บทที่ 8 อย่าไปสนใจเธอเลย
บทที่ 8 อย่าไปสนใจเธอเลย
ในขณะนั้น หญิงสาวที่เดินอยู่ข้างกายเซียวหยวนหมิง ตรงมุมปากกลับแต้มไปด้วยรอยยิ้ม ท่าทางอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างเดินก็ส่งเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด
แม้เซียวหยวนหมิงจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ใบหน้ายังคงนิ่งเงียบ แต่ก็ไม่เย็นชาเหมือนวันก่อนๆ
ซูเจียวเจียวขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงนึกออกว่าอีกฝ่ายคือใคร
หญิงสาวคนนั้นคือ หลี่ตงเหลียน บุตรสาวคนเล็กของหัวหน้ากองผลิตหลี่เกินเซิงนั่นเอง
เป็นบุตรคนที่สี่ของบ้าน มีพี่ชายสองคน และพี่สาวอีกหนึ่งคน
ในชาติที่แล้ว หลี่ตงเหลียนก็ชอบเซียวหยวนหมิงเช่นกัน แต่เธอรังเกียจฐานะที่ไม่ดีของเขา เธอจึงแกล้งทำตัวเป็นคนดีคอยช่วยเหลือเซียวหยวนหมิง เพื่อสร้างความประทับใจ ขณะเดียวกันก็ไปมาหาสู่กับบุตรชายเศรษฐีจากในเมือง
แม้บุตรชายเศรษฐีผู้นั้นจะหน้าตาค่อนข้างอัปลักษณ์ เจ้าชู้ และไม่มีความรู้เท่าไร แต่ก็ดีที่บ้านเขามีฐานะร่ำรวย บิดามารดาทำงานอยู่ในสหกรณ์ บิดาเป็นรองผู้อำนวยการ ส่วนมารดาเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อ ครอบครัวจึงค่อนข้างมีอันจะกิน
เมื่อเทียบกับเซียวหยวนหมิงแล้ว เขาหล่อเหลาและเก่งกาจ แต่ครอบครัวกลับยากจนเกินไป
ทว่าก่อนที่หลี่ตงเหลียนจะได้ตัดสินใจ ซูเจียวเจียวก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางเสียก่อน
หลังจากนั้น หลี่ตงเหลียนก็แต่งงานกับบุตรชายเศรษฐีผู้นั้นไป ในช่วงแรกชีวิตของเธอก็ไม่เลวร้ายนัก ทุกครั้งที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอก็มักจะเยาะเย้ยถากถางซูเจียวเจียวเสมอ
ใครใช้ให้ซูเจียวเจียวแย่งคนรักของเธอไปเล่า?
แต่ภายหลังได้ยินมาว่า หลี่ตงเหลียนคลอดบุตรสาวถึงสามคนติดกัน จนถูกครอบครัวสามีดูถูกเหยียดหยามว่าเป็น ‘แม่ไก่ที่ฟักแต่ไข่ตัวเมีย’ เธอถูกแม่สามีรังแก สามีก็มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง เวลาเมาเหล้าก็ชอบทุบตี หลี่ตงเหลียนทนอยู่หลายปีก็ทนไม่ไหว ทั้งสองจึงหย่าขาดจากกัน
หลังจากเซียวหยวนหมิงหันมาทำธุรกิจและร่ำรวยขึ้น หลี่ตงเหลียนก็เสียใจ จึงกลับมาหาเซียวหยวนหมิงเพื่อสารภาพรักและแสดงความอ่อนแอหวังให้เขาปลอบประโลม
เซียวหยวนหมิงเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต จึงช่วยเหลือหลี่ตงเหลียน แต่ก็ไม่ได้ตอบรับรักของเธอ
ทว่าในตอนนี้ หลี่ตงเหลียนกับบุตรชายเศรษฐีผู้นั้นเป็นเพียงช่วง ‘ดูใจ’ ยังไม่ได้คบกันอย่างเป็นทางการ
หลี่ตงเหลียนมองซูเจียวเจียวด้วยความประหลาดใจ “ยุวชนซู? ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่บ้านของพี่หยวนหมิงได้คะ?”
ซูเจียวเจียวเผยรอยยิ้มอย่างเขินอาย “เรื่องนี้ คุณลองไปถามอาหมิงดูสิคะ”
พูดพลางเธอก็เดินเข้าไปรับกระติกน้ำสีเขียวทหารจากมือของเซียวหยวนหมิงอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าให้เขา
เซียวหยวนหมิงมองซูเจียวเจียวตรงหน้าอย่างตะลึงงัน เมื่อกี้เจียวเจียวเรียกเขาว่าอะไรนะ?
อาหมิง...
ทำไมฟังแล้วรู้สึกลื่นหูนัก?
จนกระทั่งซูเจียวเจียวเช็ดเหงื่อให้เขา เขาก็ยังไม่ได้สติ
หลี่ตงเหลียนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เธอเงยหน้ามองเซียวหยวนหมิง กัดริมฝีปากเบาๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พี่หยวนหมิง คุณ... คุณสองคน?”
เซียวหยวนหมิงที่จู่ๆ ก็ถูกขัดจังหวะความคิด อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ แล้วพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ผมกับเจียวเจียวแต่งงานกันเมื่อวานนี้”
“แต่งงาน?”
ใบหน้าของหลี่ตงเหลียนซีดเผือดลงในทันที เสียงของเธอก็แหลมสูงขึ้น “ทำไมถึงแต่งงานกันกะทันหันแบบนี้คะ? ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลย?”
หลี่ตงเหลียนทำงานอยู่ที่โรงพิมพ์ในตัวอำเภอ ปกติแล้วเธอจะกลับมาที่หมู่บ้านได้ก็ต่อเมื่อมีวันหยุดเท่านั้น
วันนี้เป็นวันหยุด เธอจึงกลับมาแต่เช้า แต่ก็ยังเสียเวลาไปครึ่งเช้า พอกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว เธอบังเอิญเจอเซียวหยวนหมิงที่เพิ่งเลิกงาน จึงรีบร้อนเข้ามาสร้างความประทับใจ ทว่ากลับได้ยินข่าวการแต่งงานของเซียวหยวนหมิง
เซียวหยวนหมิงขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
ซูเจียวเจียวตกตะลึงไปชั่วขณะ มองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ “สหายหลี่ คุณพูดจาแปลกๆ นะคะ ทำไมฉันกับอาหมิงแต่งงานกันถึงต้องบอกคุณด้วย? คุณก็ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ของหยวนหมิง ไม่ใช่แม้แต่น้องสาวแท้ๆ ของหยวนหมิง ไม่เห็นจำเป็นต้องบอกคุณเลยนี่คะ?”
เซียวหยวนหมิงเงยหน้ามองหลี่ตงเหลียนด้วยสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงเฉยเมยแฝงความห่างเหิน “คุณยุ่งเรื่องของคนอื่นมากเกินไปแล้ว”
ใบหน้าของหลี่ตงเหลียนซีดขาวลงไปอีก ร่างกายที่บอบบางและผอมเพรียวของเธอดูราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ ชุดกระโปรงสีขาวขับเน้นใบหน้าที่ซีดขาวของเธอให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้น โดยเฉพาะดวงตาของเธอที่แดงก่ำ ดูราวกับว่ากำลังถูกรังแก ทำให้ซูเจียวเจียวดูเหมือนเป็นฝ่ายรังแกเธอไปเสียอย่างนั้น
“ฉัน... ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...”
เซียวหยวนหมิงไม่อยากจะพูดกับเธอต่อแล้ว “ถ้าไม่ใช่ก็ดีแล้ว”
เขาหันหลังดึงซูเจียวเจียวเข้าบ้าน ก่อนที่ซูเจียวเจียวจะเข้าไปในบ้าน เธอยังมองหลี่ตงเหลียนด้วยสายตาที่แสดงความเห็นใจ “ใบหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีเท่าไร ไม่สบายหรือเปล่าคะ...”
“ไม่ต้องสนใจเธอหรอก”
เสียงเย็นชาของเซียวหยวนหมิงดังมาจากในบ้าน จากนั้นเขาก็ปิดประตูรั้วลง
ซูเจียวเจียวอารมณ์ดีมาก เธอวางกระติกน้ำไว้บนโต๊ะในห้องโถง แล้วบอกให้เซียวหยวนหมิงไปล้างมือแล้วมาทานอาหาร
ซูเจียวเจียวเข้าไปในครัว เปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อก็ลอยออกมา เซียวหยวนหมิงได้กลิ่นเนื้อ หอมกว่าที่เขาเคยทำเองหลายเท่า
ไม่คิดเลยว่าเจียวเจียวที่ดูอ่อนโยนบอบบาง จะทำอาหารเก่งถึงเพียงนี้!
เซียวหยวนหมิงคิดไปพลางทานอาหารไปพลาง เนื้อที่บ้านหมดแล้ว ข้าวก็เหลือน้อย ต้องหาวิธีหาเนื้อมาเพิ่ม แล้วก็ซื้อข้าวด้วย...
ส่วนซูเจียวเจียวก็คิดอยู่ในใจว่าบ่ายนี้คงต้องเข้าเมือง ซื้อเสบียงกลับมา ไม่อย่างนั้นคืนนี้ก็ไม่รู้จะทานอะไรแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงหลี่ตงเหลียนที่กลับมาพักผ่อน ซูเจียวเจียวก็คิดว่าบ่ายนี้เธอคงจะไปในเมืองไม่ได้ เพื่อกันไม่ให้หลี่ตงเหลียนไปสร้างความประทับใจ หรือแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อหน้าเซียวหยวนหมิง และทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา
ที่บ้านยังเหลือข้าวอีกนิดหน่อย คาดว่าคืนนี้คงพอทานได้ ส่วนกับข้าวก็ยังมีซอสเนื้อวัวเหลืออยู่ครึ่งขวด เดี๋ยวจะเอาเงินไปแลกไข่กับผักจากป้าๆ ในหมู่บ้านก่อน ประทังชีวิตไปก่อน พรุ่งนี้พอหลี่ตงเหลียนกลับเข้าเมืองแล้ว เธอค่อยเข้าเมืองด้วย
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ซูเจียวเจียวจึงเดินตามเซียวหยวนหมิงไปทำงานในตอนบ่าย
ในตอนแรกเซียวหยวนหมิงไม่เห็นด้วย อากาศตอนนี้ร้อนมาก อีกทั้งพอเขานึกถึงเรื่องเมื่อคืน ก็กลัวว่าเธอจะเหนื่อย แต่ถึงกระนั้น เซียวหยวนหมิงก็ต้านทานการออดอ้อนของซูเจียวเจียวไม่ได้ จึงปล่อยให้เธอไปด้วยกัน
สาเหตุหลักคือเวลาซูเจียวเจียวออดอ้อน เสียงจะนุ่มนวลไพเราะเป็นที่สุด ทั้งอ่อนหวานและอ่อนโยน
เซียวหยวนหมิงกลัวว่าหากเขาไม่ยอม ร่างกายของเขาจะอ่อนระทวยไปหมด
ผู้หญิงอ้อนกันแบบนี้เองสินะ...
ตอนออกจากบ้าน เขาเอาหมวกฟางใบเดียวที่เหลืออยู่สวมให้ซูเจียวเจียว แล้วสะพายกระติกน้ำสองใบ จากนั้นจึงพาซูเจียวเจียวไปที่ฉางเก็บเสบียงส่วนกลางเพื่อรับอุปกรณ์ทำไร่
เมื่อซูเจียวเจียวตามเซียวหยวนหมิงมาถึงฉางเก็บเสบียงส่วนกลาง ก็เห็นสายตามากมายจับจ้องมาอย่างอยากรู้อยากเห็น โจวเม่ยและจ้าวอวี้เฟินที่อยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นว่าซูเจียวเจียวก็มาทำงานด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจ
จากนั้นสีหน้าประหลาดใจของโจวเม่ยก็แปรเปลี่ยนเป็นเย้ยหยันในทันที “หึ... คิดว่าแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงแล้วจะไม่ต้องทำงานงั้นเหรอ? วันนี้ก็ยังต้องตามลงแปลงเหมือนเดิมนี่นา”
จ้าวอวี้เฟินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “เดิมทีคิดว่าเซียวหยวนหมิงเป็นคนขี้สงสาร แต่ดูท่าก็ไม่ใช่แฮะ”
ในชนบท ตามปกติแล้ววันรุ่งขึ้นหลังจากแต่งงาน เจ้าสาวไม่จำเป็นต้องลงแปลง
เหตุผลไม่ต้องบอก ใครๆ ก็รู้
แต่บ่ายนี้ซูเจียวเจียวกลับต้องลงแปลงทำงานแล้ว
เห็นได้ชัดว่า เซียวหยวนหมิงก็ไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไร
โจวเม่ยเยาะเย้ยพลางหัวเราะเย็น “ชาวนาต้อยต่ำจะไปรู้จักสงสารใครที่ไหนได้ ความดีที่เคยแสดงออกมาก็แค่แกล้งทำเท่านั้นแหละ ไม่อย่างนั้นจะหลอกคนให้แต่งงานด้วยได้ยังไงกัน!”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^