บทที่ 90 พานพบอีกครา [2]
บทที่ 90 พานพบอีกครา [2]
ด้วยเหตุผลดังกล่าว บรรดาผู้บริหารระดับสูงจึงตกลงใจที่จะขยายถนนให้กว้างขึ้น
ซูเจียวเจียวได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกยินดีไม่น้อย
หากอยากร่ำรวย ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างถนน!
เมื่อถนนกว้างขึ้น การสัญจรสะดวกสบายขึ้น ทุกคนย่อมได้รับประโยชน์ นี่คือคุณูปการอันยิ่งใหญ่เพื่อปวงชนอย่างแท้จริง
กองผลิตแต่ละแห่งต่างคัดเลือกผู้คนมาทำงานจำนวนมาก เพื่อร่วมกันสร้างถนน
เซียวหยวนหมิงก็เป็นหนึ่งในนั้น
ส่วนซูเจียวเจียวก็ยังคงสอนเซียวหยวนซินตัดเย็บเสื้อผ้าต่อไป เธอถ่ายทอดความรู้ที่มีให้ทั้งหมด เซียวหยวนซินเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้เธอสามารถตัดเสื้อผ้าแบบง่ายๆ ได้แล้ว
แต่ที่บ้านมีเพียงจักรเย็บผ้าเครื่องเดียวไม่เพียงพอ ซูเจียวเจียวจึงตัดสินใจไปคุยกับหลี่เกินเซิง เพื่อดูว่ากองผลิตจะสามารถจัดหามาให้ก่อนได้หรือไม่
หลี่เกินเซิงในตอนกลางวันต้องคอยบัญชาการงานในกองผลิต รวมถึงดูแลเรื่องการสร้างถนนอีกด้วย เขายุ่งมากจนแทบไม่ว่าง ซูเจียวเจียวจึงต้องรอจนค่ำจึงจะไปหาเขาที่บ้าน
หลังจากรับประทานอาหารเย็น เซียวหยวนซินก็ดูแลหลิวหยวนหยวนอาบน้ำและเข้านอน ส่วนเซียวหยวนหมิงก็ไปปรึกษาเรื่องการสร้างถนนกับหัวหน้าหน่วยต่างๆ ซูเจียวเจียวจึงไปหาหลี่เกินเซิงเพียงลำพัง
หมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อพลบค่ำก็มืดมิด มีเพียงจันทร์เสี้ยวเล็กๆ ลอยอยู่บนฟ้า ที่ยังคงผลุบโผล่ในหมู่เมฆ ทำให้บริเวณรอบๆ ดูมืดสลัวยิ่งขึ้นไปอีก
ขณะนั้น เสียงสนทนาแผ่วเบาก็ดังมาจากข้างๆ แม้เสียงจะเบามาก แต่ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ กลับขยายก้องกังวานจนได้ยินชัดเจน
“คุณไม่ได้บอกว่าจะช่วยฉันย้ายกลับภายในหนึ่งเดือนหรือคะ? นี่ก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว ทำไมคุณยังไม่ช่วยฉันย้ายกลับอีก?”
ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเป็นโจวเม่ย
โจวเม่ยดัดเสียงให้ดูอ่อนหวานออดอ้อน เจือไปด้วยเสน่ห์มารยาเล็กน้อย ฟังแล้วจั๊กจี้ไปทั้งใบหู
หลี่เกินเซิงขมวดคิ้วมองเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยคุณย้ายกลับนะ แต่พวกคุณครั้งนี้ทำเรื่องใหญ่เกินไป นั่นมันการค้ากำไรเกินควรเลยนะ! ไม่แน่ว่าอาจต้องติดคุกเสียด้วยซ้ำ! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณเป็นยุวชนละก็ เกรงว่าตอนนี้คงนอนอยู่ในคุกแล้ว นี่เป็นเพราะผมไปขอร้องให้ พวกคุณถึงได้แค่ไปทำงานในไร่เกษตรกรรม และที่สำคัญ ตอนนี้พวกเขากำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด ผมเองก็อยากจะช่วยคุณออกมา แต่ก็ทำไม่ได้เลย…”
อย่างไรก็ตาม โจวเม่ยฟังเขากล่าวมามากก็เข้าใจแล้วว่า เขาไม่อยากช่วยเธอย้ายกลับจริงๆ ไม่ว่าจะพูดดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
โจวเม่ยพลันรู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อย “หลี่เกินเซิง ถ้าคุณไม่หาวิธีช่วยฉันย้ายออกไปละก็ เชื่อไหมว่าตอนนี้ฉันจะไปหาภรรยาของคุณ ไปหาลูกชายลูกสะใภ้ของคุณ และบอกพวกเขาทุกเรื่องที่คุณทำ! ถึงเวลานั้นไม่ใช่แค่ฉันที่จะจบเห่ แต่คุณก็จะจบเห่ไปด้วย!”
เมื่อได้ยินคำขู่ของโจวเม่ย ใบหน้าของหลี่เกินเซิงพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มด้วยความโกรธ เขาอยากจะยื่นมือไปบีบคอเธอให้ตายนัก
แต่หลี่เกินเซิงไม่มีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้น การฆ่าคนเป็นอาชญากรรม ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีความรู้สึกดีๆ กับยุวชนสาวสวยคนนี้ จะให้เทียบความงามของเธอกับแม่หมูที่บ้านได้อย่างไร?
หลี่เกินเซิงระงับความโกรธในใจ “เอาล่ะๆ ผมจะหาเวลาหาวิธีช่วยคุณย้ายออกไป แต่คุณอย่าได้ร้อนใจนัก เรื่องนี้มันรีบไม่ได้”
“อืม” โจวเม่ยเปลี่ยนท่าทีทันที กลับมาอ่อนหวานเหมือนเดิม “ค่ะ ฉันจะรอข่าวดีจากคุณนะ”
พูดจบ โจวเม่ยก็กำลังจะเดินจากไป ทว่าหลี่เกินเซิงกลับฉุดมือเธอไว้ “อย่าเพิ่งไปสิ ไม่ได้เจอกันสามเดือน คิดถึงจะแย่แล้ว…”
ในความมืดสลัวใต้คันนา เสียงครวญครางก็ดังแว่วขึ้นมาทันที
แม้โจวเม่ยจะไม่เต็มใจเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธหลี่เกินเซิง เธอยังต้องพึ่งพาเขาในอนาคต ยังหวังให้เขาช่วยเธอย้ายออกจากไร่เกษตรกรรม ไม่ต้องทำงานหนัก เธอจึงอดทนต่อความรู้สึกขยะแขยงนี้ และยอมปรนเปรอประจบประแจงเขาทันที
ซูเจียวเจียวรีบเดินออกไปเงียบๆ ตั้งแต่ได้ยินบทสนทนาครึ่งแรก เรื่องบางเรื่อง คำบางคำ ไม่ได้ยินย่อมดีกว่า เธอเองก็ไม่ได้มีนิสัยชอบแอบฟังเรื่องชาวบ้านเสียด้วย
แต่ตอนนี้หลี่เกินเซิงและโจวเม่ยกำลังอยู่ด้วยกัน เธอจึงคิดว่าควรรออีกสักพักค่อยไปที่บ้านของหลี่เกินเซิงดีกว่า
ซูเจียวเจียวหันหลังเดินกลับ ทว่ากลับชนเข้ากับร่างสูงโปร่ง ใบหน้าของเธอกระแทกเข้ากับอกที่แข็งราวแผ่นหิน ซูเจียวเจียวรู้สึกเจ็บแปลบที่จมูก เกือบจะเสียหลักล้มลงไป
ซูเจียวเจียวหลีกเลี่ยงมือที่ยื่นเข้ามาประคอง พยุงตัวให้มั่นคง พร้อมกับนวดจมูกที่ถูกชนจนเจ็บ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ในเงามืดสลัวนั้นจึงเห็นเพียงรางๆ ใบหน้าคมเข้มกับดวงตาลึกซึ้ง
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เจือด้วยความเย็นชาเล็กน้อย
พอซูเจียวเจียวได้ยินเสียงเขาก็สังหรณ์ใจไม่ดี ด้วยความรวดเร็ว เธอคว้าหมับเข้าที่แขนของฮั่วเจี้ยนจง แล้วดึงเขาเข้าไปหลบหลังกำแพงที่พังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ข้างกำแพงนี้มีพงหญ้ารกทึบ สูงเกือบครึ่งคน
ฮั่วเจี้ยนจงยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถูกฉุดให้วิ่ง “นี่เธอ…”
เขายังไม่ทันพูดจบ ซูเจียวเจียวก็กล่าวอย่างดุดันว่า “ชู่! อย่าเพิ่งพูดอะไร!”
แล้วซูเจียวเจียวก็เฝ้ามองไปในความมืด
ฮั่วเจี้ยนจงเต็มไปด้วยความสงสัย นี่เธอกำลังทำอะไร? ซ่อนอยู่ที่นี่ดูอะไร?
แต่สุดท้ายฮั่วเจี้ยนจงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขานั่งยองๆ อย่างเงียบเชียบข้างๆ แล้วมองตามออกไปด้านนอก
ซูเจียวเจียวใช้พงหญ้าเป็นที่กำบัง แอบชะโงกหน้าออกไป
เป็นอย่างที่คิด หลี่เกินเซิงกับโจวเม่ยซึ่งได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากที่ลับตา ก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ รีบคว้าเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยแล้วออกมาตามหาต้นเสียง ทั้งคู่กวาดสายตามองไปรอบทิศ กลับพบเพียงความว่างเปล่า มืดมิดไร้ผู้คน
ดังนั้นทั้งสองคนจึงรีบแต่งตัวแล้วแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
ซูเจียวเจียวเห็นพวกเขาทั้งสองคนจากไปแล้ว ก็ถอนหายใจโล่งอก ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดแทบตาย
เธอไม่ได้ว่าดวงโชคดีเหมือนปลาหลี่ทองคำหรอกหรือ!
ทำไมถึงได้เจอเรื่องแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
นี่มันโชคร้ายเกินไปแล้ว!
ซูเจียวเจียวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หันกลับไปก็เห็นฮั่วเจี้ยนจงชะโงกหน้าออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเห็นหลี่เกินเซิงกับโจวเม่ยที่รีบเผ่นหนีไปอย่างชัดเจน…
จังหวะเดียวกับที่ดวงจันทร์โผล่พ้นม่านเมฆ ฮั่วเจี้ยนจงจึงได้เห็นภาพนั้นพอดี
สายตาของซูเจียวเจียวประสานเข้ากับเขา ช่างน่าอึดอัดใจเป็นที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น และตอนนี้ทั้งสองคนยังหลบอยู่ในมุมนี้ จะไม่ให้รู้สึกอึดอัดได้อย่างไร?
หากถูกคนอื่นเห็นเข้า เกรงว่าแม้จะมีปากก็คงอธิบายไม่ถูก
“เอ่อ… เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะคะ มันจำเป็นจริงๆ” ซูเจียวเจียวอธิบายจบก็รีบเดินออกไปทันที
อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะทำให้คนเข้าใจผิดกันไปใหญ่
ฮั่วเจี้ยนจงก็เดินออกมาจากกำแพงที่พังทลายเช่นกัน
ทันทีที่ซูเจียวเจียวเดินออกมา เธอก็เห็นเซียวหยวนหมิงยืนอยู่ตรงหน้า
“อาหมิง”
ซูเจียวเจียวราวกับเจอทางรอด เธอรีบวิ่งไปหาเขา
มองดวงตาที่หม่นหมองของเขา ในใจของเธอก็เต้นรัว อาหมิงคงไม่เข้าใจผิดหรอกใช่ไหม?
เพราะทั้งสองคนเพิ่งเดินออกมาจากกำแพงที่พังทลายและรกร้างด้วยกัน ช่างเป็นภาพที่น่าสงสัยจริงๆ
ซูเจียวเจียวเม้มริมฝีปาก คิดในใจว่าควรอธิบายอย่างไรดี?
จะปล่อยให้หลี่อาหมิงของเธอเข้าใจผิดไม่ได้เด็ดขาด!
เซียวหยวนหมิงมองฮั่วเจี้ยนจงด้วยสายตาลึกล้ำ แต่เมื่อเขาหันกลับมามองซูเจียวเจียว ดวงตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน เขายื่นมือจับมือเธอ “คราวหน้าจะออกไปไหนตอนกลางคืนละก็ ให้ฉันไปด้วยเถอะนะ”
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^