ลุยไฟครั้งที่ ๔ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๔ [๔/๔]
เช้าตรู่วันอาทิตย์ของต้นเดือนพฤษภาคมท้องฟ้าไม่แจ่มใส แต่ก็ไม่เห็นเค้าของเมฆครึ้ม
บางทีมันอาจจะเป็นที่ใจของเธอเอง...
มอเตอร์ไซค์แล่นผ่านแพวรางกูรเฉกเช่นทุกวัน ก่อนล้อรถจะหยุดนิ่งลงที่หน้าบ้านของคุณโสพิศ จากนั้นเจ้าหมาแดงก็ถูกพาไปถนนเลียบชายหาดเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายยามเช้า
คอมมูวิ่งเล็ก ๆ ยังคงอยู่เมื่อจิรายุและธนากรไม่คิดอู้
“สวัสดีค่ะหมวดจี หมวดเธียร ดีจังที่วันนี้ผู้หมวดก็ยังมา”
ธนากรว่า “ผมกลัวตกขบวนจริง ๆ นะน้องรัม”
จิรายุเสริม “ส่วนผมเริ่มชอบการได้ตื่นเช้ามาวิ่งแบบนี้แล้วล่ะ อย่างวันนี้ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกอีกนะ”
“โอ้ เยี่ยมมากเลยค่ะ”
หลังวิ่งไปได้สักพักก็เจอเข้ากับเจ้าของร่างสูงโปร่งที่มาถึงเป็นคนแรก ถึงได้วิ่งนำชาวบ้านชาวช่องอยู่ตลอด
“สวัสดีครับผู้กอง”
สองหมวดเอ่ยพร้อม ๆ กันเพื่อทำความเคารพหนุ่มรุ่นพี่
แต่วันนี้กลับไม่มีเสียงใสกังวานน่าฟังที่จะดังขึ้นเพื่อทักทายผู้กองหนุ่มพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม
พอนึกถึงตอนที่เขาบอกว่าไม่รู้จักเธอ ปากมันก็เริ่มหนัก ไม่คิดอยากทักทายอะไรอีกแล้ว
ทั้งห้าชีวิตยังคงวิ่งไปข้างหน้า สองหมวดช่วยกันจูงหมายักษ์บ้าพลัง สรัลวิ่งด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ส่วนเมรีวิ่งรั้งท้ายโดยไม่คิดเร่งฝีเท้าไปตีเสมอทายาทแพปลา
ความรู้สึก ‘ชอบ’ ที่มีให้เขาเป็นของจริง แต่คนเราก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นไปได้ และอะไรเป็นไปไม่ได้
เมื่อพยายามมามากพอและรู้ว่าปลายทางคงไม่มีเส้นชัยรออยู่ เธอก็ต้องเปลี่ยนลู่วิ่ง ถึงจะน่าเสียดายแต่ก็ดีกว่าต้องเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแม้กระทั่งใบไม้ยังรู้ว่าเมื่อไรที่ถึงเวลาต้องปล่อยวาง ปลิดปลิวไปตามสายลม เธอเองก็คงไม่คิดต่อต้านความเป็นจริง เลือกที่จะยอมรับและใช้ชีวิตต่อไปในเส้นทางของตัวเอง
และยิ่งเธอตัดได้เร็วเท่าไรก็รักษาหัวใจได้มากเท่านั้น
จริง ๆ แล้วยังมีเรื่องมากมายที่เมรีอยากคุยอยากถามไถ่เขา ถ้าไม่ได้ยินประโยคนั้นเธออาจสะเหล่อไปถามเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่เมรีรู้แล้ว ไม่ว่าหล่อนจะเป็นใครมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคนอื่นคนไกลของสรัลอย่างเธอ
เพราะฉะนั้นก็แค่...ช่างมันเถอะ
ใช่ ช่างมัน
สิ่งที่คนอย่างเธอทำได้มีเพียงปล่อยให้ระยะห่างระหว่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จนแผ่นหลังกว้างห่างออกไป ห่างจนทั้ง ๆ ที่มองเห็นอยู่แต่กลับรู้สึกว่าต่อให้เอื้อมออกไปสุดแขนก็คงคว้าไว้ไม่ได้
ทั้งที่ไม่เคยได้ครอบครอง แต่กลับรู้สึกเหมือนเธอสูญเสียเขาไปแล้ว
ครั้นวิ่งจนสุดทางก็วนกลับไปทางเดิม กระทั่งทุกชีวิตหยุดฝีเท้าลงที่เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นของสรัล
ธนากรว่า “ผู้กองไปรอที่ร้านก่อนนะครับ เดี๋ยวพวกผมตามไป”
ผู้มียศสูงกว่าพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนสอดกายเข้าไปนั่งยังเบาะหลังพวงมาลัย จากนั้นก็ขับรถออกไปจากบริเวณนี้
สี่ชีวิตที่เหลือก็พากันกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่รถ เมื่อถึงที่หมายจิรายุก็ส่งสายจูงให้พี่เลี้ยงหมาแดง
“เจอกันที่ร้านโจ๊กนะน้องรัม”
“จะกินโจ๊กเหรอคะ”
“อาฮะ”
เธอทำทีเป็นยิ้มแหย “เสียดายจังค่ะ วันนี้หนูต้องรีบกลับ มีธุระนิดหน่อย”
“อ้าว”
“ไว้วันอื่นนะคะ”
คู่สนทนาไม่ได้ดึงดันจะเซ้าซี้ เขาพยักหน้าด้วยความเข้าอกเข้าใจ “โอเคครับ งั้นไว้เจอกันที่สนามนะ”
หล่อนเพียงวาดยิ้มบาง ๆ เป็นคำตอบ ก่อนพาหมายักษ์ขึ้นไปนั่งบนที่พักเท้า ค้อมศีรษะให้ตำรวจทั้งสองนายแล้วจึงขี่รถไปตามทางมุ่งหน้าสู่บ้านคุณโสพิศ ไม่ได้แวะตลาดเช้าอย่างที่มักจะทำอยู่เป็นประจำ
ใช้เวลาไม่กี่นาทีเมรีก็พาวิเวียนไปส่งถึงบ้าน ก่อนกลับไปยังบ้านเช่าของตนเอง
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอพี่รัม ทำไมวันนี้กลับไว”
เธอตอบน้องชายด้วยคำถาม “นั่นจะไปรับของที่คลังแล้วเรอะ”
“อาฮะ มีไรกินมั่งอะ”
สาวเจ้าแกล้งทำปากยื่น กลอกตามองบน
“ก็อยากกินปาโก๋ร้อน ๆ อ่า นึกว่าจะซื้อมาฝาก”
“วันนี้ไม่ได้แวะตลาด เอาตังไปซื้อเองแล้วกัน”
ไม่ว่าเปล่ายังตั้งท่าจะล้วงกระเป๋าสตางค์เพื่อให้เงินค่าปาท่องโก๋ แต่บวรกิตสั่นหน้าพรืด
“ล้อเล่นครับ พี่นี่ก็ใจดีพร่ำเพรื่อ” พนักงานขนส่งว่ายิ้ม ๆ “งั้นผมไปก่อนแล้วกัน”
“อื้อ”
คล้อยหลังการไปของน้องชายต่างสายเลือด รอยยิ้มก็เลือนหายไปจากกรอบหน้าสะคราญ แววตาหม่นแสงลงอีกครั้ง หัวใจหนักอึ้งไปทั้งดวงคล้ายมีใครเอาหินมาถ่วงไว้
เมรีสืบเท้าเข้าไปในบ้านเช่าชั้นเดียว วางสัมภาระอย่างกระเป๋าผ้าลงบนโซฟาเล็ก ๆ หน้าทีวีที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เปิดนัก เว้นวันหยุดที่ได้อยู่บ้านถึงจะเปิดเพื่อขับไล่ความเงียบเหงา
ร่างแน่งน้อยทิ้งกายนั่งลงบนโซฟา คว้าโทรศัพท์มาถือไว้ก่อนแตะไปยังแอปพลิเคชันสีฟ้า ชื่อแรกในคำค้นหายังเป็นสิ่งที่เธอให้ความสนใจ แต่ต่างกันที่วันนี้เมรีไม่สนแล้วว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จากคำขอที่ขอไปตั้งนานแล้วจะกลายเป็นคำว่า ‘เพื่อน’ หรือยัง
เพราะสิ่งที่เธอเลือกที่จะทำคือการยกเลิกคำขอที่รู้ดีว่าเขาไม่คิดจะรับตนตั้งแต่แรก ข้ออ้างปลอบใจตัวเองที่คิดว่าเขาคงไม่ว่างเลยไม่ค่อยได้เล่น หรือเขาอาจจะไม่รู้ว่านั่นเป็นเธอ ตอนนี้เธอไม่ต้องใช้มันแล้ว
เมรีสูดลมหายใจเข้าแล้วจึงผ่อนออก อาการเจ็บแปลบในอกซ้ายเกิดเพียงครู่สั้น ๆ แต่แล้วมันก็มลายไป...
“โจ๊กหนึ่งถ้วยครับ ใส่ทุกอย่าง”
“นั่งรอที่โต๊ะก่อนได้เลยผู้กอง”
“ครับ”
ร่างสมส่วนของสรัลนั่งลงที่โต๊ะด้านใน สมาร์ตโฟนถูกยกขึ้นมาเมื่อมีแจ้งเตือนจากใครบางคน
สุนีย์ รัชกิจวรางกูร...หม่าม้าของเขานั่นเอง ผู้ซึ่งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็น ‘ม้าฮี้กับ ๆ’
ยายเด็กนั่นพูดจาแต่ละอย่างเหมือนพวกคนเพี้ยน ๆ แล้วก็ดันขยันพูดเสียด้วย
สุนีย์ รัชกิจวรางกูร: ตาสาม ซื้อน้ำเต้าหู้มาให้ม้าหน่อยนะ
Saran Ratchakitwarangkun: ได้ครับม้า
เขารับคำมารดาอย่างว่าง่าย ก่อนจะกดออกจากห้องแชตของท่าน ทว่านัยน์ตาคมกล้ากลับสะท้อนภาพแชตของใครบางคนที่หล่นไปอยู่เกือบสุดขอบหน้าจอ ที่ข้อความยังคงเป็นสีดำเข้มต่างจากข้อความของคนอื่นที่ถูกเปิดอ่านแล้ว
ข้อความที่ส่งมาหาเขาตั้งแต่วันอังคาร จนวันอาทิตย์ก็ยังไม่เคยแตะต้องห้องแชตนั้น
‘ถ้าผู้กองจะกินอะไรสั่งไว้ก่อนก็ได้นะคะ ตอนมาถึงแล้วจะได้กินเลย’
ก้านนิ้วยาวกดออกจากเมสเซนเจอร์ พอดีกับที่จิรายุเดินมาสมทบที่โต๊ะ ส่วนธนากรหยุดฝีเท้าไว้ที่หน้าร้านก่อนสั่งอาหาร เสร็จสรรพจึงเดินมาหย่อนสะโพกนั่งลงข้าง ๆ สหายรัก
ผ่านไปครู่หนึ่งโจ๊กของเขาก็มาเสิร์ฟ ถัดไปไม่กี่นาทีโจ๊กอีกสองถ้วยของคู่หูน้องเล็กแห่งชุดสืบก็ตามมาติด ๆ
นัยน์ตาเรียวรีสีเข้มตวัดไปทางท้องถนนที่ตนเพิ่งขับผ่านมา
ธนากรมองตามสายตาของหนุ่มรุ่นพี่ ก่อนดึงสายตามาไว้ที่ใบหน้าเคร่งขรึมของนายตำรวจผู้มียศสูงกว่าตน
“ถ้าหาน้องรัม น้องกลับบ้านไปแล้วครับ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ไม่ได้ก็ไม่เอาแล้วเฟ้ย!”
