ลุยไฟครั้งที่ ๔ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๔ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๔
เช้านี้คอมมูวิ่งยามเช้าคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะมีหมวดจีมาวิ่งด้วยกัน หมวดเธียรเองก็ตื่นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเทรนด์รักสุขภาพ
ทันทีที่เมรีพารถมอเตอร์ไซค์ไปจอด ก็เจอเข้ากับคู่หูที่ยืนวอร์มร่างกายอยู่บนถนนคนเดินเส้นสีแดงที่ทอดยาวไปกับชายหาด
“สวัสดีค่ะหมวดจี หมวดเธียร”
สองหนุ่มส่งยิ้มเป็นการทักทาย
จิรายุว่า “สวัสดีครับน้องรัม วิเวียน”
เมรีพาหมาแดงลงจากรถก่อนจัดการสวมสายจูงให้เรียบร้อย โดยที่อุ้งมือใหญ่ของธนากรก็ลูบไปที่หัวเจ้าหน้าขนอย่างเบามือ
“หวัดดีวิเวียน ตัวจริงตัวใหญ่กว่าในรูปอีก”
“อุ๊ย! เดี๋ยวน้องงอนนะคะ” หล่อนแกล้งแซวก่อนยันกายลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หันไปทางจิรายุ “เสื้อของผู้หมวดอยู่ใต้เบาะ จะเอาเลยไหมคะ”
“วิ่งเสร็จค่อยคืนก็ได้ครับ”
“โอเคค่ะ งั้นก็เริ่มวิ่งกันเถอะ”
แล้วทั้งสี่ชีวิตก็พากันวิ่งด้วยจังหวะเอื่อย ๆ เพื่อรับลมทะเลยามเช้าไปในตัว
ธนากรสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนผ่อนออกเบา ๆ
“สดชื่นแฮะ รู้งี้น่าจะมาวิ่งตั้งนานแล้ว”
“เริ่มวันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ ต่อไปนี้ทุก ๆ เช้าหมวดเธียรก็มาวิ่งกับพวกเรานะคะ”
“ได้เลยครับ”
ขณะวิ่งอยู่นั้นบทสนทนาและเสียงหัวเราะก็ดังมาไม่ขาดสาย บ้างก็แวะถ่ายรูปไว้ลงโซเชียลมีเดีย เดี๋ยวเธอถ่ายให้พวกเขา พวกเขาถ่ายให้เธอ ไหนสองหมวดยังถ่ายคู่กับวิเวียนด้วย
ตอกย้ำความเป็นเซเลบปากน้ำปราณของหมาแดง
เมื่อถ่ายจนพอใจก็เริ่มวิ่งต่อ
สุ้มเสียงทุ้มของน้องเล็กในชุดสืบดังขึ้น “เสาร์นี้มีงานที่ศาลเจ้า น้องรัมจะไปหรือเปล่า”
“วันนั้นไม่ใช่วันหยุดค่ะ”
จิรายุโคลงศีรษะช้า ๆ เพื่อสื่อว่ารับรู้
“แต่เจ๊พรปิดร้านไวกว่าปกติ”
เขาเลิกคิ้วใส่ “แปลว่าไปได้?”
“ใช่ค่ะ วันนั้นเจ๊พรก็จะไปงานด้วยเลยเปิดร้านถึงช่วงเย็น ๆ หนูเองก็จะไปงานเหมือนกันค่ะ พอดีมีพรที่ต้องขอ”
“ขออะไรครับ”
หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ความลับค่ะ”
จังหวะนั้นเองที่สายตาคู่งามสาดไปกระทบกับแผ่นหลังกว้างของใครบางคนที่คุ้นตาเหลือเกิน เมื่อวิ่งไปอยู่ในระนาบเดียวกันกับอีกฝ่ายก็ค้อมศีรษะเพื่อทำความเคารพ
“สวัสดีค่ะผู้กอง”
เขาปรายตามอง รับไหว้ด้วยการค้อมหัวกลับมา นอกจากเมรีคนอื่น ๆ ก็ทำความเคารพเขาอย่างมีมารยาท แล้วห้าชีวิตรวมวิเวียนก็พากันวิ่งไปคุยไปตามประสา จนมาหยุดอยู่ที่แลนด์มาร์กอย่างต้นตาลสามพี่น้องที่ถนนริมหาด ที่ใครมาปากน้ำปราณก็มักมาถ่ายรูปเช็กอินที่นี่
ธนากรชวนทุกคนมาถ่ายรูปหมู่ ที่ตอนแรกสรัลก็ปฏิเสธ แต่เจอลูกตื๊อของผู้หมวดเจ้าตัวก็เลยตกลงให้มันจบ ๆ ไป โดยไหว้วานคนที่วิ่งผ่านไปผ่านมาเป็นตากล้องให้
ห้าชีวิตยืนเรียงหน้ากระดานโดยมีจิรายุยืนริม ถัดไปเป็นเมรี ตรงกลางเป็นที่ของวิเวียน ข้าง ๆ วิเวียนคือผู้กองสาม ธนากรอยู่คนสุดท้าย
เมรียิ้มแป้น หน้าร้อนผ่าวราวกับเด็กสิบสี่เพิ่งมีรักครั้งแรก
รูปที่ออกมานั้นเป็นที่น่าพึงพอใจ จิรายุยิ้มบาง ๆ ธนากรยิ้มทรงเสน่ห์ เมรียิ้มจนแก้มบุ๋ม วิเวียนเองถ้ายิ้มได้คงยิ้มไปแล้ว แต่สรัลน่ะรึ เขาน่าจะลืมกระมังว่าการยิ้มต้องทำอย่างไร ถึงได้ทำตัวเป็นเสือยิ้มยากอยู่ร่ำไป
“ถ้าทุกคนโอเคเดี๋ยวผมขอเอาไปโพสต์นะครับ”
ก็ธนากรเป็นพวกติดโซเชียลสุด ๆ เขาเป็นคนดังที่มีผู้ติดตามในเฟซส่วนตัวตั้งหลายหมื่น โพสต์อะไรคนก็ไลก์เป็นพัน
หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มถ้าไม่นับวิเวียนตอบพร้อมรอยยิ้ม “โอเคค่ะ”
จากนั้นทั้งหมดก็วิ่งกลับไปทางเดิมเมื่อวิ่งมาจนสุดทางแล้ว ธนากรขอลองจูงหมา เธอก็ยกสายจูงให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจต้องการ โดยที่จิรายุเองก็เหมือนจะถูกชะตากับหมายักษ์จึงวิ่งตามไปติด ๆ
หล่อนเปลี่ยนจากวิ่งเป็นการเดินเร็วเหมือนชายร่างสูงที่อยู่ข้าง ๆ
เธอเหลือบมองจนเขารู้ตัวถึงได้ทิ้งหางตามาทางนี้
เมรีส่งยิ้มกลับไป “วันนี้บรรยากาศดีนะคะ พอคนเยอะขึ้นก็ดูมีชีวิตชีวา”
ไร้เสียงตอบกลับจากคู่สนทนา แต่เธอก็เริ่มจะชินเสียแล้ว คิดเสียว่าพูดคนเดียวแล้วดันลอยเข้าหูลูกชายแพวรางกูรแล้วกัน
“เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีผู้กองมาวิ่งด้วยกัน หนูต้องวิ่งคนเดียว ดูคนอื่นที่เขามาเป็นคู่หรือนัดกลุ่มเพื่อนมาวิ่งแล้วก็อิจฉานิดหน่อย เห็นพวกเขาวิ่งไปคุยไป ได้หัวเราะด้วยกัน ตัวหนูก็เลยคุยกับวิเวียน แต่ก็นั่นแหละค่ะ วิเวียนพูดไม่ได้ พอมีผู้กองแล้วก็ไม่ค่อยเหงา ยิ่งมีหมวดจีกับหมวดเธียรมาวิ่งด้วยกันแบบนี้ก็ยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ พอวิ่งเสร็จก็ไปหาอะไรกินที่ตลาด”
เจ้าหล่อนพูดไปยิ้มไป ดวงตาแวววาวเพื่อยืนยันว่ารู้สึกปีติอย่างเหลือล้น
“อะไรแบบนี้มันดีมาก ๆ เลยค่ะ”
เธอเงียบไปหนึ่งอึดใจก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“เหมือนหนู...ได้เจอมิตรภาพดี ๆ”
สิ้นคำนั้นเจ้าของเสียงเจื้อยแจ้วก็เซถลาอย่างคนเสียหลัก จนร่างทั้งร่างเกือบคะมำลงไปบนพื้นถนนสีแดง ทว่าท่อนแขนแข็งแรงกลับตวัดรัดรอบเอวบางได้อย่างทันท่วงที
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวส่งผลให้หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำ น่ากังวลว่าเสียงของมันจะดังจนคนข้าง ๆ ได้ยิน
ลมหายใจร้อน ๆ รดรินหัวทุย ระยะห่างระหว่างกันที่ลดลงจนเนื้อผ้าเสียดสี อุ้งมือหนาที่รั้งร่างระหงไว้อุดมไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน
หัวใจมันอยู่ในร่างกายเธอแท้ ๆ แต่กลับมีเจ้าของชื่อ ‘สรัล รัชกิจวรางกูร’
เขาออกแรงกระชับร่างระหงไว้มั่นเพื่อไม่ให้หล่อนหกล้ม แล้วจึงพยุงให้ยืนได้ดังเดิมก่อนจะผละตัวออกไป
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเล็ดลอดออกจากริมฝีปากหยัก “ระวังหน่อย”
กว่าเมรีจะหาเสียงของตัวเองเจอก็หลายวินาทีให้หลัง
“...ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
แต่ทายาทแพปลากลับไม่เดินไปข้างหน้าต่ออย่างที่ควรจะเป็น ร่างสูงใหญ่ทรุดกายลงนั่งเบื้องหน้าสาวงาม
เธอละล่ำละลักจนคิดคำที่จะพูดไม่ออก แม้จะสงสัยว่าเขากำลังทำอะไร
“เอ่อ...?”
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ทำเพียงยื่นมือมาจับเชือกรองเท้าที่หลุดออกจากกันจนอนุมานได้ว่านั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเกือบลงไปจูบกับพื้น
ครู่สั้น ๆ สรัลก็จัดการผูกเชือกรองเท้าให้เมรีเสร็จเป็นที่เรียบร้อย
ตำรวจหนุ่มยันกายลุกขึ้นยืน ใบหน้ายังคงเรียบสนิทไร้คลื่นอารมณ์ หากให้เปรียบเป็นสายน้ำ สรัลก็คงเป็นน้ำนิ่งที่ไม่ว่าใครก็ยากจะหยั่งไปให้ถึงความลึกของมัน
และเธอก็คิดไม่ถึงเลยสักนิดว่าเขาจะทำเช่นนี้
มือเรียวยกขึ้นมาลูบท้ายทอยแก้เก้อ สองแก้มเห่อร้อนจนเดาได้ว่ามันคงเริ่มแดง
“ขอบคุณนะคะ” ว่าจบก็หลุบตาลงต่ำเพื่อมองเชือกที่ผูกเป็นโบ ที่ดูแล้วไม่ค่อยสวยเท่าไร แต่กลับทำให้หัวใจพองโตได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมรีเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาคู่คมของสรัล ที่อีกฝ่ายก็วางสายตาไว้ที่ดวงหน้าผุดผาดอยู่ก่อนแล้ว
“ผมจะวิ่งต่อ เพราะงั้นคุณก็วิ่งดี ๆ ถ้าล้มอีกผมจะไม่ช่วยแล้ว”
สิ้นคำนั้นขายาวก็ก้าวไปข้างหน้า โดยมีสายตาคู่งามมองตามแผ่นหลังกว้างพร้อมรอยยิ้ม
ถึงสรัลจะพูดเช่นนั้น แต่น่าแปลกนักที่ยามเมรีต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน ทั้งหมาหลุดจากมือหรือสะดุดล้มเพราะเชือกรองเท้า คนที่ยื่นมือมาให้จับมักเป็น ‘เขา’ เสมอ
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“แกล้ง ๆ ทำดีสักหน่อย แม่ยายจะได้รู้วบ์ว่าใครคือพี่พระเอกตัวจริง”
