LNCrawler

บทที่ 75 ปัญหาของใครกันแน่?

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 75 ปัญหาของใครกันแน่?

        “ปัญหานี้ คุณลองถามตัวเองดูสิว่าใครมีเหตุผลมากกว่ากัน และใครกำลังสร้างปัญหาอย่างไม่มีเหตุผล?”

       หลิวเฉิงเหว่ยคิดอย่างจริงจัง “แม่ของผมกำลังสร้างปัญหาอย่างไม่มีเหตุผล”

       จริงอยู่ที่หลายครั้งแม่ของเขาเป็นฝ่ายหาเรื่องเอง

       “แล้วเมื่อก่อน เวลาที่มีเรื่องขัดแย้งทะเลาะกัน ใครเป็นฝ่ายผิดคะ?”

       “ก็ยังคงเป็นแม่ของผม”

       ซูเจียวเจียวเริ่มพูดโน้มน้าว “นั่นแหละ! เห็นได้ชัดว่าแม่ของคุณกำลังปั้นน้ำเป็นตัว หาเรื่องไร้สาระ เห็นคุณกับพี่หยวนซินรักกันดีไม่ได้ คุณว่าถ้าแม่ของคุณทำให้พี่สะใภ้ต้องจากไปจริงๆ แม่ของคุณจะหาคนที่ดีแบบเดิมมาให้ได้อีกไหม? ถึงตอนนั้นใครจะเป็นคนเสียเปรียบและต้องทุกข์ใจ?”

       หลิวเฉิงเหว่ยขมวดคิ้ว ไม่พูดอะไร แต่ในใจเขารู้ดีว่าคนที่เสียเปรียบย่อมเป็นตัวเขาเอง

       “คุณลองดูผู้ชายที่หย่าร้างในตำบลสิ มีใครบ้างที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข? บางคนถึงกับหย่าแล้วยังหาภรรยาใหม่ไม่ได้ ต้องเป็นโสดไปตลอดชีวิต แถมยังต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ทั้งเป็นพ่อและเป็นแม่ ความลำบากไม่ต้องพูดถึงเลย แถมในชีวิตประจำวันก็ไม่มีคนที่เข้าใจและเป็นห่วงเป็นใยกัน”

       “คนเขาว่ามีภรรยา มีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตถึงจะมีเป้าหมาย คุณว่าถ้าคุณไม่มีภรรยา ไม่มีลูกแล้ว คุณจะทำงานเหนื่อยแทบตายเพื่ออะไรกัน?”

       เมื่อฟังจบ หลิวเฉิงเหว่ยก็พลันตาสว่าง ใช่แล้ว ถ้าไม่มีภรรยาและลูก เขายังจะตั้งใจทำงานหนักขนาดนั้นไปเพื่ออะไรกัน?

       ซูเจียวเจียวเห็นว่าเขาฟังอยู่ จึงกล่าวชี้แนะต่อไป “พี่เขยคะ คุณทำงานได้สิบแต้มคะแนนงานต่อวัน พี่หยวนซินก็ได้แปดแต้มคะแนนงานต่อวัน ทั้งคู่ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพราะอยากให้หยวนหยวนมีชีวิตที่ดีขึ้นหรอกหรือคะ? แต่ผลที่ได้คือหยวนหยวนกลับผอมแห้งอ่อนแอ แล้วพวกคุณยังจะทำงานเหนื่อยแทบตายไปเพื่ออะไรกัน? สิบแปดแต้มคะแนนงานต่อวันน่าจะพอสำหรับครอบครัวสามคนแล้วไม่ใช่เหรอคะ?”

       หลิวเฉิงเหว่ยคำนวณในใจ แล้วพยักหน้า “พอครับ แถมยังมีเหลือด้วย”

       “แต่ครั้งที่แล้วฉันได้ยินแม่ของคุณบอกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะแม่กับพ่อของคุณช่วยเหลือ พวกคุณก็คงกินไม่พอ”

       หลิวเฉิงเหว่ยส่ายหน้า ดวงตาฉายแววโกรธเล็กน้อย “พ่อกับแม่ผมช่วยเหลือพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามครับ ไม่ใช่บ้านผม”

       ซูเจียวเจียวถอนหายใจ “จริงๆ แล้วเป็นเพราะคนในบ้านมากเกินไปถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ ถ้าเป็นครอบครัวเล็กๆ แค่สามคน ชีวิตก็คงจะสุขสบายกว่านี้มาก”

       ซูเจียวเจียวเห็นเขาเงียบ จึงไม่พูดอะไรต่อ แต่บอกว่า “พี่เขย อย่าคิดมากเลยค่ะ ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว”

       กับข้าวสองอย่าง ผักสองอย่าง และน้ำแกงหนึ่งถ้วยถูกยกขึ้นโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วห้องทันที

       ผู้ใหญ่สี่คนและเด็กหนึ่งคนนั่งล้อมวงที่โต๊ะ กินข้าวไปพลางคุยเล่นกันไปพลาง

       ในชนบทไม่มีกฎเรื่อง ‘กินข้าวไม่พูด’ กลางวันทุกคนทำงานจนไม่มีเวลาพูดคุย กลางคืนหลังจากกินข้าวและพักผ่อนเล็กน้อยก็ต้องอาบน้ำนอน ดังนั้นหลายคนจึงเลือกที่จะกินไปคุยไป เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น

       หลิวเฉิงเหว่ยมองดูเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวที่คุยกันอย่างเป็นกันเองและผ่อนคลาย ดวงตาอดไม่ได้ที่จะฉายแววอิจฉา ตอนที่เขาเพิ่งแต่งงานกับหยวนซินใหม่ๆ ทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดี มีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เงียบไป ความรักก็จืดจางลง

       มันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไรกันนะ?

       เหมือนว่าแม่ของเขาจะชอบบ่นเรื่องหยวนซินไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แถมยังทำให้แม่โกรธจนเจ็บหน้าอก เจ็บโน่นเจ็บนี่ หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ โกรธหยวนซินเล็กน้อย หาว่าเธอทำไมถึงไม่รู้จักอดทน ไม่เชื่อฟังแม่ เอาแต่ทำให้แม่โกรธ…

       ต่อมาหยวนซินก็เชื่อฟังมากขึ้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับหายไป เธอมีงานบ้านที่ไม่มีวันเสร็จสิ้น แรกๆ เขาก็สงสาร แต่ต่อมาแม่ของเขาก็บอกว่า การซักผ้าทำอาหารเป็นงานของผู้หญิง จะให้ผู้ชายมาทำได้อย่างไร! ลองดูสิ มีบ้านไหนในกองผลิตที่ผู้ชายซักผ้าทำอาหารบ้าง?

       เขาฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล หลังจากนั้นหยวนซินเคยมาหาเขาหลายครั้ง บอกว่าแม่ของเขาหาเรื่องไร้สาระ เขาก็ตอบกลับไปอย่างหงุดหงิดว่าให้เธออย่าหาเรื่องทะเลาะกับแม่เลย…

       จนกระทั่งต่อมาเขากับหยวนซินก็ไม่มีอะไรจะพูดกันอีกเลย

       ตอนนี้เมื่อคิดย้อนกลับไป เขาก็รู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

       ปัญหาอยู่ที่ตัวเขาเอง และอยู่ที่แม่ของเขา

       หยวนซินเป็นภรรยาที่ดี เป็นผู้หญิงที่ดี

       เป็นเพราะเขาอ่อนแอเกินไป เชื่อฟังแม่มากเกินไป…

       หลังอาหาร เซียวหยวนหมิงอาสาไปล้างจาน หลิวเฉิงเหว่ยก็รู้สึกละอายใจที่จะมากินข้าวเฉยๆ จึงตามเข้าไปช่วยในครัว

       เซียวหยวนซินเองก็อยากไปช่วย แต่ถูกซูเจียวเจียวดึงไว้ “ให้พวกเขาสองคนทำไปเถอะ เราพักผ่อนกันนะคะ”

       เซียวหยวนซินคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มพยักหน้า “ดีค่ะ ให้พวกเขาทำไป เรามาพักผ่อนกันบ้าง”

       ซูเจียวเจียวพาเซียวหยวนซินเข้าไปในห้อง หยิบชุดเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวออกมาให้ “นี่ฉันตัดเองตอนมีเวลาว่าง เป็นแขนยาว อากาศยิ่งหนาวขึ้นทุกทีอีกไม่นานก็ใส่ได้พอดี พี่ลองดูนะคะว่าใส่ได้ไหม”

       เซียวหยวนซินรีบโบกมือ “ไม่ได้ ไม่ได้หรอก เธอก็ยุ่งอยู่แล้ว แถมซื้อผ้าก็เปลืองเงินมาก ต้องใช้บัตรแลกผ้าอีก เธอเก็บไว้ใส่เองเถอะนะ”

       “แต่ฉันตัดตามขนาดตัวของพี่เลยนะคะ”

       ภายใต้การยืนกรานของซูเจียวเจียว เซียวหยวนซินก็จำใจลองเสื้อผ้า ปรากฏว่าใส่ได้พอดี แถมยังมีแบบที่สวยงาม ทันสมัยกว่าเสื้อผ้าในปัจจุบันมาก แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาจนเกินไป

       ซูเจียวเจียวหัวเราะ “พี่หยวนซิน พี่กับพี่เขยยังคงพักที่ห้องตะวันตกนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปจัดที่นอนให้”

       เซียวหยวนซินรีบกล่าว “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวฉันไปจัดเอง เธอยังมีงานอีกเยอะ ทำงานของเธอไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน”

       หลังจากเซียวหยวนซินปูที่นอนเรียบร้อยแล้ว เธอก็พาหลิวหยวนหยวนไปอาบน้ำ

       ส่วนซูเจียวเจียวก็เย็บเสื้อผ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปอาบน้ำ แล้วมานั่งอ่านหนังสือกับเซียวหยวนหมิงที่โต๊ะเขียนหนังสือ

       ทั้งคู่ดูหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ขึ้นเตียงนอน กลางดึกซูเจียวเจียวรู้สึกได้ว่าเซียวหยวนหมิงลุกขึ้น เธอก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย เห็นเงาคนกำลังแต่งตัวอยู่ในห้องที่มืดมิด

       เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยของเซียวหยวนหมิง ซูเจียวเจียวก็รู้ว่าเป็นเขา จึงถามว่า “ตอนนี้แค่เที่ยงคืนเอง ไปตอนนี้จะไม่เช้าไปหน่อยเหรอคะ?”

       เซียวหยวนหมิงแต่งตัวเสร็จแล้วโน้มตัวลง ใช้มือทั้งสองข้างยันขอบเตียงไว้ แล้วจูบซูเจียวเจียวเบาๆ “ไม่เช้าหรอก ที่นี่ห่างจากตัวอำเภอไกล ต้องเดินไปสองชั่วโมง พอไปถึงก็ตีสองแล้ว แล้วยังต้องกลับมาก่อนฟ้าสางอีก”

       “ได้ค่ะ งั้นคุณก็ระวังตัวด้วยนะ” ซูเจียวเจียวลุกขึ้นโอบคอเขา แล้วมอบจูบอันร้อนแรงให้

       หลังจากทั้งคู่กอดรัดกันอยู่ครู่หนึ่ง เซียวหยวนหมิงก็จำใจลุกขึ้นจากไป

       ซูเจียวเจียวพลิกตัวนอนต่อ

       อย่างงัวเงีย ซูเจียวเจียวรู้สึกว่ามีคนมานอนข้างๆ เธอ พร้อมกับไอเย็นยะเยือกเล็กน้อย

       ยังไม่ทันลืมตา ซูเจียวเจียวก็รู้ว่าเป็นเซียวหยวนหมิงกลับมาแล้ว

       เธอหันข้างไปกอดเขาไว้ โดยที่ยังไม่ลืมตา “กลับมาแล้วเหรอคะ?”

       เซียวหยวนหมิงกอดเธอเบาๆ แล้วส่งเสียงตอบรับในลำคอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและอ่อนโยน “อืม กลับมาแล้ว ยังไม่เช้าเลย คุณนอนต่อเถอะ”

       “ค่ะ”

       …

       รุ่งเช้าเซียวหยวนซินก็ตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว

       เช้านี้เซียวหยวนหมิงไม่ได้ออกไปทำงาน แต่ขอลาพักงาน โดยให้เหตุผลว่าที่บ้านมีแขกมาเยือน จึงจะไปทำงานสายหน่อย หลี่เกินเซิงก็ไม่ได้ว่าอะไร อย่างไรเสียเขาก็ทำงานสิบแต้มคะแนนงานเสร็จก็พอแล้ว


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^