ลุยไฟครั้งที่ ๕ [๓/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๕ [๓/๔]
ภายในห้องโดยสารของกระบะสี่ประตูมีเพียงเสียงเพลงที่เจ้าของรถเปิดคลอไว้ รถแล่นไปตามทางจากปากน้ำปราณมุ่งหน้าสู่ถนนเพชรเกษม เพื่อไปยังอำเภอหัวหินที่ก็ใช้เวลาไม่มากนัก
“หมวดจีคะ”
เสียงใสดังแทรกเสียงเพลง เรียกให้สารถีชำเลืองสายตาไปทางสาวเจ้าที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ
“ครับ”
“หมวดอย่าใส่ใจที่ป้าบัวแกหยอกเล่นเลยนะคะ แกเป็นคนขี้แกล้งแบบนี้แหละค่ะ กลัวหมวดจะอึดอัดเปล่า ๆ”
จิรายุเผยยิ้ม “อย่าคิดมากครับ ผมไม่ได้อึดอัดอะไรเลย”
สิ้นคำนั้นเมรีก็ยิ้มออก
สุ้มเสียงทุ้มโพล่งขึ้นอีกหน “ว่าแต่คุณป้าใช่แม่ของบูมที่รัมเคยเล่าให้ผมฟังไหม ที่ว่าคอยดูแลรัมเหมือนลูก”
“ใช่ค่ะ ป้าบัวคนนี้นี่แหละ”
“แล้ว...”
เขาพูดเพียงเท่านั้น เมรีจึงเลิกคิ้วใส่
“อะไรเหรอคะ”
“รัมเช่าบ้านอยู่กับใครรึ”
สาวเจ้าเงียบไปหลายวินาทีกว่าจะตอบ “คนเดียวค่ะ ที่จริงหนูไม่ค่อยบอกใครว่าอยู่คนเดียว สำหรับผู้หญิงมันอันตรายน่ะค่ะ แต่ที่บอกผู้หมวดเพราะผู้หมวดเป็นตำรวจ ยังไงก็ฝากเป็นหูเป็นตาให้หนูด้วยนะคะ”
“ได้ครับ ผมไม่ทำอะไรไม่ดีอยู่แล้ว ไว้ใจได้เลย ที่ถามเพราะนึกสงสัยเฉย ๆ น่ะครับ”
หล่อนวาดยิ้ม “ค่ะ”
“แล้วรัมเป็นคนที่ไหนเหรอครับ ต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด”
“คนปากน้ำนี่แหละค่ะ”
พลขับพยักหน้าเพื่อสื่อว่ารับรู้ “แต่ย้ายออกมาอยู่คนเดียวน่ะรึ”
ความเงียบของเมรีกินเวลาไปเกือบนาที
“หนูเป็นเด็กกำพร้าน่ะค่ะ”
แววตาสารถีพลันแปรเปลี่ยน มันเจือไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“ขอโทษที่ถามครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องมันก็นานมาแล้ว” สาวเจ้าว่าพลางส่งยิ้มไปให้คู่สนทนา “หนูอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้ามาตั้งแต่จำความได้ ชื่อที่ใช้ก็แม่ครูตั้งให้ นามสกุลก็นามสกุลกลางของบ้าน ไม่รู้ด้วยซ้ำค่ะว่าพ่อแม่เป็นใคร แต่หนูก็เลิกอยากรู้ไปนานแล้ว ดูเหมือนมันจะไม่เป็นประโยชน์อะไรกับชีวิตหนู”
ไร้เสียงตอบกลับของนายตำรวจ
“สมัยเรียนหนูต้องทำงานไปด้วย หานู่นหานี่มาขาย อ้อ เคสเรซิ่นที่เคยให้ผู้หมวดน่ะ เมื่อก่อนหนูก็ทำขายค่ะ แต่พอออกจากบ้านเด็กกำพร้าก็ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเดือนมั่นคงหน่อย ก็เลยไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้แล้ว”
นัยน์ตาสีเข้มหลุบต่ำมองสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดที่ตั้งอยู่ในช่องวางของทางด้านซ้ายมือ
“ผมยังใช้อยู่เลยน่ะนั่น”
“ดีใจที่ผู้หมวดใช้มันนะคะ จริง ๆ ถ้าหมวดชอบแล้วอยากได้อีก หนูทำให้ได้อีกนะคะ”
“รอบต่อไปผมขอซื้อแล้วกันครับ”
เมรีหัวเราะน้อย ๆ “งั้นหนูขอไม่เกรงใจ แต่จะขายราคาเป็นกันเองค่ะ”
“โอเคเลยครับ” ก่อนตั้งกระทู้ถาม “ว่าแต่มีร้านอะไรที่อยากไปกินเป็นพิเศษไหมครับ ดูหนังจบผมจะได้พาไป”
“ผู้หมวดเป็นคนเลือกดีกว่าค่ะ”
จิรายุโคลงศีรษะรับ “น้องรัมโตมาได้ดีเลยนะ ผมขอชมจากใจ”
“ยังไงเหรอคะ”
เขาว่าเสียงเอื่อย “ผมเองก็มีปัญหาครอบครัวครับ พ่อแม่หย่ากันตั้งแต่เด็ก ๆ จำได้ว่าอยู่ม.สอง ตอนนั้นชีวิตมันเคว้งไปหมด โกรธทั้งพ่อทั้งแม่เลยไม่ค่อยตั้งใจเรียน โดดเรียนบ่อย ๆ”
“แล้วกลับมาตั้งหลักได้เพราะอะไรเหรอคะ”
“เพราะถึงทำตัวมีปัญหาพ่อกับแม่ก็ไม่กลับมาคืนดีกัน จนตอนนี้ผมเข้าใจพวกเขาแล้วว่าถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข การหย่าก็เป็นทางออกที่ดี” ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดติดตลก “แค่ตอนอายุสิบสี่ยังรับไม่ค่อยได้น่ะครับเลยทำตัวเป็นเด็กมีปัญหานิดหน่อย”
“ไม่แปลกหรอกค่ะ หนูเองก็อยากเอาแต่ใจหรือถูกตามใจแบบเด็กวัยเดียวกันบ้าง ต่างกันตรงที่หลายคนทำแล้วมีพ่อแม่ตามใจ แต่หนูไม่มีก็เลยไม่รู้ว่าจะสร้างปัญหาให้ตัวเองกับแม่ครูทำไม ปัญหาเก่า ๆ ก็ยังมีอีกเยอะก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปัญหาของคนอื่นน้อยที่สุด เพราะถ้าล้มหรือก้าวพลาดสักก้าวเดียวมันไม่มีฟูกมารองเหมือนคนอื่นเขาน่ะค่ะ”
“นั่นแหละครับ ที่ว่าโตมาอย่างดี”
เมรีสั่นหน้า “ถูกบังคับให้โตมาอย่างดีมากกว่าค่ะ”
บทสนทนาจบลง เสียงเพลงบรรเลงขึ้น หนุ่มสาวที่เปลือยภูมิหลังให้แก่กันเพียงแค่นั่งเงียบ ๆ ในห้องโดยสารของกระบะคันโก้
พ้นเขตอำเภอปราณบุรีได้สักพักเสียงใสก็โพล่งขึ้น “หนูไม่ได้มาหัวหินสามสี่เดือนแล้ว”
“ล่าสุดมาทำอะไรรึ”
“มาที่คลินิกเป็นเพื่อนพี่ชลลี่ พี่เขาจัดฟันน่ะค่ะ”
“อ้อ” ดวงหน้าคร้ามคมผงกขึ้นลง “ส่วนผมนี่มาบ่อยเลย เดี๋ยว ๆ ก็มา”
“มาทำอะไรเหรอคะ”
“หาอะไรกิน ซื้อของ ดูหนัง บางทีก็มาเดินพวกไนต์มาร์เก็ต โดยเฉพาะคืนวันศุกร์กับเสาร์นี่จะมาบ่อยเลยครับ ชอบไปเดินดูของแฮนด์เมดที่ซิเคด้า”
จิรายุพาดพิงไปถึงตลาดกลางคืนช่วงสุดสัปดาห์ของเมืองท่องเที่ยว ที่พ่อค้าแม่ขายจะนำสินค้าทำมือออกมาขาย ไหนยังเป็นจุดรวมพลของเด็กวัยรุ่น บางวันก็มีการแสดงดนตรีสด บรรยากาศที่ทั้งสบายและคึกคักไปในคราเดียวกันดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและคนพื้นที่มาใช้เวลาสุดสัปดาห์ในที่แห่งนี้กันอย่างเนืองแน่น
“หนูก็ชอบที่นั่นมากค่ะ ของแฮนด์เมดน่ารักเยอะมากกก” หล่อนลากเสียงยาวเพื่อยืนยันคำพูดของตน “ของกินก็อร่อยด้วยค่ะ”
“ศุกร์นี้มากันไหมครับ น้องรัมเลิกงานกี่โมงนะ”
“สามทุ่มค่ะ”
“เอาจริง ๆ ก็ทัน ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว”
“อืม” หล่อนทำทีเป็นครุ่นคิด “ขอคิดดูก่อนได้ไหมคะ หนูต้องตื่นเช้าทุกวันน่ะค่ะ”
“เออใช่ ต้องพาวิเวียนไปวิ่งนี่เนอะ”
“ช่าย ไปสายไม่ได้ค่ะ มันดูไม่มีความรับผิดชอบ เดี๋ยวคุณโสพิศไม่จ้างแล้วยุ่งเลย”
ริมฝีปากหยักเผยยิ้มใจดี “โอเคครับ ไว้มีโอกาสไปด้วยกันนะครับ”
ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท สายลมเย็น ๆ ยามราตรีพัดกระทบผิวกาย ทว่ามันกลับไม่ช่วยให้นักกีฬาหายร้อนเลยสักนิด เมื่อยุติการซ้อมลงแต่เพียงเท่านี้ท่อนขายาวก็ก้าวไปยังขอบสนาม เอื้อมมือไปรับขวดน้ำเย็น ๆ จากธนากรมาดื่มดับกระหาย ส่วนที่เหลือก็นำมาล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่น
เขาส่งขวดน้ำคืนหนุ่มรุ่นน้อง แต่ยังคงแบมือให้อีกฝ่าย
หมวดเธียรเลิกคิ้วสูง “อะไรครับ”
“ผ้าเย็น”
คู่สนทนาสั่นหน้าประกอบคำตอบ “ไม่ได้ซื้อมาครับ”
สรัลพยักหน้าส่ง ๆ อย่างไม่ใคร่จะใส่ใจนัก คิดแค่ว่าพรุ่งนี้ตนจะแวะซื้อก่อนมาที่สนาม
ตำรวจยศต่ำกว่าตนยังพูดต่อ “พรุ่งนี้ให้ผมซื้อมาไหมครับ ดูเหมือนน้องรัมจะไม่ค่อยว่างมาที่นี่แล้ว”
“ใช่ครับผู้หมวด” บวรกิตได้ทีแทรกขึ้น “ช่วงนี้พี่รัมบอกว่างานที่ร้านเยอะมาก พอเลิกงานก็ตรงกลับบ้านเลย”
นัยน์ตาคมเข้มของทายาทแพปลาจดจ้องผู้พูด ก่อนหันไปทางผู้หมวด
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมซื้อเอง”
“โอเคครับ”
ไม่กี่นาทีให้หลังทุกชีวิตก็ออกจากสนามเพื่อแยกย้ายกันกลับบ้าน เขาเองก็เช่นกัน
เอสยูวีสีดำแล่นไปตามท้องถนนก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ ที่มีป้ายเขียนว่า ‘แพวรางกูร’ หลังจอดรถเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าไปในบ้าน ป๊าม้าหลับแล้ว เพราะเมื่ออายุมากขึ้นพวกท่านก็มักจะเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
จะมีก็แต่พี่สาวที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี เบื้องหน้าเต็มไปด้วยเอกสารและบิลต่าง ๆ มากมาย
“สวัสดีครับเจ๊”
สิชา สาวแกร่งยังโสดแห่งรัชกิจวรางกูรผินหน้าไปทางเจ้าของเสียง ส่งยิ้มบาง ๆ ให้น้องชายที่คลานตามกันออกมา
“เพิ่งซ้อมเสร็จเหรอ”
“ครับ เจ๊ยังทำงานอยู่รึ”
“ใกล้เสร็จแล้วล่ะ”
“พักผ่อนบ้างนะครับ”
พี่สาวพยักหน้าเปื้อนยิ้มให้ผู้เป็นน้อง ก่อนที่ชายร่างสูงจะเดินขึ้นชั้นบนเพื่อไปยังห้องนอนของตน
สรัลปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากกายจนเรือนร่างกำยำเปลือยเปล่า ก่อนตรงเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายหลังจากซ้อมกีฬาเสร็จ เขาใช้เวลาในห้องน้ำอยู่พักใหญ่แล้วจึงสืบเท้าออกมาด้านนอก ผ้าขนหนูพันไว้ที่เอวสอบอวดโฉมกล้ามหน้าท้องที่เรียงตัวอย่างสวยงาม กล้ามแขนเป็นมัด ๆ จากการหมั่นออกกำลังกาย เรือนผมมีหยดน้ำเกาะพราว บ้างก็ไหลลงกระทบกายหนั่น
ไม่นานนักผู้กองหนุ่มก็พร้อมเข้านอน เขาอยู่ในชุดนอนสบาย ๆ อย่างกางเกงขายาวเข้าคู่กับเสื้อยืด ก่อนพาตัวเองไปที่เตียงพร้อมโทรศัพท์มือถือ
ก้านนิ้วยาวแตะไปที่แอปพลิเคชันยอดนิยม สิ่งแรกที่ปรากฏในครรลองจักษุคือสตอรี่ของหนุ่มรุ่นน้องในทีมอย่างจิรายุ
หมอนั่นไม่ไปที่สนามเพราะไปดูหนังที่หัวหิน สอดคล้องกับสตอรี่ที่ลงเป็นรูปตั๋วหนังสองใบที่ใบหนึ่งเจ้าตัวเป็นคนถือเอง อีกใบเป็นมือเรียวเล็กถือไว้ใกล้ ๆ กัน
พร้อมข้อความสั้น ๆ ที่บอกว่า ‘Movie time with @Mayree Amornsiri’
เหมือนมีเสียงของใครสักคนแว่วเข้าหูว่า ‘อ้อ ไปกับยายเด็กนี่สินะ’ เพียงแต่สรัลไม่รู้จริง ๆ ว่าใครพูด
เขาเผลอแตะไปยังชื่อที่ถูกจิรายุแท็กอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนไปโผล่ที่หน้าแอคเคานต์ของเจ้าหล่อน รูปโพรไฟล์ที่ถ่ายริมทะเลยังคงเป็นรูปเดิมเหมือนวันที่แอดมา
จะต่างออกไปก็ตรงที่ไม่มีคำว่า ‘ตอบรับ’ จะมีก็แต่ ‘เพิ่มเพื่อน’
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ไอด้อนแคร์คับ”
