ลุยไฟครั้งที่ ๓ [๒/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๓ [๒/๔]
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อพระอาทิตย์ลาลับเหลี่ยมเขา รถมอเตอร์ไซค์คันเก่งพาเจ้าของร่างระหงตรงไปยังสนามบาสเกตบอล วันนี้ต่างจากทุกวันที่เธอมักจะไปถึงก่อนเวลาเลิกซ้อมแค่หนึ่งชั่วโมง เพราะตอนที่หล่อนมาถึงสนามกลับไม่มีรถจอดเรียงรายนับคันไม่ได้อย่างที่จะเห็นจนชินตา
จะมีก็เพียงเอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นแค่หนึ่งคันเท่านั้น...
หัวใจดวงน้อย ๆ เต้นไม่เป็นจังหวะ เผลอเม้มปากล่างแน่นเพื่อเซ่นให้กับความประหม่าที่ก่อตัวขึ้นในทรวง
หลังจอดรถเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเธอก็พาตัวเองเดินไปหยุดอยู่ใกล้ ๆ กับชายร่างสูง เขาอยู่ในชุดกีฬา กำลังง่วนอยู่กับการวอร์มร่างกายก่อนซ้อม
“สวัสดีค่ะผู้กอง”
สรัลผงกศีรษะรับ “ครับ”
“เพิ่งเลิกงานเหรอคะ”
“สักพักแล้ว”
“อ้อ” เจ้าหล่อนโคลงหัวไปมาด้วยจังหวะเชื่องช้า “หนูเพิ่งมาจากร้านผัดไทยค่ะ จริง ๆ หนูทักไปบอกผู้กองแล้วแต่ผู้กองน่าจะไม่เห็น พอผู้กองไม่มาแต่หนูหิวมาก ๆ ก็เลยกินไปก่อน”
เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ทั้งยังหัวเราะคิกคักราวกับตลกขบขันเสียเต็มประดา
“ผมยังไม่หิวน่ะ กินก่อนซ้อมเดี๋ยวจุก”
“อ่า จริงด้วย”
สิ้นประโยคนั้นสนามบาสก็ไร้เสียงใด
เป็นเมรีที่ทำลายความเงียบลง “หนูมีของมาฝากผู้กองด้วยค่ะ”
คิ้วสีเข้มเลิกสูงเป็นเชิงถาม เธอจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย ควานหาของที่ต้องการแล้วหยิบมันขึ้นมาก่อนจะส่งให้กับฝ่ายชาย
นัยน์ตาคมหลุบต่ำมองของในอุ้งมือเรียว เขาไม่ได้ยื่นมือมารับในทันทีทว่าวางสายตาไว้บนดวงหน้าเกลี้ยงเกลา
“อะไรครับ”
“เคสโทรศัพท์ค่ะ”
“ผมรู้ หมายถึงให้ผมทำไม”
“เอ่อ...” หล่อนหลบสายตาคู่นั้นที่ทำใจสั่นระรัว “หนูพอจะมีทักษะในการทำเคสเรซิ่นอยู่นิดหน่อยน่ะค่ะ วันนี้ว่าง ๆ ก็เลยทำ แล้วก็บังเอิญมาก ๆ ที่เคสที่ทำอยู่ดันเป็นรุ่นเดียวกันกับของผู้กอง หนูก็เลยตั้งใจเอามาให้ค่ะ ถึงเก็บไว้ที่หนูก็คงไม่ได้ใช้ แล้วหนูก็ไม่ได้ขายด้วย เพราะงั้นถ้าผู้กองไม่รังเกียจก็อยากให้รับเคสที่มีแค่ชิ้นเดียวในโลกไว้ค่ะ”
เขายังคงนิ่งงัน
“สิ่งของในโลกนี้มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อใครสักคนใช้ประโยชน์จากมัน ถ้าเก็บมันไว้เฉย ๆ วันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นขยะ หนูหมายถึงว่าวันหนึ่งเคสนี้ก็ต้องเป็นขยะอยู่แล้วค่ะ แค่ก่อนเป็นก็อยากให้มันได้ทำหน้าที่ของตัวเองก่อน”
“ผมมีเคสแล้วน่ะ”
มือเรียวเล็กเอื้อมไปลูบท้ายทอยแก้เก้อ เกิดอาการหน้าม้านจนอยากมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
“อ้อ โอเคค่ะ”
แล้วเคสใบสนก็กลับไปนอนกลิ้งในกระเป๋าสะพายดังเดิม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีรถคันอื่น ๆ แล่นเข้ามาในเขตสนามบาส หนึ่งในนั้นคือจิรายุ
คนมาใหม่เดินมาสมทบกับรุ่นพี่ในทีมและเด็กเสิร์ฟจากอัมพรโภชนา
“สวัสดีครับผู้กอง” แล้วหันมาส่งยิ้มเป็นการทักทายเมรี “หวัดดีครับน้องรัม”
หญิงสาวที่อายุน้อยที่สุดในวงสนทนายกมือไหว้อีกฝ่าย “สวัสดีค่ะหมวดจี วันนี้หมวดเธียรไม่มาเหรอคะ”
“เธียรเข้าเวรครับ”
หล่อนโคลงศีรษะช้า ๆ เป็นเชิงรับรู้
สุ้มเสียงทุ้มดังมาอีกระลอก “ทำไมวันนี้มาไว”
“วันหยุดค่ะ”
“อ่า ก็ว่ามาไวจัง”
เมื่อคนอื่น ๆ ทยอยมาที่สนาม พวกนักกีฬาก็เริ่มซ้อม ส่วนเธอปักหลักนั่งข้างสนามกับจิรายุ
สายตาคู่งามทอดมองไปเบื้องหน้าราวสนใจการซ้อมบาสเกตบอล แต่หัวสมองกลับคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเจอทางตัน เดินมานิดหน่อยก็หาทางไปต่อไม่ได้เสียแล้ว แต่ก็ยังดันทุรังอยากจะฝ่ากำแพงหนา ๆ ไปให้ได้ เผื่อว่าผ่านไปได้แล้วจะได้หัวใจเขามาครอบครอง
แต่มันก็ดูยากเย็นเหลือเกิน
การต้องกระเสือกกระสนเพื่อเข้าไปอยู่ในใจคนอย่างสรัลนั้นต้องใช้ความพยายามมหาศาล และเธออาจจะพยายามไม่มากพอ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้และไม่แน่ใจว่าจะถามจากใครได้ก็คือเส้นชัยมีอยู่จริงหรือเปล่า หากทุ่มสุดตัวไปแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร รางวัลของความเพียรพยายามที่จะหลอมละลายกำแพงน้ำแข็งคือการได้เข้าไปอยู่ในใจเขาจริง ๆ หรือ
หรือมันก็คงเหมือน ๆ กับการเทน้ำลงบนพื้นทราย ที่ไม่ว่าเทลงไปเท่าไรก็คงไม่พอ
แต่เธอคงไม่โทษใคร สรัลไม่ได้ขอให้เธอไปชอบเขาสักหน่อย ก็หาเรื่องเองทั้งนั้น
“เมื่อเช้าก็พาหมาไปวิ่งเหรอครับ เห็นลงสตอรี่”
เมรีหันไปทางคนข้างกาย พยักหน้าหงึก ๆ ประกอบคำพูด
“ค่ะ ต้องพาไปวิ่งทุกวัน รับเงินเขามาแล้วจะอู้งานก็ไม่ได้ค่ะ”
“ถึงจะเป็นการทำงานแต่ก็ดูเป็นงานที่น่าสนุกดีนะ”
“จะว่างั้นก็ได้ค่ะ แค่พาหมาไปวิ่งวันละชั่วโมงนิด ๆ ก็ได้เงินแล้ว แต่งานของหมวดจีก็น่าสนุกนะคะ ได้วิ่งจับผู้ร้ายด้วย”
เขาทำหน้าละเหี่ยใจ “ไม่อยากสนุกเลยครับ”
หล่อนหัวเราะร่า ก่อนตั้งกระทู้ถามอย่างชวนคุย “เคสแบบไหนที่จะเหนื่อยเป็นพิเศษเหรอคะ”
“จับพวกคนติดยาน่ะครับ เหนื่อยมาก ยิ่งถ้าวิ่งหนีด้วยล่ะบันเทิงเลย”
คนฟังโคลงศีรษะช้า ๆ “ขออนุญาตถามนะคะ มีเคสที่อันตรายแบบที่เคยเห็นในหนังไหมคะ ที่ถึงขั้นต้องต่อสู้กันอะไรแบบนั้น”
“มีครับ” จิรายุว่าพลางพยักหน้ารับ “ส่วนมากจะเป็นพวกรายใหญ่ ๆ ที่ไม่อยากเกมเลยสู้สุดตัว หลาย ๆ คนก็มีอาวุธ ปืน มีด ซุกอยู่ตามเอวเต็มไปหมด ถ้าขับรถอยู่ก็ซิ่งหนี ถ้าเป็นพื้นที่ป่าเขาก็วิ่งสุดชีวิต เคสที่กระโดดลงน้ำยังมีเลยครับ”
“คดีเด็ดชัด ๆ”
ตำรวจหนุ่มยิ้มบาง ๆ “ผมเคยจับบ่อน บุกเข้าไปเจอผีพนันล้อมวงเล่นไพ่ พอเห็นตำรวจวงก็แตก ป้าคนหนึ่งรีบวิ่งหนีไปหลังบ้านแล้วทำทีเป็นทำกับข้าว คว้ากระทะกับตะหลิวมาผัด แต่แก๊สก็ไม่เปิด ในกระทะก็ไม่มีอะไร ผัดทั้งเปล่า ๆ แบบนั้นเลยครับ”
เมรีหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล กว่าจะกลับสู่สภาวะปกติได้ก็เป็นนาที
“คิดภาพตามแล้วตลกมากเลยค่ะ ถ้าหนูอยู่ในเหตุการณ์คงขำจนท้องแข็ง”
“ตอนนั้นผมก็ขำครับ” พูดพลางส่ายหน้าน้อย ๆ “เฮ้อ คนเราพอตกใจแล้วทำอะไรเพี้ยน ๆ โก๊ะ ๆ ตลอด”
หนุ่มสาวคุยกันไปเรื่อยเปื่อย เดี๋ยวออกเรื่องนู้น มาโผล่เรื่องนี้ ก่อนวกมาที่บาสเกตบอล
“หมวดจีก็ตัวสูง ไม่อยากแข่งบาสบ้างเหรอคะ”
เธอถามเขาในขณะที่ใบหน้าก็ผินไปทางสนาม แต่กลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อสบกับสายตาคู่คมที่มองมาทางนี้ หล่อนคล้ายถูกตรึงไว้ด้วยนัยน์ตาสีดำทะมึนที่ยากจะหยั่งถึงความคิดของอีกฝ่าย
ลมหายใจกระจายได้ไม่ทั่วท้อง หัวใจวูบไหวจนรู้สึกได้ถึงความประหม่าที่พวยพุ่งออกมาจากทรวง
แต่ครู่สั้น ๆ เขาก็ดึงความสนใจกลับไปที่ลูกบาส
เมรีพรูลมหายใจออกเฮือกใหญ่ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สุ้มเสียงเข้มดังขึ้นเพื่อตัดความคิด
“ผมไม่ค่อยชอบบาสเท่าไรน่ะครับ”
สิ้นคำนั้นก็มีแจ้งเตือนดังมาจากมือถือของจิรายุ เขาจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรบางอย่างลงไป แต่ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็วางมันลงที่เดิม
เธอเหลือบสายตาไปมองเครื่องมือสื่อสารของตำรวจหนุ่ม แล้วลากสายตาขึ้นไปมองหน้าเขา
“ผู้หมวดใช้โทรศัพท์รุ่นนี้พอดีเลย”
“ทำไมเหรอครับ”
เจ้าหล่อนยังไม่ตอบในทันที เลือกที่จะล้วงมือไปในกระเป๋าผ้าแล้วควานหาของที่ต้องการ เพียงเสี้ยววินาทีก็ได้เคสเรซิ่นใบสนมาไว้ในครอบครอง
เธอส่งมันให้คนข้างกาย “หนูทำเองค่ะ ถึงจะดูธรรมดาไปนิดแต่ก็มีแค่ชิ้นเดียวในโลกนะคะ”
จิรายุมองของในมือเรียวเล็กแล้วเคลื่อนสายตาไปจับจ้องดวงหน้าจิ้มลิ้ม
“ให้ผมรึ”
“ถ้าผู้หมวดไม่รังเกียจ” เธอตอบแล้วไหวไหล่หนึ่งที “อยู่ที่หนูก็ไม่ได้ใช้น่ะค่ะ เสียของเปล่า ๆ”
อุ้งมือใหญ่ที่อุดมไปด้วยเส้นเลือดยื่นมารับเคสโทรศัพท์ไปถือไว้
“ขอบคุณครับ” ไม่ว่าเปล่ายังแกะเคสที่ใช้อยู่ปัจจุบันออก “เดี๋ยวผมลองใส่เลยแล้วกัน ผมชอบพวกของแฮนด์เมดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”
แล้วเคสใบสนก็ได้ทำหน้าที่ของมัน แม้จะเป็นเจ้าของคนละคนกับที่ตนเคยตั้งใจไว้ก็ตาม
หมวดจีชูมือถือที่ใส่เคสใหม่ให้เมรีได้ดู ใบหน้าคมคายประดับไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“สวยดีครับ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“สองคนข้างสนามทำไรกัน ตาวิเศษเห็นนะ”
