LNCrawler

บทที่ 91 ไม่เห็นอะไรเลยสักนิด

เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 91 ไม่เห็นอะไรเลยสักนิด

        ซูเจียวเจียวสังเกตสีหน้าของเซียวหยวนหมิง เห็นว่าเขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง ก็รู้สึกโล่งใจเป็นสุดขีด พยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย “เข้าใจแล้ว”

       ฮั่วเจี้ยนจงมองแผ่นหลังของซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงที่จากไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินไปอีกทาง

       ทางด้านนี้ ซูเจียวเจียวกุมมือเซียวหยวนหมิงแน่น อธิบายอย่างอ่อนโยน “อาหมิง เรื่องเมื่อกี้ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะคะ…”

       เซียวหยวนหมิงตอบ “ผมรู้ ผมเห็นทั้งหมดแล้ว”

       ซูเจียวเจียวเบิกตากว้างอย่างตกใจ “คุณเห็นทั้งหมดแล้วหรือคะ?”

       เซียวหยวนหมิงมองเธอ แล้วพยักหน้าตอบรับ “อืม”

       เขาหยุดเดินพลางยื่นมือไปลูบผมเธออย่างอ่อนโยน “อย่าเที่ยวซุกซนคนเดียวอีกเข้าใจหรือเปล่า? หากไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าละก็ ดวงตาอันใสซื่อของคุณจะมัวหมองเอานะ”

       ซูเจียวเจียวเห็นว่าเซียวหยวนหมิงไม่ได้เข้าใจผิดจริงๆ ก็เผยรอยยิ้มหวานบนใบหน้า “ฉันรู้แล้วค่ะ คราวหน้าจะออกไปไหนตอนกลางคืน ฉันจะดึงคุณไปด้วยแน่นอนค่ะ แต่ฉันยังไม่ได้ไปคุยเรื่องจักรเย็บผ้ากับหลี่เกินเซิงเลยนี่นา”

       “ตอนนี้ผมจะพาคุณไปเอง”

       “ตอนนี้เลยเหรอคะ?”

       “อืม”

       ซูเจียวเจียวเดินเคียงข้างเซียวหยวนหมิง ปล่อยให้เขากุมมือเดินไปตามคันนา

       แม้แสงจันทร์จะมืดสลัวและท้องฟ้ามีดาวอยู่ไม่กี่ดวง แต่เส้นทางนี้เซียวหยวนหมิงก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี แทบจะหลับตาเดินได้

       เพียงครู่เดียว ทั้งสองก็มาถึงบ้านของหลี่เกินเซิง

       ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งของหลี่เกินเซิงนั้นซ่อนเร้นความสับสนอลหม่าน เขาจ้องมองซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงที่มาเยือนโดยไม่คาดฝัน ในใจรู้สึกกังขา เมื่อครู่บนคันนา เขาเหมือนเห็นเงาดำสองร่างวิ่งผ่านไป ไม่รู้ว่าเป็นคนทั้งสองนี้หรือไม่…

       “เซียวหยวนหมิง ยุวชนซู พวกคุณมาหาผมดึกดื่นแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือครับ?”

       ซูเจียวเจียวมองหลี่เกินเซิงที่พยายามสงบสติอารมณ์ ในใจอดไม่ได้ที่จะขำในความตลกร้าย ไม่คิดว่าหลี่เกินเซิงที่ดูเหมือนคนหัวโบราณและเคร่งขรึม จะมีอีกด้านเช่นนี้ยามลับหลัง

       แต่เธอก็ไม่ได้ต้องการสอดเรื่องส่วนตัว จึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “หัวหน้าหลี่คะ ตอนนี้สหายเซียวหยวนซินสามารถใช้จักรเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ด้วยฝีมือของเธอในตอนนี้ การทำเสื้อผ้าและกางเกงแบบง่ายๆ ไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ ฉันจึงอยากจะมาสอบถามว่ากองผลิตของเราสามารถซื้อจักรเย็บผ้าเพิ่มได้อีกหนึ่งเครื่องหรือไม่คะ?”

       เมื่อได้ยินว่าจะต้องใช้เงินซื้อจักรเย็บผ้า คิ้วของหลี่เกินเซิงก็ขมวดมุ่นทันที “ยุวชนซู ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากออกเงินนะ แต่กองผลิตของเราไม่มีเงินจริงๆ คุณก็รู้ว่าเศรษฐกิจของกองผลิตของเราเป็นอย่างไร ทุกคนยังกินไม่อิ่มเลย จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อจักรเย็บผ้าได้! ยิ่งกว่านั้น การซื้อจักรเย็บผ้าเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องปรึกษาเลขาธิการเจียงและต้องได้รับความยินยอมจากทุกคนก่อนถึงจะซื้อได้ เพราะมันตั้งร้อยห้าสิบหยวนเลยนะ!”

       ซูเจียวเจียวเดาไว้แล้วว่าหลี่เกินเซิงจะต้องกล่าวเช่นนี้ และก็จริงอยู่ การซื้อจักรเย็บผ้าไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการปรึกษาหารือจากกองผลิตอย่างแน่นอน

       แต่ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้หวังให้กองผลิตซื้อให้ เธอเพียงต้องการใช้ช่องทางของกองผลิตเพื่อซื้อจักรเย็บผ้าด้วยเงินของตนเอง

       จักรเย็บผ้าเครื่องเก่าของซูเจียวเจียวได้มาจากอาหมิงผ่านฉีเย่โดยช่องทางอื่น เธอยังสามารถอ้างได้ว่าเป็นของที่พ่อแม่จากตัวเมืองมณฑลส่งมาให้

       หากซูเจียวเจียวซื้อจักรเย็บผ้ามาอีกเครื่องโดยไม่บอกกล่าวละก็ คงไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นของที่พ่อแม่ส่งมาให้แล้ว

       คนฉลาดเฉลียวจะมองออกถึงที่มาที่ไป

       ดังนั้นจึงต้องมีช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย

       ซูเจียวเจียวไม่ได้เปิดเผยแผนการในใจทันที เธอคิดว่าควรจะให้เขาไปปรึกษาเลขาธิการเจียงและคนในหมู่บ้านก่อน รอให้พวกเขาไม่เห็นด้วย เธอค่อยตอแยไปเรื่อยๆ จนหลี่เกินเซิงรู้สึกรำคาญใจเป็นที่สุด แล้วค่อยเสนอว่าให้กองผลิตช่วยซื้อ โดยเธอจะเป็นคนออกเงินเอง ซึ่งวิธีนี้ก็น่าจะสำเร็จลุล่วงได้

       “ได้ค่ะหัวหน้าหลี่ งั้นเรื่องนี้คุณคงต้องรีบไปปรึกษาเลขาธิการเจียงนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันกับสหายเซียวหยวนซินก็จะต้องใช้จักรเย็บผ้าเครื่องเดียวกันต่อไป ทำให้เสียเวลาทำงานค่ะ”

       หลี่เกินเซิงพยักหน้า “รับทราบครับ” แต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดแทบตาย มีเรื่องวุ่นวายมากมายเหลือเกิน

       ซูเจียวเจียวยิ้ม “หัวหน้าหลี่คะ งั้นฉันกับอาหมิงขอตัวกลับก่อนนะคะ”

       ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงเดินออกจากบ้านไปได้ไม่กี่ก้าว ซูเจียวเจียวก็ถูกหลี่เกินเซิงเรียกไว้

       “หัวหน้าหลี่ มีอะไรอีกหรือคะ?”

       หลี่เกินเซิงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ “ยุวชนซู พวกคุณเพิ่งจะเดินมาจากเนินทุ่งใช่ไหม?”

       “ใช่ค่ะ”

       หลี่เกินเซิงหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วถาม “งั้นพวกคุณได้ยินเสียงอะไร หรือเห็นใครบ้างไหมครับ?”

       “ไม่เลยค่ะ” ซูเจียวเจียวส่ายศีรษะ ใบหน้าแสดงออกถึงความไร้เดียงสาและงุนงง แล้วจึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “หัวหน้าหลี่คะ ทำไมคุณถึงถามอย่างนั้นล่ะ? หรือว่ากองผลิตของเรามีคนร้ายบุกเข้ามาเหรอคะ?”

       “ไม่ๆๆ” หลี่เกินเซิงโบกมือปฏิเสธทันที เขายังอยากจะพูดอะไรอีก แต่พอเห็นเซียวหยวนหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไป

       เซียวหยวนหมิงยังคงทำหน้าเย็นชา ไม่เอ่ยสิ่งใด เงียบงันอยู่ข้างกายซูเจียวเจียวราวกับปราการเหล็ก

       ซูเจียวเจียวยิ้ม “ไม่มีก็ดีแล้วค่ะ ฉันตกใจแทบแย่ หัวหน้าหลี่คะ งั้นพวกเรากลับก่อนนะคะ”

       เดินอยู่บนคันนา ซูเจียวเจียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อนึกถึงคำพูดของหลี่เกินเซิง ใบหน้าแย้มยิ้มตลอดทาง

       เซียวหยวนหมิงรู้ว่าเธอกำลังยิ้มอะไร เมื่อเห็นเธอมีความสุข เขาก็มีความสุขไปด้วย

       “หลี่เกินเซิงคนนั้นมีพฤติกรรมเลวทราม คราวหน้าอย่าพยายามอยู่กับเขาตามลำพังเลยนะครับ มีอะไรก็ให้ผมจัดการก็พอแล้ว”

       ภายใต้แสงจันทร์ เสียงทุ้มต่ำของเซียวหยวนหมิงดังขึ้นอย่างแผ่วเบาด้วยความห่วงใย ผสานกับสายลมยามค่ำคืนในเดือนเมษายน ช่างไพเราะจับใจ

       ซูเจียวเจียวสิบนิ้วประสานกับเขา เดินเล่นอยู่บนคันนา ท้องฟ้ายามราตรีสีหมึกมีพระจันทร์ที่บางครั้งก็ปรากฏให้เห็น บางครั้งก็ลับหายไปในหมู่เมฆ แสงจันทร์อันบริสุทธิ์สาดส่องลงมาเป็นครั้งคราว

       ทุกสิ่งล้วนงดงามและเงียบสงบ

       เซียวหยวนหมิงกำมือเล็กๆ นุ่มนิ่มของคนรักไว้แน่น ราวกับว่าได้กำโลกทั้งใบไว้ในอุ้งมือ

       แต่ก่อนเขาไม่เคยกล้าจินตนาการว่าจะมีวันนี้

       ทุกวันในตอนนี้ เขารู้สึกมีความสุขราวกับฟองสบู่ที่ลอยอยู่บนฟ้า

       …

       และแล้วครึ่งเดือนต่อมา โจวเม่ยก็ถูกย้ายกลับมา แต่ไม่ได้รับหน้าที่เป็นเสมียนจดแต้มคะแนนงานอีกต่อไป เธอต้องกลับไปทำงานในไร่นาเช่นเดิม

       คราวนี้โจวเม่ยไม่สามารถวางท่าผยองได้อีกต่อไป เธอจำต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างซื่อสัตย์

       คาดว่าการทำงานในไร่เกษตรกรรมนั้นลำบากมาก เพียงสามเดือนโจวเม่ยก็ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายผอมแห้งไม่ต่างจากท่อนไม้ ใบหน้าก็ดูเหนื่อยล้าซูบซีดไปหมด

       ก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นเสมียนผู้จดแต้มคะแนนงาน ไม่ต้องลงนา แต่ได้แต้มคะแนนงานวันละสิบแต้ม ซึ่งมากพอสำหรับเธอที่จะกินอิ่มหนำสำราญ ใบหน้าก็มีน้ำมีนวล ผิวพรรณก็ขาวผ่องขึ้นมาก แต่ตอนนี้ทุกสิ่งที่เคยสะสมไว้ได้กลับคืนสู่สภาพเดิม เธอกลับมาผอมแห้งจนแทบจำไม่ได้ ผิวก็คล้ำลงไปหลายระดับ

       แม้กระทั่งผมยาวที่เธอเคยถนอมยิ่งนัก กลับแห้งเสียและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ร่างเธอผ่ายผอม โหนกแก้มเด่นชัด ความงามสงบเสงี่ยมที่เคยมีกลับเลือนหาย ทว่ากลับแฝงด้วยประกายความร้ายกาจ

       ซูเจียวเจียวเกือบจำเธอไม่ได้เมื่อเดินสวนกันบนถนน

       โห... ตอนนี้โจวเม่ยน่าเวทนาจริงๆ นะเนี่ย!

       แต่ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้คิดจะดูถูก โจวเม่ยจะสุขหรือทุกข์ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ

       ในชาตินี้เธอปรารถนาเพียงให้คนที่เธอรัก ครอบครัว และเพื่อนๆ ของเธอปลอดภัย มีความสุข และมีอายุยืนยาว

       ส่วนคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไรนั้น เธอไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย


!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน 
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^