LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๓ [๔/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๓ [๔/๔]

รถกระบะสี่ประตูจำนวนสองคันลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็ก ๆ ก่อนหยุดลงบริเวณหน้าบ้านชั้นเดียวสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ที่ได้รับแจ้งจาก ‘สายข่าว’ ว่ามีวัยรุ่นมั่วสุมเสพยา

ทันทีที่ล้อรถหยุดหมุนชุดสืบทั้งหกชีวิตก็พากันตบเท้าไปยังบ้านหลังดังกล่าวพร้อมหมายค้น รถมอเตอร์ไซค์ที่ถูกดัดแปลงตามรสนิยมของวัยรุ่นจอดอยู่ข้างบ้านจำนวนสามคัน ข้างกันมีรถกระบะอีกหนึ่ง

ชุดสืบบางส่วนแยกย้ายไปล้อมรอบบ้านเพื่อป้องกันการหลบหนี ในขณะที่สารวัตรเอก รองภูและผู้กองเปรมยืนอยู่หน้าบ้าน ร้องเรียกเจ้าของบ้านให้ออกมาด้านนอก

ตัวสรัลเองก็เดินไปรอบ ๆ บ้านจนเจอเข้ากับกลุ่มวัยรุ่นประมาณห้าถึงหกชีวิตที่นั่งล้อมวงอยู่บริเวณหลังบ้าน ข้างกันมีลำโพงเล็ก ๆ ที่เปิดเพลงไว้เพื่อความจรรโลงใจของพวกมันเอง เคล้าไปด้วยบทสนทนาที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ บนโต๊ะมีข้าวของมากมายที่มองเผิน ๆ นึกว่ากองขยะ

เขาว่าเสียงเรียบ “อยู่นิ่ง ๆ  อย่าลุกไปไหน”

ผู้กองหน้าดุพยักพเยิดหน้าไปทางลำโพงที่ส่งเสียงดังหนวกหู

“ปิด”

คนที่นั่งอยู่ในวงล้อมต่างตกอยู่ในความสงบราวมีใครกดปิดสวิตช์ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สองคู่หูเดินมาถึงหลังบ้านพอดี

“ไปเรียกสารวัตรมานี่”

“ครับผู้กอง”

ธนากรรับคำก่อนเดินไปทางหน้าบ้าน ครู่สั้น ๆ ทั้งสี่ชีวิตก็พากันเดินมายังวงล้อมของวัยรุ่น

หัวหน้าหน่วยสืบสวนแสดงหมายค้นให้คนที่อ้างตนเป็นเจ้าของบ้านได้ตรวจสอบ เมื่อพบว่าเป็นบ้านของเจ้าตัวจริง ๆ ก็ปฏิบัติตามกระบวนการ สรัลทำหน้าที่ค้นหาสิ่งผิดกฎหมายภายในบ้าน ส่วนสองหมวดก็พากลุ่มวัยรุ่นไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในร่างกาย

ใช้เวลาแค่ครู่สั้น ๆ ก็รู้ผลว่าที่นั่งล้อมวงทั้งห้าหกชีวิตนี้ล้วนตกเป็นทาสยาเสพติดทั้งสิ้น

สรัลใช้มือคลำไปทั่วเสื้อผ้าที่ตากไว้ที่ราว ล้วงดูทุกกระเป๋า เพราะนั่นเป็นที่ซ่อนพื้นฐานเลยก็ว่าได้

และแล้วก็เจอยาบ้าจำนวนหนึ่งจนได้...

ตลอดการเป็นตำรวจของเขาไม่เคยยัดยาใคร ถ้ามีก็มี ไม่มีก็คือไม่มี และตัวเขาก็มี Body Camera หรือกล้องติดตัวสำหรับตำรวจติดไว้ที่อกอยู่ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าตนไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือหน้าที่

ของกลางถูกวางลงบนโต๊ะที่ใครบางคนน่าจะเคลียร์ให้แล้ว มันถึงไม่รกเหมือนเมื่อครู่

“ของใคร”

ถามไปงั้น รู้หรอกว่าไม่พ้นเจ้าของบ้าน

ตอนแรกยังไม่มีใครยอมรับ แต่ผ่านไปไม่นานก็มีคนยกมือขึ้น

“ของผมครับ”

ก็นั่นล่ะ เจอที่บ้านคนนี้จะไปเป็นของคนอื่นได้อย่างไร

“ซื้อมาจากไหน”

“...”

“ใครขายให้เรา”

“ไม่รู้จักครับ”

“ไม่บอกก็ตามใจ โทษหนักหน่อยแล้วกัน”

เด็กหนุ่มวัยคะนองที่ดูแล้วคงไม่ได้ไปโรงเรียนหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัยมีสีหน้าเป็นกังวล เพราะเอาอนาคตมาทิ้งไว้กับยานรก แววตาแสดงความพรั่นใจอย่างไม่ปิดบัง ริมฝีปากเม้มแน่น ความกลัวจับไปที่ขั้วหัวใจจนนึกอยากร้องไห้ที่ต้องมาโดนจับในคดียาเสพติด

เจ้าตัวเผยอปากออก “ถ้า...ถ้าผมบอกจะช่วยผมไหมครับ”

นัยน์ตาคมกล้าดุจเจ้าป่าจดจ้องคู่สนทนาเหมือนราชสีห์กำลังยื่นมือไปช่วยกวางตัวน้อย ๆ  ที่สั่นระริกด้วยความกลัว ทว่ากลับซุกซ่อนไปด้วยความเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกผู้ไร้สัจจะที่จ้องจะตะครุบเหยื่อให้ไร้หนทางหลีกหนี

“ช่วยอยู่แล้ว”

แต่ดูเหมือนเหยื่อจะตามเกมของผู้ล่าไม่ทัน

“ขอบคุณครับ ผมจะบอกทุกอย่าง ขอแค่อย่าจับผมเข้าคุกเลยครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ให้ผมไปบำบัดหรือบำเพ็ญประโยชน์อะไรก็ได้ ผมทำหมด”

แล้วชุดสืบแห่งสภ.ปากน้ำปราณก็ได้ข้อมูลของเอเจนต์รายใหญ่ ส่วนวัยรุ่นพวกนี้หรือ ก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ต่างก็ถูกจับไปนั่งหลังรถกระบะโดยมีหมวดเธียรและหมวดจีคอยควบคุมตัวไปยังโรงพัก

ใบหน้าของสรัลเรียบสนิทไร้อารมณ์ ‘ช่วย’ ของเขาคือช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ แต่จะให้ช่วยพลิกดำเป็นขาวน่ะ เขาไม่ทำ

เมื่อปิดงานได้ก็ต้องหาเบาะแสสำหรับเอเจนต์รายต่อไป เพื่อที่จะได้กวาดล้างยานรกให้สิ้นซากไปจากพื้นที่

กว่าชุดสืบจะได้เวลาพักเที่ยงก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง พวกเขาเลือกฝากท้องกับร้านตามสั่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโรงพักมากนัก

ทายาทแพวรางกูรนั่งโต๊ะเดียวกันกับสองหมวด ทอดสายตามองดูพวกสมาธิสั้นที่มือหนึ่งถือช้อนตักข้าวเข้าปาก อีกมือก็ถือโทรศัพท์อย่างกับพวกเด็กติดจอ

กระทั่งจิรายุรับรู้ถึงสายตาที่แผ่รังสีอำมหิตบางอย่างจึงละสายตาจากหน้าจอสี่เหลี่ยมไปมองคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม

เขาเลิกคิ้วให้รุ่นพี่ในทีม สายตาที่มองกันเหมือนอีกฝ่ายกำลังก่นด่าตนอยู่ในใจ ที่แม้แต่หัวหน้าชุดยังไม่เคยดุเขาเรื่องทานข้าวไปเล่นมือถือไปเลย

จิรายุวางสมาร์ตโฟนลงบนโต๊ะแล้วจัดการจานข้าวตรงหน้า ครั้นกินเสร็จก็พากันกลับไปที่โรงพักเพื่อทำงานต่อ

ระหว่างเดินกลับเข้าตัวอาคารสองชั้นของโรงพัก คู่หูก็ทิ้งระยะห่างกับคนในทีมก่อนเอ่ยถามจิรายุด้วยเสียงแผ่วเบา

“ไปเหยียบเท้าผู้กองสามมาหรือไง”

ประโยคคำถามนั้นส่งผลให้หัวคิ้วสีเข้มย่นเข้าหากันด้วยความงุนงง

“ทำไมถึงถามงั้น”

“ไม่รู้ ก็ถึงได้ถามไง”

“ก็นั่นแหละ ทำไมถึงถาม”

ธนากรไหวไหล่ “เห็นผู้กองมองมึงแปลก ๆ  ไม่ได้ผิดใจอะไรกันใช่ไหม”

เจ้าของร่างสมส่วนคิดทบทวนว่าตนทำอะไรให้สรัลไม่พอใจหรือไม่ ก็พบว่าไม่ยักจะมี

หมวดจีถอนหายใจยาว “ช่างเถอะ ผู้กองก็ตาขวางแบบนี้กับทุกคนอยู่แล้ว”

คู่สนทนาหัวเราะน้อย ๆ  “เออ ก็จริง”

 

ดวงจันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า ทอแสงสีนวลกระทบผืนน้ำสีครามเหมือนน้ำทะเลกำลังเต้นระบำ พัดพาลมเย็นมากระทบผิวหนังจนสามสาวพนักงานเสิร์ฟประจำร้านอัมพรโภชนาต้องยกมือมาลูบแขนป้อย ๆ ยามเดินตรงไปที่ลานจอดรถ

“วันนี้ลมแรงจัง”

“นั่นสิพี่ชลลี่ หนูจะปลิวอยู่แล้ว”

“จ้า ก็ตัวเท่ามดนี่เนอะ หัดกินให้มันเยอะ ๆ บ้างเถอะรัม”

“หนูก็กินนะ ไม่เคยอดสักมื้อเลยด้วย ป้าบัวก็เลี้ยงอย่างดี ไม่รู้ทำไมถึงยังตัวแค่นี้ตลอด”

“เป็นความทุกข์ที่อยากสัมผัสจัง” แก้วใจเอ่ยขึ้นมาเสียงเอื่อย “พอท้องแล้วกินเยอะมาก แค่อ้าปากเอาลมเข้าไปน้ำหนักก็ขึ้นแล้ว”

“ก็พี่มีตัวเล็กในท้องนี่คะ น้ำหนักก็ต้องขึ้นเป็นธรรมดา คิดเสียว่าลูกแข็งแรงมาก ๆ แล้วกันค่ะ”

ว่าที่คุณแม่ยิ้มบาง ๆ  พอดีกับที่สามีมารับ ทั้งหมดจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่เมรีไม่ได้ตรงกลับที่พักเพราะต้องแวะไปให้กำลังใจน้องชายต่างสายเลือดที่สนามบาสเกตบอล ที่ซ้อมกี่วันต่อกี่วันก็เป็นรองทีมคู่แข่งตลอด

เมื่อไปถึงที่หมายก็เดินเข้าไปสมทบกับสองหมวด

“สวัสดีค่ะหมวดจี หมวดเธียร”

“สวัสดีครับน้องรัม”

เธอยิ้มรับคำของธนากรพลางค้อมศีรษะให้อีกฝ่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ จิรายุ

เจ้าหล่อนชะโงกหน้าไปมองตำรวจสุดเฟรนด์ลี่

“หมวดเธียรคะ ระวังตกขบวนนะคะ”

คิ้วสีเข้มขมวดเป็นปม “ขบวนอะไรเหรอครับ”

“ขบวนรักสุขภาพค่ะ” เธอว่ายิ้ม ๆ ก่อนเสริมคำของตน “เช้านี้หมวดจีไปวิ่งที่หาดด้วยนะคะ”

“ผมเห็นมันลงสตอรี่แล้วแหละ”

“พรุ่งนี้ไปไหมคะ”

“อืม” เขาทำท่าครุ่นคิด “ไปวิ่งสักนิดก็ดีมั้ง กลัวจะตกขบวนน่ะครับ”

เมรีฉีกยิ้มให้คู่สนทนาก่อนดึงตัวมานั่งดังเดิม มือเรียวยกมาลูบแขนเพื่อบรรเทาความหนาวที่ถูกลมพัดปะทะผิวโดยตรง

เสียงใสว่าเอื่อย ๆ  “วันนี้หนาวกว่าทุกวันเลยนะคะ”

สิ้นคำนั้นร่างกำยำของคนข้างกายก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนขายาวจะก้าวออกไปจากบริเวณนี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่ครู่สั้น ๆ ก็กลับมาพร้อมเสื้อแจ็กเกตสีกรมท่าที่มีตราโล่เขนปักไว้ที่อก ซึ่งเป็นเครื่องหมายราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จิรายุนั่งลงที่เดิมพร้อมยื่นแจ็กเกตให้คนตัวเล็ก

“ให้หนูยืมเหรอคะ”

“ก็รัมหนาว”

“เกรงใจแฮะ ของหลวงซะด้วย”

เขายังคงยื่นมันให้เธอ สุดท้ายก็ต่อต้านไม่ได้จึงยื่นมือไปรับไว้แต่โดยดี

“ขอบคุณนะคะ ว่าแต่พกไว้ตลอดเลยเหรอคะ”

“พวกตำรวจก็พกเสื้อผ้าไว้เต็มรถนั่นแหละครับ เอาสะดวกเข้าว่า”

ให้หลังไม่ถึงยี่สิบนาทีพวกนักกีฬาก็ยุติการซ้อมลงแต่เพียงเท่านี้ สรัลกับบวรกิตสืบเท้ามาหยุดอยู่ใกล้ ๆ กับหนึ่งสาวและสองตำรวจหนุ่มที่ยันกายลุกขึ้นยืนพร้อมกระเป๋าสัมภาระ

เมรียกมือไหว้ผู้อาวุโสสุดในกลุ่ม “สวัสดีค่ะผู้กอง”

เขาเพียงค้อมศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท

สุ้มเสียงของเด็กส่งของดังแทรกขึ้นมา “ไหนน้ำกับผ้าเย็นล่ะครับ”

“ซอรี่จ้ะน้องชาย วันนี้ลืมแวะเซเว่น”

“โห่”

เธอแกล้งทำตาเขียวใส่ลูกชายป้าบัว “มาฮงมาโห่อะไรเด็กนี่ กลับไปกินที่บ้านก็ได้ไหมล่ะ”

ถึงกระนั้นบวรกิตก็มีน้ำเย็น ๆ ให้ดื่มอยู่ดี เพราะมีแก้วน้ำเก็บความเย็นที่มักจะพกติดตัวตลอด เพียงแต่วันนี้ไม่มีผ้าเย็นเหมือนทุกวัน ผู้กองสรัลที่จะได้รับเหมือนเขาในวันนี้ก็อดเหมือนกัน เพราะยายพี่สาวลืมแวะซื้อมาให้

จากนั้นทั้งหมดก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน แต่เสียงของเมรีก็รั้งใครบางคนไว้เสียก่อน

“หมวดจีคะ”

ไม่เพียงแต่จิรายุที่หันมาตามเสียง ยังมีสายตาอีกสามคู่จากสามหนุ่มด้วย

หล่อนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองที่มีเสื้อแจ็กเกตสีกรมท่าสวมไว้

“แล้วเสื้อล่ะ”

“ใส่ไปเถอะครับ กลางคืนมันหนาว”

หญิงสาวผุดยิ้มละมุน “ขอบคุณนะคะ พรุ่งนี้เช้าหนูจะเอาไปคืนที่หาดแล้วกันค่ะ”

เขาโคลงศีรษะเล็กน้อย ใบหน้าคมคายเปื้อนยิ้มบาง ๆ

“แล้วเจอกันครับน้องรัม”

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“เป็นห่วงเป็นใยกันจังเลย เป็นอะไรกันรึป่าวคับหมวด”

0cff26637e3187252cb9227b409f2c1a.jpg