ลุยไฟครั้งที่ ๖ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๖ [๔/๔]
“สวัสดีครับผู้กอง”
ชายหนุ่มโคลงศีรษะรับน้อย ๆ โดยนัยน์ตาคู่คมไม่ละไปจากใบหน้าผุดผาดที่ดวงตาสะท้อนความทุกข์ตรมอย่างปิดไม่มิด
“มีอะไรรึ”
สายตาของสรัลทำให้เมรีรู้ว่าเขากำลังสื่อสารอยู่กับตน แต่คนตอบดันเป็นตำรวจด้วยกันเพราะเธอเอาแต่เงียบ
“โดนงัดบ้านน่ะครับ”
ดวงหน้าคมคายยุ่งทันควัน คิ้วเข้มขมวดเป็นปม “แล้วเป็นอะไรหรือเปล่า”
แม้สรัลจะมองตรงไปที่เมรี แต่หล่อนก็ไม่ขยับปากตอบคำถาม จนตำรวจนายหนึ่งต้องเป็นฝ่ายตอบแทน
“ไม่เป็นอะไรครับ ตอนนั้นน้องเขาไม่ได้อยู่บ้านพอดี”
“มีกล้องวงจรปิดไหม”
“ไม่มีครับ”
“แล้วมีอะไรเสียหายบ้าง”
“มันเอากระปุกออมสินของน้องเขาไปกับทำประตูหลังบ้านพัง ซึ่งก็คงเพราะงัดเข้ามาทางนั้นน่ะครับ ตอนนี้ผมแจ้งทางเจ้าของบ้านเช่าเรียบร้อยแล้วครับ พรุ่งนี้ฝั่งนั้นจะเข้ามาดู ส่วนน้องเขาก็คงต้องหาที่พักชั่วคราวก่อน”
คู่สนทนาโคลงศีรษะรับก่อนเอ่ยเสียงเข้มเจือการออกคำสั่ง
“ดูแลเคสนี้ด้วย”
“ครับ จะจัดการให้เร็วที่สุดเลยครับผู้กอง”
สรัลวางสายตาไว้ที่หญิงสาวหนึ่งเดียว ณ ที่แห่งนี้
“ตามผมมา”
แต่กระนั้นเมรีก็ยังคงนิ่ง
เสียงเข้มดังขึ้นอีกหน “มันไม่ใช่เวลานะคุณ ตามมา”
ผู้กองหนุ่มรู้ว่าเธอค่อนข้างตึงกับตนอยู่พอสมควร แต่สถานการณ์เช่นนี้หล่อนควรลำดับความสำคัญให้เป็นว่าอะไรมาก่อน อะไรมาหลัง
“อย่าให้ผมต้องพูดเป็นครั้งที่สาม”
“ก็เดินไปสิคะ หนูจะได้เดินตาม”
สิ้นคำนั้นภายในโรงพักก็เงียบสนิทจนได้ยินเสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศ นายตำรวจต่างมองหน้ากันที่หญิงสาวคนนี้กล้าพูดเสียงแข็งกับผู้กอง แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นคือผู้กองสรัลไม่ตำหนิอะไรสักคำ แค่เดินออกไปเงียบ ๆ
ร่างสูงโปร่งหยุดฝีเท้าลงข้าง ๆ ตัวอาคาร เมรีจึงหยุดอยู่ใกล้ ๆ แต่ก็เว้นระยะห่างไว้พอสมควร
ทายาทแพปลาหันมาประจันหน้ากับหญิงสาว กวาดสายตาไปทั่วร่างเพื่อสำรวจเนื้อตัวเจ้าหล่อน ยังดีที่ไม่ได้ปะทะกับคนร้ายโดยตรงจึงมีแค่ทรัพย์สินที่เสียหาย
“ไม่เป็นอะไรแน่นะ”
“ค่ะ”
“แล้วคนอื่นในบ้านล่ะ มีใครเป็นอะไรไหม”
เมรีสั่นหน้าประกอบคำตอบ “ไม่มีค่ะ”
“ทุกคนปลอดภัยรึ”
“ในบ้านไม่มีใครค่ะ หนูอยู่คนเดียว”
ผู้กองหนุ่มเว้นช่วงไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “คืนนี้คุณกลับไปนอนที่บ้านไม่ได้”
“ทราบค่ะ คุณตำรวจบอกหนูแล้ว”
“แล้วจะไปนอนที่ไหน”
เธอเงียบไปอย่างใช้ความคิดเพราะไม่ได้มีญาติที่ไหนที่จะขอไปพักด้วยได้สักระยะ
“หนู...ไม่รู้”
หล่อนว่าเสียงอ่อยอย่างคนหมดแรง ก้มหน้ามองพื้นด้วยความเหนื่อยล้า
ชีวิตเธอก็ไม่ใช่จะดีเด่อะไร ตั้งแต่เกิดยันโตมาจนทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าชีวิตมันยากไปเสียทุกเรื่อง ฐานะก็รากหญ้า คิดได้อย่างไรปล้นคนจนอย่างเธอ มาทำให้เธอรู้สึกว่าห้องที่ราคาเป็นมิตรกับรายได้ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ให้เธอต้องเจียดเงินจ่ายแพงขึ้นจนฝันที่จะมีบ้านอาจจะห่างไกลไปอีกเท่าตัว แต่ให้อยู่อย่างระแวงก็ทำใจยอมรับได้ยากเย็น
เมรีเงยหน้าขึ้น ไม่ได้หวังสบสายตาคู่สนทนาแต่แค่อยากกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอาบแก้ม ขอบตาร้อนผ่าว ปวดหนึบที่อกซ้าย
ก่อนจะเค้นเสียงออกมา “คืนนี้หนูจะไปนอนที่บ้านของพี่ที่รู้จักค่ะ”
“ใคร”
“พี่ชลลี่ พี่ที่ร้าน”
ซึ่งเธอก็ยังไม่ได้แจ้งให้อีกฝ่ายทราบ แต่เชื่อว่ารติชลจะยื่นมือมาช่วยเหลือตน
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
“...”
คิ้วเข้มเลิกสูงเป็นเชิงถาม
“เรื่องนั้นค่อยคิดค่ะ”
ที่จริงเธอมีแพลนในหัวถึงสอง หนึ่งคือรอจนบวรกิตและป้าบัวกลับมาจากกุยบุรี ถ้าไม่ไปนอนบ้านป้าบัวก็จะขอยืมตัวน้องชายต่างสายเลือดมานอนด้วยกันสักระยะ ให้นอนหน้าทีวีบวรกิตคงไม่ติดอะไร ซึ่งก็ต้องคุยกันอีกรอบว่าแบบไหนจะเวิร์กกว่ากัน สองคือย้ายออกจากที่นั่น หาห้องพักที่ราคาแพงขึ้นมานิดหน่อยแต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่จ่ายไหว
ตอนนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลือกทางไหน แค่อยากพักใจชั่วคราว
ชะตาเล่นตลกกับเธอเหลือเกิน...
สรัลหมุนตัวเดินไปยังเอสยูวีของตน หยุดฝีเท้าตรงฝั่งคนขับแต่ยังไม่สอดกายไปนั่งประจำที่
เขาเหลียวมามองเธอ เอ่ยแกมสั่งเสียงดุ “ขึ้นรถ”
“ไปไหนคะ”
“ไปหาที่นอน”
“หนูมีแล้ว หนูจะไปนอนบ้านพี่ชลลี่”
คิ้วเข้มขมวดเป็นปมจนหน้าผากเกิดรอยย่น นึกหน่ายใจกับพวกหัวรั้น
“ดูสถานการณ์ด้วย แล้วไปขึ้นรถ”
“ไม่ไปค่ะ หนูจัดการเองได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่น”
“คุณไม่ใช่เด็กขวบสองขวบนะที่จะไม่รู้ว่าอะไรคือความสำคัญลำดับแรก ๆ ในตอนนี้ของชีวิตตัวเอง ผมคุยกับคุณในฐานะตำรวจกับประชาชน สถานการณ์ของคุณมันเสี่ยง หรือคุณจะให้ผมเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของคุณแล้วคุณก็หาเรื่องด่าว่าพวกตำรวจมันพึ่งพาไม่ได้ จะเอาแบบนั้นไหม?”
“...”
เขาปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “เร็วหน่อย ผมต้องกลับมาเข้าเวร”
“แต่-”
“รัม”
เจ้าหล่อนเผลอกลืนน้ำลายลงคอยาม ‘ชื่อ’ ของตัวเองถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากหยัก
นิ้วเรียวชี้ไปอีกฟากของอาคาร พอถูกดุเสียงก็เริ่มอ่อย “แต่มอไซค์หนูจอดอยู่ทางโน้น”
“ถ้ารถหายเพราะจอดไว้ที่โรงพักผมซื้อให้ใหม่เลย”
สุดท้ายเมรีก็สืบเท้าไปยังประตูรถฝั่งข้างคนขับ เปิดมันออกแล้วค้อมศีรษะให้เจ้าของรถ
“ขออนุญาตค่ะ”
หล่อนสอดกายเข้ามานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถของสรัล ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณนี้โดยที่เธอยังไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางคือที่แห่งหนตำบลใด
ภายในห้องโดยสารของเอสยูวีไร้เสียงใด ไม่มีแม้แต่เพลงที่เปิดคลอเบา ๆ ไม่มีบทสนทนาระหว่างกัน เป็นอย่างนั้นอยู่หลายนาทีกว่ากระแสเสียงทุ้มต่ำจะเล็ดลอดออกมาจากปากหยัก
“คืนนี้เปิดห้องนอนสักคืน”
“ค่ะ” รับคำไปแล้วถึงเพิ่งจะนึกได้ “แต่หนูไม่มีเสื้อผ้า กลับจากทำงานก็เกิดเรื่องเลยยังไม่ได้อาบน้ำค่ะ เราแวะไปเก็บของที่บ้านก่อนได้ไหมคะ”
“พรุ่งนี้หลังวิ่งเสร็จค่อยไปเก็บ”
เมรีสงบปากสงบคำ คำพูดเขากลายเป็นประกาศิตที่เธอไม่คิดแย้ง
“แล้ววันนี้จะให้หนูใส่ชุดเดิมเหรอคะ”
เขาชำเลืองสายตามาทางสาวเจ้า ก่อนดึงหน้ากลับไปมองทาง
“ดูเป็นความคิดที่ดีนะ สำหรับคนที่อยากให้เนื้อตัวมีผื่นคันขึ้น”
“ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ “แต่เพราะหนูไม่มีเสื้อผ้าและผู้กองก็ไม่พาไปที่บ้าน ไม่ให้หนูขี่รถของตัวเองมาด้วย หนูก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันค่ะ”
“เดี๋ยวให้ยืม” ไม่รอให้เมรีได้พูดเขาก็พูดต่อ “วันนี้นอน ๆ ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาที่อยู่ใหม่”
ที่อยู่ใหม่...?
“แปลว่าหนูต้องย้ายออกจากที่นั่น?”
“ที่อยู่ตอนนี้เป็นแค่บ้านเช่าไม่ใช่รึ ถ้ามันไม่ปลอดภัยแล้วจะอยู่ต่อทำไม ย้ายออกก็ถูกแล้ว”
เธออ้อมแอ้มตอบเสียงอ่อย “ไม่ใช่แค่ระยะนี้หรือจนกว่าจะจับคนร้ายได้เหรอคะ”
“ถ้าคิดว่าอยู่ต่อได้แบบไม่ระแวงก็เชิญ ยังไงมันก็ตัวคุณ”
ริมฝีปากล่างถูกเม้มเป็นเส้นตรง ไม่กล้าเถียงสักคำเพราะที่เขาพูดไม่มีอะไรผิดเลย ต่อให้รู้ตัวคนร้ายและอีกฝ่ายถูกจับกุม เธอก็คงต้องอยู่ที่นั่นด้วยความหวาดระแวง
สาวเจ้าเอ่ยเสียงแผ่ว “แล้วพรุ่งนี้เช้าหนูจะไปรับวิเวียนยังไงคะ”
“เดี๋ยวรับให้ บ้านคุณโสใช่ไหม”
ครั้งหนึ่งเขาเคยขับรถตามหลังเมรีแล้วทันได้เห็นเจ้าหล่อนแวะรับหมาแดงที่บ้านหลังดังกล่าว
“ค่ะ”
“อย่าลืมแจ้งคุณโสไว้ด้วยว่าผมจะเป็นคนไปรับแทน” เมรีรับคำอย่างว่าง่าย “รับหมาเสร็จแล้วจะเลยไปรับคุณ วิ่งเสร็จแล้วจะพาไปเก็บของที่บ้าน”
“แล้วเรื่องหอล่ะคะ”
“ทำไม”
“พรุ่งนี้หนูทำงานถึงสี่โมง แต่นั่นก็เย็นอยู่ดี เย็น ๆ แบบนั้นคงหาหอไม่ได้”
“เดี๋ยวจัดการให้” เขาเอ่ยเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนตั้งกระทู้ถาม “ทำไมร้านปิดไว”
“ลาครึ่งวันค่ะ”
“ลาทำไม”
“ไปกุย”
“มีธุระอะไรที่นั่น”
“...”
“ไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ”
“ไปงานศพคุณยายของบูมค่ะ”
สรัลโคลงศีรษะรับ แล้วปล่อยให้ความเงียบเข้ามามีอิทธิพลภายในห้องโดยสาร
ไม่นานนักเอสยูวีก็เลี้ยวเข้าโรงแรมขนาดกลาง สรัลจัดการเรื่องห้องพักให้เสร็จสรรพ รวมถึงให้ยืมชุดนอนที่มีติดรถไว้ตลอดเผื่อมีงานด่วนแล้วไม่ได้กลับบ้าน
“พรุ่งนี้เช้าผมจะมารับ”
เอ่ยพลางหมุนตัวเพื่อเดินออกไปยังตัวรถ แต่ก็ต้องหยุดฝีเท้าไว้กลางอากาศเมื่อเสียงใสดังไล่หลัง
“ผู้กองคะ”
สรัลหันไปมองพร้อมเลิกคิ้วสูง “...?”
ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาจากใจ “ขอบคุณค่ะ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“มันหน้าที่ของฮีโร่อยู่แล้วน่ะคับ”
