ลุยไฟครั้งที่ ๖ [๓/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๖ [๓/๔]
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นรบกวนการนอนจนต้องควานมือหาโทรศัพท์เพื่อกดปิด หญิงสาวรู้สึกตัวแล้วแต่ยังนอนนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้เปิดเปลือกตาขึ้น ทว่าเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนเปลือกตาอันหนักอึ้งก็เบิกโพลง ร่างระหงรีบดีดตัวขึ้นจากเตียงราวเส้นกระตุก
เมรียังไม่เก็บที่นอนในทันทีแต่ค่อย ๆ ย่องออกจากห้องนอนเหมือนแมวขโมย แง้มประตูพอให้มองลอดออกไปได้ เธอกวาดสายตามองไปทั่วบ้านก็ไม่พบความผิดปกติอะไร แต่มิวายเอื้อมมือไปหยิบคัตเตอร์มาถือไว้แล้วจึงก้าวออกไปจากห้องด้วยจังหวะเชื่องช้า
ถ้ามีใครโผล่เข้ามาเธอสัญญาจากฟ้าถึงดินว่าจะไม่ยั้งมือ
โชคดีที่ในบ้านไม่มีอะไรผิดปกติ เมรีจึงเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อหยิบผ้าขนหนู จะได้เข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัว แต่เพราะระแวงเสียแล้ว จะเดินไปไหนมาไหนก็ไม่พ้นรู้สึกเสียวสันหลังวูบวาบ
ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด จึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเจ้าของฝีเท้าที่เดินอยู่หลังบ้านเธอตอนดึก ๆ คือใคร
เมรีจัดการธุระส่วนตัวด้วยความระแวดระวัง แม้จะไม่เห็นช่องโหว่แต่สายตาก็เอาแต่มองรอบ ๆ ห้องน้ำ เมื่อออกมาก็สลัดชุดนอนออกเพื่อสวมชุดวิ่ง ก่อนสืบเท้าไปทางประตูบ้าน แง้มประตูแล้วสอดส่องสายตาไปด้านนอก เมื่อไม่พบความผิดปกติถึงได้ก้าวออกไป จัดการล็อกบ้านให้เรียบร้อยก่อนตรงไปรับวิเวียนที่บ้านคุณโสพิศ
ระหว่างนั้นหล่อนเอาแต่พะวงเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง ปกติมีป้าบัวกับบวรกิตอยู่ด้วย แม้จะอยู่คนละหลังแต่ก็ยังรู้สึกปลอดภัย ทว่าเมื่อบ้านข้าง ๆ ปิดไฟมืดสนิทตลอดทั้งคืน กลางวันก็ไม่เปิดประตูเพราะไม่มีใครอยู่ เธอจึงรู้สึกว่า ‘ความปลอดภัย’ ของตนเองถูกสั่นคลอนขั้นรุนแรงจากบุคคลนิรนาม
เมื่อคืนเธอประมาทเลินเล่อเกินไปที่จอดรถไว้ด้านนอก ถึงจะคล้องโซ่ไว้แต่ถ้าเป็นโจรจริง ๆ มันก็คงมีวิธียกไปทั้งคัน แบบนั้นคงได้ผ่อนกุญแจเปล่า แต่ตอนอาบน้ำเสร็จจะให้เธอออกไปด้านนอกเพื่อนำรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดในบ้าน ใจก็ไม่กล้าพอจะทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้นคืนนี้เมรีจะตรงกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน จะนำรถเข้าไปจอดในบ้านและล็อกประตูหน้าต่างทุกบาน
และบางทีอาจจะหาซื้อกล้องวงจรปิดราคาย่อมเยามาติดไว้สักตัวสองตัว
เมรีแวะรับวิเวียนที่บ้านก่อนตรงไปยังถนนเลียบชายหาด สวมสายจูงให้เจ้าหน้าขนแล้วเริ่มทำหน้าที่ของตนโดยที่หัวสมองก็เอาแต่คิดเรื่องความปลอดภัยเมื่อต้องอยู่เพียงลำพัง
วิ่งไปได้ไม่กี่นาทีก็เจอแผ่นหลังกว้างที่แสนคุ้นเคย ขาเรียวชะลอฝีเท้าเพื่อเว้นระยะห่างกับตำรวจไร้ใจ
เธอวิ่งตามหลังเขาอยู่เกือบสี่เมตร แต่จู่ ๆ เจ้าของเรือนร่างสมส่วนก็เหลียวหลังกลับมาเป็นเหตุให้สองสายตาประสานกันอย่างไม่ทันตั้งตัว
แต่แล้วเขาก็ดึงหน้ากลับไป ไม่ทักเธอ ไม่ทักวิเวียน
เมรีก็ไม่อยากจะคุยกับสรัลนักหรอก ถ้าไม่ติดที่แจ็กเกตสีกรมท่ามันยังเบียดเบียนพื้นที่ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์ของเธอน่ะ
หล่อนไม่ได้เร่งฝีเท้าเพื่อตีเสมออีกฝ่าย แต่เปล่งเสียงเรียกแทน
“ผู้กองคะ”
คนถูกเรียกชะลอฝีเท้า เอี้ยวตัวมาเล็กน้อย ครู่สั้น ๆ หนุ่มสาวก็วิ่งขนาบข้างกัน
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอหนา “มีอะไร”
“ลืมเสื้อไว้หรือเปล่าคะ”
“เสื้ออะไร”
เธอนิ่งไปหนึ่งอึดใจ ใบหน้าไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนพยักพเยิดหน้าอย่างขอไปที
“งั้นช่างเถอะค่ะ ของใครก็ไม่รู้ เดี๋ยวหนูเอาไปทิ้งเองก็ได้”
พูดจบก็ตั้งท่าจะออกตัววิ่งไปกับหมาแดงเพราะไม่มีสิ่งใดจะคุยต่อ เธอก็แค่แจ้งให้ทราบ เขาทราบแล้วแต่ดันเลือกที่จะตีมึน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเสวนาต่อ
แต่แล้วเสียงเข้มก็สอดขึ้น จนหล่อนต้องชะลอฝีเท้าแล้วหันไปทางต้นเสียง
“เดี๋ยว” เธอจึงหยุดเพื่อรอฟัง “เสื้อกันหนาวของตำรวจหรือเปล่า”
“ไม่รู้ค่ะ อาจจะของหมาแถวนั้นมาลืมไว้”
สรัลนิ่งงัน สาดสายตาคมกริบมาทางเธอ “แต่ก็เสื้อกันหนาวใช่ไหมล่ะ”
“ไม่รู้สิคะ แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ของผู้กองก็ช่างมันเถอะค่ะ”
เขาสวนทันควัน “น่าจะของผมนั่นแหละ”
เธอมองอีกฝ่ายด้วยหางตา
คนตัวสูงว่า “ผมคงลืมไว้จริง ๆ”
เมรีแค่พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
“มันอยู่ไหน”
“ที่รถหนู”
ใบหน้าคร้ามคมพยักขึ้นลง แววตาลุ่มลึกเกินจะหยั่งไม่ละไปจากดวงหน้าคู่สนทนา
“ได้ เดี๋ยวผมไปเอาที่รถ”
หลังจากนั้นระหว่างเธอกับเขาก็ไร้ซึ่งบทสนทนาเพราะเธอปล่อยให้เขาวิ่งนำไปก่อน ส่วนตัวเองกับหมาแดงทิ้งระยะห่างจากอีกฝ่ายไว้พอประมาณ จนวิ่งไปถึงสุดทางก็หมุนตัวกลับไปทางเดิม สรัลวิ่งเลยเอสยูวีของตนไปยังที่จอดมอเตอร์ไซค์ของเมรี
นัยน์ตาสีเข้มแฝงความดุดันทอดมองไปยังร่างแน่งน้อยที่เปิดเบาะรถเพื่อหยิบของ เสื้อแจ็กเกตสีกรมท่าที่ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนถึงย้ายที่อยู่จากเอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นมาอยู่ที่มอเตอร์ไซค์ถูกส่งคืนแก่เจ้าของ
ไร้เสียงใดจากคนช่างจ้อ หล่อนเพียงส่งเสื้อให้พร้อมใบหน้าเรียบสนิท
“ขอบใจมาก”
เอ่ยพร้อมรับเสื้อสีเข้มมาถือไว้ แล้วมองดูพี่เลี้ยงกับหมาแดงห่างออกไปเรื่อย ๆ จนมอเตอร์ไซค์ลับไปจากครรลองจักษุ
สามทุ่มสิบห้านาที พนักงานเสิร์ฟทั้งสามชีวิตของอัมพรโภชนาก็พากันเดินไปที่ลานจอดรถ เธอขอกลับก่อนแทนที่จะอยู่รอส่งแก้วใจโดยอ้างว่าไม่อยากกลับดึกเพราะอยู่คนเดียว ที่หมายถึงบ้านข้าง ๆ ไม่มีคนอยู่ ซึ่งพี่ ๆ ก็เข้าใจดี
มอเตอร์ไซค์แล่นผ่านบ้านเช่าหลังที่หนึ่งถึงสามที่เปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้ แม้สองหลังสุดท้ายจะปิดไฟจนมืดสนิทก็พอจะได้รับอิทธิพลความสว่างจากสามหลังแรก
เมรีจอดรถไว้หน้าบ้านก่อนตรงไปไขกุญแจ จากนั้นก็ขี่เข้าไปจอดในบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้
ทันทีที่เปิดไฟจนบ้านทั้งหลังหลุดพ้นจากความมืดมิด หัวใจดวงน้อยพลันหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม มือสั่นเซ่นความพรั่นใจที่เห็นข้าวของในบ้านถูกรื้อค้น
เธอรู้ว่าในสถานการณ์คับขันเช่นนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือการตั้งสติให้ได้ จึงพยายามหายใจเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร. หาตำรวจ อีกมือก็คว้าคัตเตอร์มาถือไว้มั่น เหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในหัวราวถูกจับวาง เขย่าหัวใจหญิงสาวให้สั่นคลอนจนเกรงว่าจะกระเด็นกระดอนออกมานอกอก
ตอนนี้เธอระแวงไปหมดทุกอย่าง ไม่แน่ใจว่าควรก้าวไปข้างหน้าที่ก็ไม่รู้ว่านอกจากตัวเองยังมีใครอยู่ในบ้านหลังนี้บ้าง หรือจะให้ถอยไปรอนอกบ้านก็เกรงว่าเจ้าของฝีเท้านั้นจริง ๆ จะดักรออยู่ข้างนอก หรือถ้าส่งเสียงดังมันจะปรี่มาทำร้าย
หล่อนเกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังมาตามสาย
(สวัสดีครับ-)
เสียงที่เจือไปด้วยความหวาดหวั่นสวนออกไปทันที “คุณตำรวจคะ บ้านหนูถูกงัดค่ะ ตอนนี้ไม่รู้ว่าคนร้ายยังอยู่ในบ้านหรือออกไปแล้ว-”
(ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ ขอทราบที่อยู่ด้วยครับ สายตรวจจะเข้าไปเดี๋ยวนี้ครับ)
หลังวางสายไปแล้วเมรียังคงยืนอยู่ที่เดิม ใจหนึ่งก็อยากเดินไปปลุกบ้านหลังอื่น ๆ มาอยู่เป็นเพื่อน แต่อีกใจก็ยังระแวง
ที่นี่ถึงจะดูเปลี่ยวไปนิดแต่ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ทว่าทันทีที่ป้าบัวกับบวรกิตไม่อยู่ก็มีคนมาเดินหลังบ้านเธอ อีกวันบ้านก็โดนงัด ข้าวของที่เคยเป็นระเบียบกระจัดกระจายไปทั่ว
อย่างกับรู้ว่าวันนี้ ‘ทางสะดวก’ อย่างนั้นแล
เมรีกลัวว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นคนใกล้ตัวที่รู้ความเคลื่อนไหวของบ้านสองหลังสุดท้าย เป็นเหตุให้ไม่รู้สึกไว้วางใจบ้านใกล้เรือนเคียง
เธอจะรอตำรวจอยู่ตรงนี้ และถ้าหน้าไหนมาอยู่ผิดที่ผิดทางเธอจะไม่ยั้งมือ
มือบางยังกำคัตเตอร์ไว้มั่น จนเสียงเครื่องยนต์แว่วมาเข้าหูถึงได้เปิดม่านแล้วมองออกไปด้านนอกผ่านบานเกล็ด พบว่าเป็นรถกระบะของตำรวจจึงไม่รอช้าที่จะเก็บคัตเตอร์ใส่กระเป๋าแล้วพุ่งตัวออกไปหาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
เธอและตำรวจสองนายเข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน พบว่าประตูหลังบ้านมีรอยงัดแงะ รวมไปถึงห้องนอน ข้าวของที่หายไปมีแค่กระปุกออมสินที่เธอมีไว้เพื่อใส่เหรียญ จึงพุ่งประเด็นไปที่การชิงทรัพย์ แต่ไม่มีใครรับประกันว่าถ้าเธออยู่บ้านในช่วงเวลานั้นจะพบเจอกับอะไรบ้าง
เมรีเดินทางไปยังสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความดำเนินคดี เสร็จสรรพแล้วตำรวจก็แนะนำให้เธอไปค้างที่อื่นก่อนเพราะประตูหลังบ้านชำรุดจนใช้การไม่ได้ หรือถึงยังใช้การได้มันก็ไม่ปลอดภัยเสียแล้ว นอกจากนั้นยังต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปเก็บลายนิ้วมือเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุ
สาวเจ้ามีสีหน้าหนักใจ ทว่าก็พยักหน้ารับคำแต่โดยดี
“ค่ะ ขอบคุณที่ช่วยนะคะ”
“หน้าที่ของพวกผมอยู่แล้ว ยังไงจะให้สายตรวจเข้าไปตรวจตราแถวนั้นบ่อย ๆ นะครับ ส่วนเรื่องคนร้ายพวกเราไม่นิ่งนอนใจ จะรีบดำเนินการให้เลยครับ”
“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ”
ร่างแน่งน้อยยันกายลุกจากเก้าอี้แล้วหมุนตัวเพื่อเดินออกจากโรงพัก ทว่ายังไม่ทันจะก้าวออกไปจากบริเวณนี้ ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมร่างกำยำของตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่ง
ผู้น้อยในห้องต่างลุกขึ้นยืนเพื่อทำความเคารพคนมาใหม่ ที่วันนี้อีกฝ่ายประจำอยู่ที่สภ.เพราะต้องเข้าเวร
“สวัสดีครับผู้กอง”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ใครทำ(ว่าที่เมียผม)คับ”
