LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๓ [๓/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๓ [๓/๔]

ภาพที่คนปากน้ำปราณเห็นจนชินตาในทุก ๆ เช้าคงไม่พ้นพี่เลี้ยงตัวเล็ก ๆ กับหมาแดงตัวใหญ่ที่พากันมาวิ่งริมหาด เช้าวันนี้เมรีก็ยังคงทำกิจวัตรประจำวันของตน เมื่อมาถึงที่หมายก็จัดการสวมสายจูงให้วิเวียน

ทว่าเสียงทุ้มต่ำกลับแหวกอากาศก่อนจะลอยมากระทบใบหู

“ไง”

เมรีที่นั่งยองอยู่บนพื้นจึงเงยหน้าไปมองเจ้าของเสียง ก่อนพบกับดวงหน้าคร้ามคมของตำรวจนายหนึ่งจากสภ.ปากน้ำปราณ

เธอรีบยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “สวัสดีค่ะผู้หมวด”

นัยน์ตาสุกใสกวาดมองทั่วร่างสมส่วนของคนมาใหม่ จิรายุอยู่ในชุดออกกำลังกายสบาย ๆ อย่างกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเข้าคู่กับเสื้อกีฬา

“มาวิ่งเหรอคะ”

“ครับ”

เจ้าหล่อนแกล้งหยอกเย้า “ตื่นเช้าได้แล้วสินะคะ”

“อยากลองวิ่งรับลมทะเลตอนเช้าบ้างน่ะครับ”

“ขอบอกว่านั่นดีสุด ๆ เลยค่ะ ยังไงก็มาวิ่งบ่อย ๆ นะคะ หนูจะได้มีเพื่อนวิ่ง วิเวียนก็ด้วย” ว่าจบก็หลุบตาลงต่ำ “วิเวียน สวัสดีพี่จียังเอ่ย”

ฝ่ามือหนาเอื้อมไปลูบหัวหมาแดงเบา ๆ  “หวัดดีครับวิเวียน พี่จีขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

ก่อนที่หนุ่มสาวกับหมาตัวใหญ่จะพากันวิ่งไปเรื่อย ๆ ด้วยจังหวะที่ไม่เร่งรีบ คล้ายวิ่งรับลมชมอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าเสียมากกว่า

“บรรยากาศดีจริงด้วย”

“ใช่ไหมล่ะคะ รู้สึกโชคดีมาก ๆ เลยที่ได้เป็นคนที่นี่ เลยมีที่ดี ๆ แบบนี้ไว้ออกกำลังกาย จริง ๆ ตอนเย็นก็น่ามาเดินเล่นนะคะ”

“ชอบมารึ”

“ก็ชอบค่ะ แต่ไม่ค่อยได้มา กว่าจะเลิกงานก็สามทุ่มแล้ว ไม่มีอารมณ์มาเดินเล่นริมทะเลหรอกค่ะ เหนื่อย ขอกลับไปนอน”

เสียงเข้มสวน “เหนื่อยแต่ก็ไปโผล่ที่สนามบาสทุกวัน”

“ไปเพราะบูมมันอยากให้ไปเชียร์หรอกค่ะ”

จิรายุเงียบไปครู่หนึ่งราวกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายริมฝีปากหยักก็ขยับเพื่อเปล่งเสียง

“รัมกับบูมนี่...”

“โน” เมรีส่ายหน้า “ฟ้าผ่าตายได้นะคะนั่น”

ทั้งสองจึงหัวเราะออกมา

หล่อนอธิบายพอสังเขป “ที่จริงหนูเคยบอกไปแล้ว แต่ตอนนั้นคุยกับหมวดเธียร ผู้หมวดอาจจะไม่ได้สนใจ แต่บ้านเช่าของหนูกับบูมอยู่ใกล้ ๆ กัน แม่ของบูมก็ดีกับหนูมาก ๆ ทำกับข้าวให้หนูกินทุกวัน คอยเป็นหูเป็นตาให้ตลอด ดูแลหนูเหมือนลูกแท้ ๆ จนหนูนับถือเป็นญาติคนหนึ่งถึงจะต่างสายเลือด บูมกับหนูก็เลยสนิทกันโดยปริยาย สำหรับหนูบูมเหมือนน้องแท้ ๆ ส่วนหมอนั่นก็มองหนูเป็นพี่สาวค่ะ”

“เป็นความสัมพันธ์ที่ดีนะครับ”

“มาก ๆ เลยค่ะ”

วิ่งไปได้ไม่กี่สิบเมตรก็เห็นแผ่นหลังกว้างที่คุ้นตาของใครบางคน

เธอชี้ไปทางเจ้าตัว “นั่นผู้กองสามค่ะ”

เมื่อวิ่งไปอยู่ระนาบเดียวกับทายาทแพวรางกูรได้แล้ว ทั้งสองก็ทำความเคารพคนอายุมากกว่าอย่างมีมารยาท

“สวัสดีครับผู้กอง”

เสียงใสดังตามมาติด ๆ  “สวัสดีค่ะผู้กอง”

เสียงทักทายแหวกอากาศมาเข้าโสตประสาทโดยไร้สิ่งใดขวางกั้น เพราะเขาดันลืมหยิบหูฟังมาด้วย สรัลปรายตามองคนมาใหม่ นึกแปลกใจนิดหน่อยที่ไม่ได้เห็นแค่พี่เลี้ยงหมายักษ์แต่ยังมีรุ่นน้องในทีมของตนอีกด้วย

ชายร่างแกร่งค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการรับไหว้แทนการพูด

“มานานหรือยังครับ”

“สักพักแล้ว”

“โอ้ ตื่นเช้า” ก่อนว่าต่อ “ขอผมวิ่งด้วยคนนะครับ”

“ตามสบาย”

แม้จิรายุจะพูดเช่นนั้นแต่ระหว่างทางก็ได้ยินแต่เสียงคุยของเจ้าตัวกับเมรี ที่คนหลังนั้นพูดเป็นต่อยหอย ไม่รู้ว่าสรรหาเรื่องอะไรมาพูดได้เป็นวรรคเป็นเวร โดยไม่มีใครถามอะไรให้เขาต้องเปลืองน้ำลายโดยใช่เหตุ

“ร้านนั้นทำน้ำเต้าหู้ไม่ค่อยเข้มข้นค่ะ แล้วถึงจะสั่งหวานมากก็ยังจืดอยู่ดี หนูเลยกินอีกร้านหนึ่ง” ก่อนจะบอกพิกัดของร้านประจำให้คู่สนทนาได้รับรู้ “ร้านนี้เข้มข้น เครื่องก็เยอะ”

“โอเค ไว้ผมจะลองดู”

“แต่ก็ปัจเจกบุคคลนะคะ บางทีมันอาจจะไม่อร่อยสำหรับผู้หมวดก็ได้”

“ก็ต้องลองดูก่อน ผมไม่ชอบด่วนตัดสินอะไรอยู่แล้วครับ”

ริมฝีปากอ่อนนุ่มตีเป็นเส้นโค้งบาง ๆ  “นั่นเป็นแนวคิดที่ดีนะคะ”

หลังวิ่งได้ประมาณสี่สิบนาทีก็ตัดสินใจหยุดกิจกรรมเรียกเหงื่อยามเช้า ด้วยวันนี้ตำรวจทั้งสองนายต้องไปทำงานเลยวิ่งนานไม่ได้

สุ้มเสียงทุ้มของจิรายุโพล่งขึ้นเป็นประโยคคำถาม “ผู้กองจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าครับ”

“อาฮะ” ก่อนเลิกคิ้วสูง “ทำไม”

“ว่าจะแวะกินโจ๊กที่ตลาดก่อนกลับบ้านน่ะครับ ผู้กองจะไปด้วยกันไหมครับ”

สรัลชั่งใจอยู่ครู่สั้น ๆ  แต่สุดท้ายก็พยักหน้าเนิบช้าเป็นการตกปากรับคำ

เมรีคิดว่าจะวิ่งต่ออีกหน่อยเพราะไม่ได้รีบกลับ แต่ฟองสบู่ที่บรรจุความคิดของเธอก็แตกกลางอากาศเมื่อคู่สนทนาของจิรายุเป็นตัวเอง

“น้องรัมจะไปด้วยกันไหมครับ”

“เอ่อ...” หล่อนเหลือบสายตาไปทางเจ้าของร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เอสยูวี แล้วดึงหน้ามามองคู่สนทนา “ก็ดีเหมือนกันค่ะ หิวพอดี”

“งั้นเจอกันที่ร้านนะครับ”

ทั้งสามคนแยกย้ายไปที่รถของตนเอง จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ร้านโจ๊กที่ตลาดเช้า เมื่อเมรีไปถึงก็พบว่าสองหนุ่มมาถึงก่อนแล้ว ทั้งยังจับจองที่นั่งเสร็จสรรพ เธอค้อมศีรษะให้พวกเขาก่อนแยกตัวไปผูกสายจูงวิเวียนไว้กับเสาที่อยู่ข้าง ๆ

“พี่รัมขอกินโจ๊กแป๊บหนึ่งนะ วิเวียนอย่าซนนะ”

สาวเจ้าเดินกลับมาที่โต๊ะ มีที่ว่างสองที่คือข้าง ๆ ผู้กองและข้าง ๆ ผู้หมวด

ใจเธอร่ำร้องอยากไปนั่งข้างทายาทแพปลา แต่สมองสั่งให้ขยับเก้าอี้ที่อยู่ข้างจิรายุออก ก่อนจะหย่อนสะโพกลง

เธอสั่งอาหารก่อนเดินเข้ามานั่งแล้ว ด้วยเหตุนั้นเพียงครู่สั้น ๆ โจ๊กร้อน ๆ ก็มาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ

“น้องรัมทำงานที่ร้านเจ๊พรนานหรือยัง”

เมรีชำเลืองไปทางเจ้าของคำถามที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน  “หนึ่งปีแล้วค่ะ”

“ก็นานเหมือนกันนะครับ ตอนผมย้ายมาก็เจอรัมที่ร้านแล้ว”

“สภาพแวดล้อมค่อนข้างโอเคน่ะค่ะ เลยอยู่นาน แล้วก็คิดว่าคงจะอยู่ไปเรื่อย ๆ เลย” เธอว่ายิ้ม ๆ ก่อนยิงคำถามใส่ “หมวดจีล่ะคะ มีแพลนจะอยู่ที่ปากน้ำหรือจะย้ายไปที่อื่นหรือเปล่าคะ”

จิรายุพูดติดตลก “ถ้าไม่โดนเด้งไปไหนก็คงอยู่ที่นี่แหละครับ”

“ไม่โดนอยู่แล้วค่ะ”

“ขอให้เป็นงั้นครับ”

พูดได้เพียงเท่านั้นก็มีเสียงแจ้งเตือนดังมาจากโทรศัพท์มือถือของจิรายุที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงขาสั้น มือหนาล้วงเข้าไปด้านในก่อนคว้าสมาร์ตโฟนมาเปิดดูแจ้งเตือน พบว่าเป็นข้อความของเพื่อนสนิทอย่างธนากร จึงพิมพ์ตอบโต้กับอีกฝ่าย

โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจดจ้อง ‘เคสใบสน’ ไม่วางตา...

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“หืมมมม เคสคุ้น ๆ นะหมวด”

2512b0854dcfec3a24eebb44517c42d5.jpg