักจากแต้มคะแนนงานของเขากับหยวนซินไป แม้จะเป็นอย่างนั้น เขาก็ยังถูกด่าเสียๆ หายๆ ส่วนหยวนซินก็ถูกด่าอย่างหนักเช่นกัน ว่ากินเสบียงจากบ้านผัวไปให้บ้านน้องชาย

       แม้เขาจะรู้ว่าหยวนซินกำลังตอบแทนบุญคุณน้องชายและน้องสะใภ้ของเธอ แต่คนนอกไม่รู้เรื่องนี้เลย ทะเลาะกันแบบนี้มันน่าปวดหัวเหลือเกิน

       เมื่อซูเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับคนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อความทุกข์ให้กับคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และยังทำลายครอบครัวที่มีความสุขและปรองดองไปไม่น้อยเลยทีเดียว…


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^