ปฐมบท
ปฐมบท
เมรีลุยไฟ
ปฐมบท
สายลมเอื่อย ๆ ปลายเดือนเมษายนพัดกลิ่นอายทะเลเข้ามาในร้านอาหารชื่อดังของปากน้ำปราณอย่างร้าน ‘อัมพรโภชนา’ ร้านอาหารที่อยู่ห่างทะเลเพียงถนนกั้น หากเดินข้ามถนนเส้นเล็ก ๆ ไปก็จะพบกับหาดทรายสีขาวลออ ต้นสนสูงชะลูดคอยให้ร่มเงา และน้ำทะเลสีครามยาวสุดลูกหูลูกตา
ถาดปูม้านึ่งไซซ์ใหญ่ถูกยกโดย ‘รัม เมรี อมรศิริ’ เด็กเสิร์ฟอายุงานหนึ่งปีที่สืบเท้าออกจากห้องครัวเพื่อนำความสดและอร่อยไปเสิร์ฟให้ลูกค้าถึงโต๊ะ
เธอส่งยิ้มให้ลูกค้าพร้อมเอ่ยเสียงหวานจับจิต
“ทานให้อร่อยนะคะ”
หญิงสาวร่างบางตั้งท่าจะเดินกลับไปในครัวแต่เป็นอันต้องชะงัก เมื่อเสียงของลูกค้าดังแทรกทะลุโสตประสาท
“น้อง”
หล่อนหันไปหาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คะคุณลูกค้า?”
“เพิ่มหมึกผัดน้ำดำให้พี่ด้วยหนึ่งจาน เมื่อกี้ลืมสั่ง”
“ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ”
จากนั้นก็พาตัวเองเข้าไปด้านใน ก่อนเอ่ยปากบอกกับ ‘พี่นัน กุลนันท์’ เชฟประจำร้านอัมพรโภชนาถึงเมนูที่ลูกค้าสั่งเพิ่ม
“พี่นันคะ โต๊ะสามเพิ่มหมึกผัดน้ำดำหนึ่งที่ค่ะ” โดยที่เธอเองก็ไม่ลืมจดลงไปในบิล
กุลนันท์เพียงพยักหน้ารับเพราะง่วนอยู่กับการทำอาหาร
“น้องรัม”
เจ้าของชื่อหันไปทางเสียงเรียกของพนักงานเสิร์ฟรุ่นพี่อย่าง ‘พี่ชล รติชล’ แต่ทุกคนจะเรียกขานเจ้าหล่อนว่าชลลี่ แม้อีกฝ่ายจะเป็นรุ่นพี่แต่ก็สนิทสนมและเป็นกันเองกับเมรี นอกจากนั้นยังมี ‘พี่แก้ว แก้วใจ’ อีกหนึ่งคน เพียงแต่วันนี้ลาไปโรงพยาบาลเพราะหมอนัดตรวจครรภ์
“คะ?”
“เลิกงานแล้วไปกินหมูกระทะกันไหม”
“ขอผ่านนะคะ มะรืนนี้หนูต้องจ่ายค่าเช่าบ้านแล้วน่ะค่ะ ไหนต้นเดือนยังต้องจ่ายค่างวดมอไซค์อีก ช่วงนี้เลยต้องประหยัดนิดหนึ่ง”
สาวรุ่นพี่ปั้นหน้าง้ำงอ ทว่าก็หาได้ตื๊อ
“โอเค ไว้วันหลังแล้วกัน แต่เดี๋ยววันนี้พี่ลองชวนแก้วดูก่อน อยากกินสุด ๆ”
เมรีไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ ‘เจ๊พร’ เจ้าของร้านเดินเข้ามาในครัว
“สาว ๆ ไปเคลียร์ห้องรับรองหน่อย เดี๋ยวพวกชุดสืบมา” ว่าพลางพลิกข้อมือมาดูนาฬิกา “อีกสักห้านาทีก็น่าจะถึงแล้วแหละ”
รติชลขยับปากตอบโต้ “วันนี้ทำไมมาไวจังล่ะเจ๊ เพิ่งจะสี่โมงเอง”
“เลิกงานกันแล้วมั้ง เห็นว่าจะเลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่ในทีมด้วย”
สองสาวพากันไปยังห้องรับรองของทางร้าน ผลักประตูกระจกเพื่อสอดกายเข้าไปด้านในแล้วจัดการปัดกวาดเช็ดถูตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งยังเปิดแอร์เพื่อให้อากาศในห้องนี้เย็นสบาย ต่างจากโต๊ะด้านนอกที่จะได้รับลมเย็น ๆ จากลมทะเล แต่บางครั้งมันก็ร้อนชื้นจนเหนียวตัว ด้วยเหตุนั้นทุกครั้งที่ ‘ชุดสืบ’ มาที่นี่พวกเขาจะนั่งในห้องรับรองแทนโต๊ะด้านนอก
ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีห้องรับรองก็พร้อมรับแขก สองสาวจึงเดินออกจากห้องเพื่อไปดูแลลูกค้าในตัวร้าน แต่ครู่สั้น ๆ เมรีก็ถือแฟ้มเมนูอาหารตรงไปยังห้องรับรองเมื่อเห็นว่าคาราวานชุดสืบขับรถไปจอดยังลานจอดรถที่อยู่อีกฝั่งของถนน เธอรอให้ชายวัยฉกรรจ์ทั้งหลายเข้าไปด้านในแล้วจึงก้าวเท้าเดินตามหลังพวกเขาไป
“สวัสดีค่ะ”
หล่อนยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม โดยกวาดมือไปทั่วทั้งโต๊ะเพื่อสวัสดีรวดเดียวยกทีม
ชุดสืบสภ.ปากน้ำปราณนั้นกอปรไปด้วย พ.ต.ต.เอกภพ หรือสารวัตรเอก หัวหน้าชุดสืบ
ร.ต.อ.ภูวเดช หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกขานว่ารองภู รองสารวัตรและรองหัวหน้าชุดสืบ
ร.ต.อ.ปรเมศ ผู้กองเปรม ชายผู้ที่รักเบียร์ยิ่งชีพ จนตอนนี้พุงเริ่มจะนำหน้าแล้ว น่ากังวลนิดหน่อยตอนที่ต้องวิ่งจับผู้ร้าย
รวมไปถึงอีกสองหมวดเพื่อนซี้อย่างหมวดเธียร ร.ต.ต.ธนากร และหมวดจี ร.ต.ต.จิรายุ
กระทั่งสายตาคู่งามสะดุดเข้ากับตำรวจนายหนึ่งที่ตนไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน จึงอนุมานไปว่านั่นคงเป็นเด็กใหม่ในทีมที่เจ๊พรเพิ่งพูดถึง
นัยน์ตาเรียวรีสีดำทะมึนตวัดมาทางหญิงสาวคนเดียวในห้อง ที่หากเธอมีสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในครอบครองคงกลัวจนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า แต่ถึงไม่มีของอะไรพรรค์นั้น เมรีก็ยังรู้สึกพรั่นใจกับการสบตาเด็กใหม่ในชุดสืบของสภ.ปากน้ำปราณ
เธอดึงสายตาไปยังสารวัตรเอก หัวหน้าชุดสืบวัยสี่สิบสองที่ค่อนข้างเป็นมิตร...ตราบใดที่เธอยังไม่ทำผิดกฎหมายน่ะนะ เขาก็ยังคงความเป็นมิตรเช่นนี้
“วันนี้รับอะไรดีคะสารวัตร”
เอ่ยถามพร้อมส่งแฟ้มเมนูให้อีกฝ่าย แต่เพราะทีมนี้มีสมาชิกมากจึงพกมาหลายเล่ม นอกจากส่งมันให้สารวัตรก็ยังส่งให้คนอื่น ๆ อีกด้วย แต่ตอนจะส่งมันให้สมาชิกใหม่ในทีมเธอกลับตัดสินใจเบี่ยงมือไปยังคนข้าง ๆ เขาแทน
“หมึกสดไหมวันนี้”
“สดมากค่ะ เพิ่งมาส่งเมื่อบ่ายนี้นี่เอง”
“หมึกน้ำดำหนึ่ง นึ่งมะนาวอีกหนึ่ง”
“ค่ะ” ก่อนทวนพลางจดลงกระดาษ “หมึกน้ำดำหนึ่ง หมึกนึ่งมะนาวหนึ่งนะคะ”
รองภูเอ่ยบ้าง “ต้มยำทะเล”
“น้ำใสเหมือนเดิมนะคะรอง”
“อาฮะ”
“ปลาเก๋านึ่งซีอิ๊วด้วย”
“ได้ค่ะ”
รองภูผินหน้าไปทางเด็กใหม่ในทีม ที่แม้จะเพิ่งย้ายมาใหม่แต่ยศและตำแหน่งก็สูงพอตัว
“ผู้กอง สั่งตามสบายเลยนะ ยังไงวันนี้ก็ถือว่ามาเลี้ยงต้อนรับผู้กองนั่นแหละ”
“ครับ” รับคำของผู้เป็นนายเสร็จก็หันมาทางพนักงานสาว ทำเจ้าหล่อนเผลอกลืนน้ำลายลงคอดังอึก “กุ้งมังกรย่างเนยกระเทียม”
หญิงสาวหนึ่งเดียวในห้องรับรองผงกศีรษะน้อย ๆ “ได้ค่ะ”
“หนูรัม เอาสิงห์ให้หกขวด” ผู้กองเปรมได้ทีสั่งของโปรด
“สิงห์หกขวดนะคะ รับเครื่องดื่มอะไรเพิ่มไหมคะผู้กอง”
“น้ำเปล่าขวดใหญ่หนึ่งขวดแล้วกัน กินแต่เบียร์เดี๋ยวเมียบ่นอีก”
ปรเมศว่าติดตลก คนอื่น ๆ ในโต๊ะก็ขำขันตามประสา แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้ ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนนิ่ง ๆ หรือแค่มาใหม่ เลยยังไม่ได้ละลายพฤติกรรมกับคนในทีม
ชุดสืบยังคงสั่งอาหารอีกหลากหลายเมนู เมรีก็ยืนจดอยู่ใกล้ ๆ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูถูกผลักเข้ามาโดยเจ้าของร้านที่ยิ้มหน้าระรื่นมารับแขก
“สวัสดีค่ะ วันนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตาเชียว”
“สวัสดีครับเจ๊พร”
“ได้ข่าวว่ามีเด็กใหม่”
สารวัตรจึงบุ้ยหน้าไปทางสมาชิกคนล่าสุดของชุดสืบที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกับตน
“ผู้กองสาม ย้ายมาประจำที่นี่ครับ”
สายตาของเด็กเสิร์ฟละจากกระดาษในมือไปมองยังคนที่ถูกพาดพิง
มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนกรอบหน้าคม แต่ครู่สั้น ๆ ก็หลงเหลือเพียงใบหน้าเรียบสนิทที่เดาความคิดไม่ได้ แววตาสีเข้มอ่อนลงเพียงนิด แต่อย่างไรก็ดูไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าใดนัก
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีจ้ะ หน้าคุ้น ๆ นะเรา” ว่าพลางหรี่ตาแคบ “คนปากน้ำหรือเปล่าเนี่ย”
สารวัตรเอกเป็นฝ่ายตอบ “ไม่คุ้นได้ไงล่ะเจ๊ ก็ลูกชายคนเล็กของเสี่ยมิ่งกับเจ๊สุเขาน่ะ”
“ลูกเสี่ยมิ่งแพวรางกูรน่ะรึ”
แพวรางกูร... แพปลาที่ใหญ่ที่สุดในปากน้ำปราณ
“ใช่ แพนั้นแหละ”
“อ้าว แล้วก็ไม่บอก แล้วนี่ย้ายกลับมาประจำที่นี่เหรอ”
คนถูกถามพยักหน้าเล็กน้อย “ครับ”
“งั้นค่าเบียร์เดี๋ยวเจ๊เลี้ยง แหม ก็นึกว่าคนที่อื่น ลูกหลานแพนี้นี่เอง คนกันเองทั้งนั้น”
เขากล่าวเสียงทุ้ม สงวนท่าทีสุขุมไว้ได้อย่างดี “ขอบคุณครับ”
“ว่าแต่โตเป็นหนุ่มแล้วนะเนี่ย แต่งงานหรือยังล่ะเรา”
“ยังครับ”
สิ้นคำนั้นสายตาคมกล้าสีหม่นของ ‘ผู้กองสาม สรัล รัชกิจวรางกูร’ ก็ตวัดไปทางเจ้าของร่างอรชรที่ยืนจ้องจนเขารู้สึกตัวว่ากำลังถูกแอบมอง เมื่อสายตาสองคู่ประสานกันเจ้าหล่อนก็สะดุ้งจนเผลอทำปากกาในมือตก เรียกความสนใจให้ทุกคนหันไปมองที่เธอเป็นตาเดียว
เมรียิ้มแหย “ขอโทษค่ะ”
หล่อนก้มลงไปหยิบปากกามาถือไว้ ทวนเมนูที่ชุดสืบสั่ง เสร็จสรรพแล้วจึงเดินออกไปจากห้องรับรองด้วยหัวใจที่เต้นไม่ค่อยเป็นจังหวะ
เมรีเหลียวไปมองกลุ่มชายวัยฉกรรจ์ผ่านกระจกใส แต่ในเสี้ยววินาทีก็รีบดึงสายตากลับมาแล้วตรงไปยังห้องครัว
ทันทีที่เข้ามาในห้องครัวก็ยื่นเมนูให้กับเชฟประจำร้าน โดยที่รติชลก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เจ้าตัวง่วนอยู่กับการเตรียมจานชามไปเสิร์ฟลูกค้า
สาวรุ่นพี่ถาม “มากันกี่คน”
“หกคนค่ะ”
หลังตอบคำถามแล้วเมรีก็สืบเท้าไปทางตู้เย็นเพื่อหยิบขวดเบียร์
“เด็กใหม่ด้วยใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ดูเป็นไง”
หัวคิ้วสวยได้รูปขยับเข้าหากัน “อะไรเหรอคะ”
“เด็กใหม่ไง เนิร์ด ๆ แบบพวกนายสิบเพิ่งเริ่มงาน หรือว่าก็พวกหัวเกรียนทั่ว ๆ ไป”
เมรีหวนคิดไปถึงใบหน้าคมคายและสายตาลุ่มลึกของผู้กองสาม เขาห่างไกลจากคำว่าเนิร์ดอยู่หลายขุม และไม่ใกล้เคียงกับหัวเกรียนทั่ว ๆ ไปสักกระผีก
ริมฝีปากสีระเรื่อเม้มเป็นเส้นตรง มือบางที่ควรเอื้อมไปคว้าขวดเบียร์กลับยกมาลูบท้ายทอยป้อย ๆ
แล้วจึงเอ่ยออกไปตามใจคิด
“เขาดู...หล่อดีค่ะ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“อนุญาตให้หลงใหลแต่ไม่ให้หลงรักนะคับ”

สำหรับ #เมรีลุยไฟ จะไม่ได้อัปทุกวันนะคะ
แต่หากตุนต้นฉบับได้พอประมาณจะเปลี่ยนมาอัปทุกวันค่ะ
รักคุณนักอ่านมาก ๆ
บอวอ