ลุยไฟครั้งที่ ๖ [๒/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๖ [๒/๔]
นาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มสี่สิบนาที สามสาวเสิร์ฟจากร้านอาหารริมทะเลที่เพิ่งเลิกงานก็พากันเดินไปยังลานจอดรถ วันนี้เลิกช้ากว่าปกติเพราะมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งติดลม กินเหล้าจนเมาไม่ยอมลุกสักที กว่าจะกลับได้พวกเธอก็เลยต้องทำงานล่วงเวลา ดีที่เจ๊พรใจดีให้ค่าเสียเวลาสมน้ำสมเนื้อ ไม่อย่างนั้นสามสาวคงพากันปั้นหน้างอเป็นปลาทูแม่กลอง
สามีของแก้วใจยังมาไม่ถึงจึงยืนคุยกันไปเรื่อยเปื่อยเพื่อฆ่าเวลา
“รัม”
“คะ”
“ข้าวต้มไหม” ก่อนที่เมรีจะได้พูดอะไร รติชลก็เอ่ยดักคอ “ตกลงเถอะ กินคนเดียวโคตรเหงา บาสน่ะค่อยไปดูวันอื่นก็ได้”
คนเด็กสุดในกลุ่มอมยิ้มน้อย ๆ “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปแล้วค่ะ”
“งั้นก็ไปกินข้าวต้มกับพี่ได้สิ”
“ได้ค่ะ”
“ต้องอย่างนี้” แล้วผินหน้าไปทางเพื่อนรัก “ส่วนคนมีผัวก็ไปกินกับผัวนะ เบื่อชวน ชวนแล้วก็อ้างผัวตลอด”
“พี่เอซื้อกับข้าวไว้แล้วน่ะ ถึงชวนก็คงไม่สะดวก”
“จ้า” รติชลลากเสียงยาวเหยียดเจือความประชดประชัน “อย่าให้มีบ้างก็แล้วกัน”
ครู่สั้น ๆ สามีของแก้วใจก็มารับภรรยากลับบ้าน เมรีกับรติชลจึงขี่มอเตอร์ไซค์ของใครของมันไปที่ร้านข้าวต้ม เมื่อไปถึงก็พบว่ามีลูกค้าหนาตาจนแทบจะแน่นร้าน
คนพี่เล็งโต๊ะว่าง คนน้องดันเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ควรเห็น
“ตรงนั้นว่างพอดี ไปกันเถอะ”
ว่าจบรติชลก็เดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะที่ไม่มีใครจับจอง ทิ้งให้เมรียืนหนักใจอยู่หน้าร้านเพียงคนเดียว แต่สุดท้ายขาเสลาก็ก้าวไปยังโต๊ะที่สาวรุ่นพี่เลือกนั่ง โดยที่โต๊ะเยื้อง ๆ กันเป็นของนักกีฬาบาสเกตบอล
ตอนอยากเจอไม่เห็นจะบังเอิญบ่อยแบบนี้ พอเริ่มชังน้ำหน้าจักรวาลก็เหวี่ยงมาให้เจอบ่อยเสียจริง
เธอรู้สึกเหมือนถูกมอง แต่ครั้นชำเลืองไปทางเขาก็พบว่าสายตาคู่นั้นไม่ได้มองตนอยู่
หลังสั่งอาหารเสร็จสรรพแล้วรติชลก็ยกมือมาป้องปาก ทั้งยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกลัวคนอื่นจะมาได้ยินเข้า
“นั่นมันผู้กองเสือสิงห์อะไรนั่นหนิ”
หนนี้เมรีไม่แก้ชื่อให้เพราะเข้าใจดีว่าพี่สาวหมายถึงอะไร ก็หน้าดุเหมือนเสือเหมือนสิงห์ สมควรที่จะถูกเรียกเช่นนั้น
สาวเจ้าเหลือบสายตาไปยังบุคคลที่ถูกพาดพิง ก่อนจะดึงหน้ากลับมา
“มั้ง”
“เล่นบาสเหมือนกันเหรอเนี่ย” รติชลแค่เห็นชุดก็พอจะเดาออกว่าเป็นกีฬาชนิดใด “รัมไปดูบูมซ้อมบาสไม่เจอเขาเหรอ”
“ไม่ค่อยได้สนใจอะค่ะ ไปก็ไปแค่แป๊บ ๆ ด้วย รีบกลับไปนอน”
เธอโกหกหน้าตาย ไม่อยากให้รติชลรู้ว่าครั้งหนึ่งตนเคยหลงเขาหัวปักหัวปำ ถึงขนาดพาตัวเองไปนั่งเกาะขอบสนามทุกวัน ทั้งที่ร่างกายอยากกลับไปนอนพักผ่อน แต่ใจดันดื้อดึงอยากเห็นหน้าเขา
แต่อนิจจัง ทุกสิ่งในโลกล้วนชั่วคราว ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นแม้มันจะดีแต่มันไม่มีทางไปต่อ เธอก็ไม่อยากดันทุรัง
ผ่านไปสักพักอาหารที่สั่งไว้ก็ทยอยมาเสิร์ฟ สองสาวจึงกินไปคุยไปตามประสา
“ช่วงนี้พี่กำลังคุย ๆ กับผู้ชายคนหนึ่งอยู่”
เมรีมองรุ่นพี่ก่อนขยับปากตอบโต้ “แฟนเหรอคะ”
อีกฝ่ายส่ายหน้า “คนคุย แค่คุย ๆ กันน่ะยังไม่ได้มีสถานะอะไร แต่ถามคำตอบคำ นึกว่าสัมภาษณ์งานก็เลยว่าจะถอยสักก้าว”
คนน้องหัวเราะน้อย ๆ แต่ไม่ได้รู้สึกขำขันอะไร มันออกจะเป็นการ ‘หัวเราะประชดชีวิต’ เสียมากกว่า
เรื่องเล่าของรติชลน่ะ เธอคุ้นกับมันเหลือเกินจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้
“พี่เคยนั่งทับมือไม่ทักหาเขาก่อนหนึ่งวันเต็ม ๆ เขาก็ไม่ทักมา ถามจริง รักมันจะเกิดไหมถ้าเราต้องวิ่งตามฝ่ายเดียว”
“ไม่เกิดหรอกค่ะ”
“ใช่มะ คุยด้วยแล้วเหมือนคุยกับกำแพงวัด เผลอ ๆ กำแพงวัดยังมีอะไรให้อ่านมากกว่าแชตไอ้หมอนี่ พอ ๆ แยกย้าย” สาวรุ่นพี่ไหวไหล่เล็กน้อย “อยู่เป็นโสดดีกว่าเนอะ ให้แก้วมีแฟนคนเดียวก็พอ ส่วนพวกเรารอเลี้ยงหลาน เก็บเงินไปเที่ยว อิสระสุด ๆ ว่าแต่หมู่นี้ดูรัมจะสนิทกับหมวดจีนะ เมื่อวานก็ไปหัวหินด้วยกันนี่”
เจ้าของดวงหน้าสะคราญเอ่ยเสียงราบเรียบ “ไปดูหนังเป็นเพื่อนเขาน่ะค่ะ เพราะหมวดเธียรไม่ยอมไป”
คู่สนทนาเผยยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
“พอจะมีลุ้นหรือเปล่าหนอ”
หล่อนเพียงวาดยิ้มบาง ๆ แล้วลงมือกินต่อ
ประมาณสิบห้านาทีให้หลังโต๊ะของนักกีฬาก็พากันออกไปจากร้าน ยามชายฉกรรจ์เดินผ่านโต๊ะของเธอ เมรีไม่ได้ให้ความสนใจราวกับมองเจ้าตัวเป็นอากาศธาตุ
แต่ก็มีแอบคว่ำปากใส่นิด ๆ ตอนเขาเดินผ่านไปแล้ว
‘รู้จักเหรอคะ’
‘ไม่รู้จัก’
โธ่ พูดมาได้ไม่อายฟ้าอายดิน แล้วไปพูดต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น ขอพรอะไรอย่าหวังสมปรารถนาเลย มุสาแบบนี้เจ้าพ่อท่านไม่ปลื้มสุด ๆ
“แล้วรัมจะไปกุยมะรืนนี้เหรอ”
“ค่ะ”
ที่จริงเมรีตั้งใจจะขอลาพรุ่งนี้ แต่มันเป็นวันลาของพี่ชลลี่เลยไม่อยากรบกวนอีกฝ่าย เธอจึงเปลี่ยนไปลาครึ่งวันในวันศุกร์ที่ลูกค้าค่อนข้างเยอะ ถึงกระนั้นเจ๊พรก็อนุญาตให้ลาเพราะถือว่าไปช่วยงานคุณยายของบวรกิต ที่เจ๊แกก็คุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเจ้าบูมมักจะมาส่งของให้บ่อย ๆ
“พี่คงไม่ได้ไป แต่เดี๋ยวพี่ฝากซองไปช่วยงานแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
สองสาวนั่งกินอาหารกันจนเกือบสี่ทุ่มครึ่ง ถึงได้แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ทว่าตอนเดินมาถึงรถมอเตอร์ไซค์กลับมีของบางอย่างอยู่ผิดที่ผิดทาง ที่บัดนี้มันพาดไปกับหน้ารถของเธอ
หัวคิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน ยามนัยน์ตาสะท้อนภาพของแจ็กเกตสีกรมท่าที่มั่นใจว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก
รติชลหันไปมองสาวรุ่นน้อง “ใครเอามาลืมไว้น่ะ”
“ไม่รู้สิคะ” เธอตอบอย่างไม่ใคร่จะแยแส “แต่เกะกะสุด ๆ เอาไปทิ้งที่ถังขยะดีไหม”
“เฮ้ย!” สาวรุ่นพี่ร้องเสียงหลงก่อนส่ายหน้า “พี่ว่ามันยังไม่ใช่ของที่จะต้องทิ้งเร็ว ๆ นี้นะ เอาไปฝากที่แม่ค้าก็ได้ เดี๋ยวเจ้าของเขานึกได้ก็กลับมาเอาเองแหละ”
สิ้นคำนั้นก็มีสายโทร. เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน มันดังมาจากโทรศัพท์ของคนอายุมากกว่า
“ว่าไงแม่ หืม? ยาอะไรนะ ยาธาตุน้ำขาว โอเค ๆ แล้วปวดมากไหม อ่า...เดี๋ยวหนูซื้อให้ งั้นแค่นี้นะ เดี๋ยวรีบกลับเลย” ทันทีที่วางสายจากมารดาก็หันไปหาเพื่อนร่วมงานรุ่นน้อง “พี่กลับก่อนนะรัม ต้องแวะซื้อยาให้แม่น่ะ”
“เป็นอะไรมากไหมคะ”
อีกฝ่ายสั่นหน้าพรืด “ปวดท้องนิด ๆ หน่อย ๆ งั้นพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวแม่รอ”
“ค่ะ”
คล้อยหลังการไปของรติชล เมรีก็คว้าเสื้อแจ็กเกตมาถือไว้ เธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นของใคร แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมาอยู่ตรงนี้
หล่อนไม่ได้นำไปฝากไว้ที่แม่ค้า แต่ก็ไม่ได้สวมเพื่อกันหนาวจากสายลมเย็น ๆ ที่พัดปะทะผิวกาย
แจ็กเกตสีกรมท่าที่มีตราโล่เขนปักไว้ที่อกถูกยัดลงไปใต้เบาะรถอย่างลวก ๆ ใบหน้าก็ยับยู่ยี่ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจว่าอยากเอาไปทำเป็นผ้าขี้ริ้วให้รู้แล้วรู้รอด
ก่อนที่เจ้าหล่อนจะขี่รถไปตามถนนมุ่งหน้าสู่บ้านเช่าของตนเอง แรก ๆ ก็ยังมีผู้คนและรถสวนไปมา ทว่าพอเลี้ยวเข้าซอยก็เริ่มไร้คนสัญจร บ้านเรือนปิดสนิท มีเพียงไฟหน้าบ้านกับไฟทางคอยให้แสงสว่าง แต่ยิ่งขี่เข้าไปลึกขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเปลี่ยวเท่านั้น จนไฟหน้ารถแทบจะเป็นแสงสว่างเดียว
ปกติเธอกลับบ้านไม่ค่ำมืดมาก สามทุ่มนิด ๆ ก็ถึง ยังพอมีคนสวนไปมาบ้าง หรือถ้ากลับดึกเพราะไปที่สนามบาสก็มีบวรกิตเป็นเพื่อน
เพิ่งสำเหนียกได้ก็ตอนนี้ว่าที่นี่มันเปลี่ยวสำหรับผู้หญิงอย่างเธอจริง ๆ
ครั้นถึงที่หมายเจ้าหล่อนก็รีบล็อกคอรถแล้วคล้องโซ่ที่ล้อเพื่อกันขโมย มองไปยังบ้านหลังข้าง ๆ ที่มักจะเปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้ทุกวัน บัดนี้กลับมืดสนิท
เมรีสืบเท้าเข้าไปในบ้านโดยไม่ลืมล็อกประตูให้เรียบร้อย หล่อนเดินตรวจตราดูหน้าต่างทุกบานเพื่อความสบายใจ จากนั้นก็จัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
เสียงน้ำไหลกระทบพื้นดังคลอไปกับเสียงฮัมเพลงของสาวเจ้า
กระทั่ง...
สวบ... สวบ...
ร่างระหงชะงักงัน หัวใจเต้นระส่ำ มือที่เอื้อมไปคว้าโฟมล้างหน้าค้างเติ่งกลางอากาศ พยายามเงี่ยหูฟังทางหลังบ้านซึ่งเป็นที่มาของเสียงฝีเท้าที่ไม่ควรมี
บางทีเธออาจจะหูแว่วจึงปิดฝักบัว เมื่อไร้เสียงน้ำ เสียงฝีเท้าจากด้านนอกก็ชัดเจนขึ้น
กลีบปากล่างถูกเม้มแน่น หัวใจบีบรัดด้วยความประหม่า มองไปรอบ ๆ ห้องน้ำไม่เห็นรูหรือช่องที่พอจะให้คนข้างนอกมองลอดเข้ามาได้ก็พอจะหายใจโล่งอก แต่มันก็ยังหวาดหวั่นอยู่ดีที่มีใครไม่รู้มาเดินรอบ ๆ บ้านในยามวิกาล
แม้ผีจะน่ากลัว แต่ให้เป็นผีก็ยังดีกว่าเป็นคน
เมรีไม่มีอารมณ์ศิลปิน เลิกฮัมเพลง เลิกเอ้อระเหย รีบอาบน้ำแล้วออกไปด้านนอก ตรงเข้าห้องนอนพร้อมล็อกประตูเสร็จสรรพ
แล้วคืนนั้นหล่อนก็ต้องนอนหลับไปพร้อมความวิตก...
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“โอ๊ยยย! ไปลืม ‘เสื้อแจ็กเกตสีกรมท่า’ ไว้ที่ไหนนะ คิดยังไงก็คิดไม่ออก”

เมื่อกี้ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อยค่ะ อัปแล้วแต่อ่านเนื้อหาไม่ได้เลยลบตอนแล้วลงใหม่ ใครอ่านไม่ได้รีเฟรชเอาหน่อยนะคะ
ขอบคุณค่ะ