ลุยไฟครั้งที่ ๕ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๕ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๕
เย็นวันอาทิตย์เป็นช่วงที่อัมพรโภชนาจะเต็มไปด้วยลูกค้า ที่ส่วนมากจะมาเป็นครอบครัว ซึ่งวันนี้ก็เหมือนทุก ๆ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โต๊ะว่างแทบไม่มี ทันทีที่ลูกค้าลุกออกไปก็มักจะมีลูกค้าชุดใหม่เข้ามา ลานจอดรถที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็แทบไม่มีที่ว่าง
แก้วใจง่วนอยู่กับการเตรียมชุดจานชามไปเสิร์ฟลูกค้าใหม่ รติชลถือถาดปูม้านึ่งไซซ์ใหญ่ไปด้านนอก อย่างไรก็คงต้องเป็นเธอที่เป็นฝ่ายไปรับออเดอร์ที่ห้องรับรอง
เมรีพรูลมหายใจออกหนึ่งเฮือก เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงของเจ๊พรแหวกอากาศมากระทบโสต
“รัม ไปรับออเดอร์ที่ห้องรับรองยัง”
“กำลังจะไปค่ะเจ๊”
คู่สนทนาหน้ายุ่ง “เร็ว ๆ เลย! มัวทำอะไรอยู่น่ะ”
“ขอโทษค่ะเจ๊”
สุดท้ายเมรีก็พาขาเรียวก้าวออกไปจากครัว เธอนึกอยากสลับหน้าที่ให้ตัวเองไปเสิร์ฟปูม้านึ่งแทนรติชล หรือไม่ก็เตรียมชุดจานชามแทนแก้วใจ แม้แต่ล้างจานเธอยังอยากทำมากกว่าไปรับออเดอร์ของรัชกิจวรางกูรกับประเสริฐทรัพย์ที่ห้องรับรอง
แต่เพราะเป็นแค่ลูกจ้างตัวน้อย ๆ จึงไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร
พนักงานเสิร์ฟยืนอยู่เบื้องหน้าห้องกระจกที่มองเข้าไปก็เห็นครอบครัวเจ้าของแพปลาขนาดใหญ่ของปากน้ำปราณทั้งสองแพ เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วค่อย ๆ ผ่อนออก ก่อนมือเรียวสวยจะผลักบานประตูแล้วสอดกายเข้าไปด้านใน
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาประดับไปด้วยรอยยิ้มละมุน ดวงตาสุกใสเป็นประกายต่างกับเมรีคนที่อยู่ในครัวเมื่อสักครู่
“สวัสดีค่ะ ขออนุญาตนะคะ” ว่าพลางส่งเมนูอาหารให้ทุกท่านโดยไม่ลืมค้อมศีรษะเล็กน้อย แม้แต่ตอนส่งให้สรัล เธอก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับคนอื่น
นอกจากเขากับหญิงสาวที่นั่งข้างกัน คนอื่น ๆ ต่างก็ยื่นมือมารับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างเป็นมิตร ประมุขของบ้านรัชกิจวรางกูรถึงกับทักเธอด้วยซ้ำ
“ไอ้หนูคนที่อยู่กับผู้หมวดเมื่อวานไม่ใช่เรอะ”
“ใช่ค่ะ”
“แฟนใครรึ”
เมรีสั่นหน้าเบา ๆ “เปล่าค่ะ เป็นเพื่อนกัน”
ไม่รู้ว่านิยามเช่นนั้นได้หรือไม่ แต่มันกว้างพอจะครอบคลุมชื่อเรียกความสัมพันธ์ของเธอกับสองหมวดที่เป็นเพื่อนในคอมมูวิ่งยามเช้า และถึงจิรายุกับธนากรจะบอกว่าเธอไม่ใช่เพื่อน เธอก็จะไม่พูดเด็ดขาดว่า ‘ไม่รู้จัก’ สองคนนั้น เพราะเธอรู้จักพวกเขา ส่วนพวกเขาจะให้เธอเป็นอะไรก็อยู่นอกเหนือการควบคุม
เธอไม่ใช่พวกมนุษยสัมพันธ์ติดลบเหมือนใครบางคน
“โทษที นึกว่าแฟนพวกผู้หมวดเขา”
หล่อนยังคงวาดยิ้มส่งไปให้คู่สนทนา “ไม่เป็นไรค่ะ”
ขณะที่คนอื่น ๆ สั่งอาหารและเธอกำลังจดอยู่นั้น ก็รับรู้ได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งที่มองมาราวกำลังสำรวจตัวเอง เป็นสายตาที่มองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนลากสายตาจากเท้ามาหยุดยังดวงหน้าเกลี้ยงเกลา
มุมปากยกขึ้นเพื่อเหยียดยิ้มที่ไร้ซึ่งความเป็นมิตร สายตาที่มองมาก็เต็มไปด้วยการดูแคลน
เมรีจะทำเป็นไม่เห็นเพื่อรักษาหน้าที่การงานของตัวเองไว้
“นี่ เด็กเสิร์ฟ”
ราวกับว่าผู้หญิงคนนั้นไม่เพียงแค่เรียกเธอ แต่หล่อนกำลัง ‘เรียกสติ’ ต่างหาก ว่าคนอย่างเธอก็เป็นได้แค่เด็กเสิร์ฟ ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาความกล้าที่ไหนไปชอบพอในตัวทายาทแพปลาจนพยายามเข้าหาเขาอย่างที่ตนเคยกระทำ
ยามมายืนต่อหน้าเขาและครอบครัวระดับสูงเช่นนี้ เธอรู้สึกกระดากอายชะมัด
เหมือนเธอเพิ่งตาสว่างว่าจริง ๆ แล้วฐานะของตนกับเขานั้นแตกต่างกันเพียงใด
เมรีกลืนก้อนความขมขื่นของชีวิตเด็กกำพร้าที่คงมาได้เท่านี้ลงคออย่างยากลำบาก แล้วจึงส่งยิ้มให้หญิงสาวเจ้าของเสียงเรียก
“คะคุณลูกค้า?”
“กุ้งมังกรย่างเนยกระเทียมหนึ่งที่” พูดจบก็ผินหน้าไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย ปรับระดับเสียงให้อ่อนลงหลายส่วน “อันนี้เน่สั่งให้พี่นะ เน่รู้ว่าพี่ชอบ”
กระแสเสียงทุ้มเล็ดลอดออกมาจากกลีบปากหยัก “ขอบใจ”
ใช้เวลาพักหนึ่งลูกค้าก็สั่งอาหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เมรีจึงทวนเมนูก่อนจะปลีกตัวออกจากห้องรับรองเพื่อไปยังห้องครัว
แต่ละก้าวช่างหนักอึ้งราวมีคนนำตรวนมาล่ามขา รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนหน้านั้นปลอมเปลือกสิ้นดี ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนในร้าน เคล้าไปกับเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เมรีกลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองพังลงมา
หากย้อนเวลากลับไปได้ ไม่ต้องเป็นปี แค่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก็พอ
วันนั้นที่ถนนริมหาด...เธอจะไม่เข้าไปทักเขา
หลังส่งออเดอร์ของห้องรับรองให้แม่ครัวแล้ว เธอก็ไม่ได้หยุดพักแต่อย่างใด ยังคงง่วนอยู่กับงานของตนจนขาแทบพันกันเพราะเดินไม่หยุด แต่เธอก็พยายามทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้เพื่อที่จะไม่ต้องคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน ไหนยังดูแลลูกค้าในร้านให้คนอื่น ๆ เห็นว่าเธอยุ่ง จะได้ไม่สั่งให้ไปที่ห้องรับรอง
เธอรู้ว่าการเป็นเด็กกำพร้า ใช้นามสกุลกลางของสถานสงเคราะห์ ฐานะยากจน นั้นทำให้คนที่มีสถานะเช่นนี้รู้สึกว่าตนเอง ‘ตัวเล็ก’ เพียงใด
มันเล็กมากจนต่อให้ตะโกนก็อาจไม่มีใครได้ยิน สู้เสียงกระซิบกระซาบของคนใหญ่คนโตไม่ได้ ต่อให้ยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่มีใครเห็นหัว เทียบกับพวกคนรวยที่พยายามซุกซ่อนตัวตน คนก็ยังให้ความสนใจ
เมรีไม่อยากไปที่ห้องรับรอง ไม่อยากยืนต่อหน้าความจริงอันรวดร้าว และเธอไม่อยากเกลียดตัวเองโดยที่ยังไม่ได้ทำความผิดอะไร
แต่มิวาย...
“รัม” แม่ครัวเอ่ยพลางพยักพเยิดหน้าไปทางถาดอาหาร “ห้องรับรอง”
ขอบคุณเทวดาฟ้าดินที่ไม่แยแสความประสงค์ของเธอ
ขอบคุณจริง ๆ !
มือเรียวคว้าถาดอาหารมาถือไว้ ก่อนนำกุ้งมังกรย่างเนยกระเทียมไปเสิร์ฟที่ห้องรับรอง
ร่างระหงสอดกายเข้าไปด้านในพร้อมถาดอาหารในมือ ที่นำมาเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ลิ้มรสของอร่อยจากครัวอัมพรโภชนา
เสียงใสทะลุขึ้นกลางปล้อง “คุณลุงมิ่งขา ไหน ๆ พี่สามก็ย้ายกลับมาอยู่ปากน้ำแล้ว หนูเองปีนี้ก็อายุยี่สิบเจ็ดแล้วด้วย ถ้าจะแต่งงานกันภายในปีนี้หนูก็พร้อมนะคะ”
ปวีณามองบุตรสาวยิ้ม ๆ ก่อนพูดจีบปากจีบคอ “ตายแล้วน้องเน่ เรื่องแบบนี้ให้พี่สามเขาเป็นคนพูดดีกว่าไหมลูก”
สุนีย์สวนขึ้น “น้องเน่พูดได้เลยลูก ป้าอนุญาต ตาสามบ้างานขนาดนี้ใครจะอยู่เฉย ๆ ได้ล่ะ ป้ารับรองได้เลยว่าถ้าใครเป็นหนูเน่ก็คงพูดเช้าพูดเย็นเลยล่ะ”
แล้วห้องทั้งห้องก็อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะของคนทั้งสองครอบครัว
เมรีวางจานกุ้งมังกรย่างเนยกระเทียมลงตรงหน้าเขา ก่อนสองสายตาจะสบกัน มันลุ่มลึกจนยากจะหยั่งเฉกเช่นทุกครั้ง และมันก็ไร้ประโยชน์ที่จะคาดเดาว่าเขากำลังนึกคิดอะไรอยู่
เป็นเธอที่หลบสายตาคมกริบนั่นก่อน
“ทานให้อร่อยนะคะ”
พูดจบก็ผละตัวออกไปจากห้องรับรอง...พร้อมหอบหิ้วหัวใจดวงน้อย ๆ ออกมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ขอพระเอกคนใหม่ให้หนูได้มั้ยจ๊ะแม่”
