LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๗ [๑/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๗ [๑/๔]

ลุยไฟครั้งที่ ๗

 

เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นจอดลงที่หน้าบ้านหลังงามของคุณโสพิศ ก่อนที่เขาจะรับวิเวียนขึ้นมานั่งบนรถแทนรถมอเตอร์ไซค์ของพี่เลี้ยง

คุณโสพิศน่าจะรู้ข่าวจากเมรีแล้ว

“โธ่ หนูรัม ใครมันช่างใจร้ายทำกับเด็กดีแบบนี้ได้ลงคอ ถ้าผู้กองจับได้ต้องให้มันรับโทษหนัก ๆ เลยนะ” หญิงวัยกลางคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห

“ครับ งั้นผมไปก่อนนะครับ”

“จ้า ฝากวิเวียนด้วยนะ”

“ครับ”

แล้วร่างสูงโปร่งของตำรวจหนุ่มก็เดินอ้อมไปอีกฝั่ง สอดกายเข้าไปนั่งยังที่ประจำก่อนขับรถมุ่งหน้าไปที่โรงแรม

ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย ก่อนพบว่าหญิงสาวร่างบางยืนรออยู่ก่อนแล้ว หล่อนอยู่ในชุดนอนของเขาอย่างเสื้อยืดกับกางเกงขายาว พอเห็นเอสยูวีคันคุ้นตาก็เดินตรงมาหาทันที

กระจกฝั่งข้างคนขับลดลง เอ่ยเสียงเข้มว่า “ขึ้นมา”

เมรีก็ขึ้นไปนั่งฝั่งข้างคนขับพร้อมยกมือไหว้สารถีด้วยใบหน้าเรียบสนิท

“สวัสดีค่ะ” ก่อนจะเหลียวหลังกลับไปหาหมายักษ์ “หวัดดีวิเวียน แหม วันนี้นั่งรถยนต์เลยน้า”

พูดกับเขาหน้าตึงอย่างกับหนังกลอง พอหันไปพูดกับหมายิ้มหน้าระรื่นเชียว

“เมื่อคืนนอนได้ไหม”

“ได้ค่ะ” หล่อนเว้นช่วงไปนิดหน่อยก่อนเสริมคำของตน “แล้ววิ่งเสร็จเราจะไปเก็บของเลยไหมคะ แล้วถ้าเก็บเลยจะเอาของไปไว้ที่ไหน หนูยังไม่ได้หอ เราต้องหาหอก่อนหรือเปล่าคะ หรือไม่ก็ค่อยไปเก็บตอนเย็นหลังได้หอแล้ว”

“เก็บแต่ของที่จำเป็นก่อน อย่างอื่นค่อยเก็บทีหลัง”

ดวงหน้าสะคราญผงกขึ้นลงด้วยจังหวะเชื่องช้า

“แล้วเรื่องหอผู้กองจะเป็นธุระให้หนูใช่ไหมคะ”

“ถ้าผมพูดแล้วก็แปลว่าผมจะทำ”

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นรบกวนด้วยนะคะ อ้อ แล้วก็งบหนูไม่มากเท่าไร ยังไงผู้กองปรึกษาหนูก่อนนะคะ ถ้าจ่ายไม่ไหวจะได้เปลี่ยนหอ”

เขาพยักหน้าอย่างขอไปที เธอจึงไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ

เมื่อมาถึงที่หมายทั้งสามชีวิตก็เริ่มเดินไปตามทาง จังหวะการก้าวขานั้นช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมาเหมือนว่าทั้งคู่ไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใด

“ว่าแต่รถหนูยังอยู่ที่เดิมไหมคะ” สรัลตอบด้วยการพยักหน้า “งั้นเก็บของเสร็จผู้กองส่งหนูที่โรงพักนะคะ เดี๋ยวหนูต้องใช้รถ”

“ไปกุยน่ะรึ”

“ไปไหนก็ต้องใช้รถทั้งนั้นแหละค่ะ”

“ผมถามดี ๆ นะ”

เธอเหลือบตามองเขา “แล้วหนูตอบไม่ดีตรงไหน”

สรัลถอนหายใจเฮือกใหญ่ “จะขี่รถไปกุย? นั่นมันก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ”

“เปล่าค่ะ”

“แล้วไปยังไง”

“รถตู้”

สิ้นคำนั้นต่างก็อยู่กันเงียบ ๆ โดยไม่มีใครพูดอะไร แค่กึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างไม่เร่งรีบ มองดูพระอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าจนแสงแดดตกกระทบกับผิวน้ำ ฟังเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง และเสียงรถขับผ่านไปมา

ครั้นวิ่งเสร็จสรัลยังไม่ตรงไปส่งวิเวียนในทันที แต่แวะตลาดเพื่อกินมื้อเช้าอย่างโจ๊ก

หมาแดงถูกผูกไว้ที่เสาข้างร้าน ส่วนหนุ่มสาวก็นั่งกินโจ๊กเงียบ ๆ เพราะไม่มีใครพูดอะไร

ปกติแล้วเธอจะต้องจ้อไม่หยุด ยังงงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าช่างสรรหาเรื่องมาคุยได้เป็นวรรคเป็นเวร ทั้งหมดนั่นเพราะอยากรู้จักกับเขา แต่หลังได้พยายามเข้าหาแล้วดูเหมือนจะไม่มีทางเข้าถึงเขาเลย เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจ

ด้วยเหตุนั้นนอกจากเรื่องสำคัญอย่างที่อยู่ รวมไปถึงคดีความ เธอก็ไม่มีอะไรจะคุยกับคนคนนี้อีกแล้ว

จนกินเสร็จถึงได้ตรงไปที่บ้านคุณโสพิศเพื่อส่งหมาแดงคืนสู่เจ้าของ จากนั้นเอสยูวีคันโก้ก็ขับผ่านแพวรางกูรเพื่อไปยังบ้านเช่าของเมรีที่มีเจ้าหล่อนเป็นคนบอกทาง

จนกระทั่งล้อรถหยุดลงที่หน้าบ้านเช่าหลังสุดท้ายของซอยตัน

สรัลกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างพินิจพิจารณาสถานที่ที่เมรีพักอาศัย แม้จะเป็นกลางวันก็ยังรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย แล้วเธอที่เป็นผู้หญิงไหนยังต้องกลับบ้านมืดค่ำทุกวันจะเอาอะไรมาปลอดภัยกันเล่า

“ไหนบ้านบูม”

หล่อนจึงบุ้ยหน้าไปยังบ้านข้าง ๆ เพื่อตอบคำถามของเขา

“เข้าไปเก็บของเถอะ”

“ค่ะ”

ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปด้านในตามใจคิด เสียงทุ้มก็ดังไล่หลังมาติด ๆ

“ถ้ายังรู้สึกไม่ดีให้ผมเข้าไปเป็นเพื่อนก็ได้”

เมรีหมุนตัวไปประจันหน้ากับชายร่างกำยำ “ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”

สรัลสวน “ไม่ได้รบกวนอะไร เข้าไปเถอะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปด้วย”

“ค่ะ”

หล่อนเดินนำเข้าไปในบ้านโดยมีนายตำรวจเดินตาม ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกเบาใจขึ้นพอสมควร อาจเพราะคนที่มาด้วยเป็นตำรวจเธอจึงรู้สึกเช่นนั้น

คิดว่านะ...

กระแสเสียงทุ้มแหวกอากาศมาเข้าหู “เก็บไปเฉพาะของใช้ส่วนตัวก่อน ของอย่างอื่นค่อยมาเก็บหลังได้หอแล้ว”

“ค่ะ หนูจะเอาไปแค่ของที่จำเป็นจริง ๆ” ระหว่างพูดก็เก็บของใช้ส่วนตัวและของมีค่าลงกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ปากก็ขยับเพื่อเปล่งวาจาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ที่จริงคืนก่อนเกิดเหตุหนูได้ยินเสียงคนเดินอยู่หลังบ้านค่ะ”

เรื่องนี้เธอบอกร้อยเวรกับสายตรวจไปแล้ว แต่ไม่เคยบอกกับสรัล

คนตัวสูงตีหน้าเข้ม “ว่าไงนะ”

“หนูกำลังอาบน้ำอยู่แล้วก็ได้ยินเสียงคนเดินอยู่หลังบ้านค่ะ ตอนนั้นหนูกลัวมากก็เลยรีบอาบน้ำแล้วมาเช็กประตูหน้าต่าง พอเห็นว่าล็อกหมดแล้วก็รีบเข้านอน แล้วเมื่อคืนพอกลับมาถึงบ้านสภาพก็อย่างที่เห็นเลยค่ะ หนูคิดว่าคืนนั้นมันคงมาดูลาดเลาแน่ ๆ เลย”

คนฟังพยักหน้าขึ้นลงเพื่อสื่อว่าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของหญิงสาว

เธอลดเสียงลง “หนูอยู่ที่นี่มานานแต่ยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เพราะที่ผ่านมาป้าบัว แม่ของบูมน่ะค่ะ เขาจะคอยเป็นหูเป็นตาให้หนูตลอด แต่พอป้าบัวกับบูมไม่อยู่ บ้านหนูก็ถูกงัด อันนี้บอกก่อนว่าหนูไม่ได้จะโทษใครนะคะ แค่คิดว่ามันน่าจะเป็นคนใกล้ตัวที่รู้ความเคลื่อนไหวของคนที่นี่ ที่สบโอกาสตอนหนู บูมและป้าบัวไม่อยู่ในการก่อเหตุ ตอนนี้หนูเลยไม่ไว้ใจคนแถวนี้เลยค่ะ”

“บอกตำรวจไปยัง”

“บอกแล้วค่ะ”

“จะตามคดีให้ ไม่ต้องคิดมาก”

“ขอบคุณนะคะ”

หลังเก็บของจำเป็นเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ก็เดินไปขึ้นรถ ก่อนสารถีจะเลี้ยวออกจากซอยอันคับแคบ

เขาว่า “อะไรดลใจให้คุณมาอยู่ในที่แบบนี้”

“ราคาค่ะ”

“ไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลักรึ”

คำถามของผู้กองทำเมรีนิ่งงันไปชั่วครู่ “โลกของคนรวยอะไร ๆ มันก็ง่ายไปหมดนะคะ ไม่เหมือนโลกของหนู”

“อย่ามาประชดผมเลย ผมพูดก็เพื่อให้คุณเล็งเห็นถึงความปลอดภัยของตัวเองมาเป็นอันดับแรก ซึ่งมันก็ดีกับตัวคุณ”

“ค่ะ”

“ผมรู้ว่าคุณไม่พอใจ แต่ที่ผมอยากสื่อคือชีวิตคุณไม่ได้มีค่าแค่นั้น รักษามันหน่อยเถอะ”

“นั่นมันหน้าที่ของตำรวจที่จะทำให้ทุกคนมีความปลอดภัยในชีวิต ไม่ว่าจะมีต้นทุนในการเข้าถึงที่พักราคาต่ำหรือสูงไม่ใช่เหรอคะ หรือคนจนมันไม่ควรค่าแก่ความปลอดภัย ต้องรวย ต้องจ่ายแพงเหรอคะถึงจะรู้สึกปลอดภัย แล้วเราจะมีตำรวจไปทำไมถ้าเอาแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมจ่ายค่าที่พักแพง ๆ สักหน่อยค่ะ”

สรัลไม่เถียง ทำเพียงลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหญิงสาว แต่ครู่สั้น ๆ ก็ดึงสายตากลับไปทางเดิม

เมื่อเห็นว่าสรัลไม่ชะลอทั้ง ๆ ที่อีกไม่กี่เมตรจะถึงโรงพักแล้ว หล่อนก็ร้องเสียงหลง

“จะเลยโรงพักแล้วค่ะ!”

แต่พลขับกลับไม่มีท่าทีจะผ่อนคันเร่ง เหยียบเบรกหรือว่าเปิดไฟเลี้ยว แค่ขับตรงไปเรื่อย ๆ โดยปล่อยให้เมรีเหลียวมองโรงพักตาละห้อย

เธอดึงหน้ากลับมาหาเขา “แล้วรถหนูล่ะคะ”

“ไม่หายหรอก”

“ก็ถ้าหายผู้กองจะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะงั้นหนูไม่ได้กลัวหายค่ะ แต่หนูจำเป็นต้องใช้ มันคนละเรื่องกัน”

สรัลไม่ไขข้อสงสัยของเจ้าหล่อน เขาตรงไปยังโรงแรมที่ตนเป็นฝ่ายเปิดห้องให้เมรีได้พักเมื่อคืนนี้ ทันทีที่ล้อรถหยุดหมุนก็บุ้ยหน้าไปทางโรงแรม

สาวเจ้าหน้ายับเหมือนผ้าไม่ได้รีด

“ผู้กอง แล้วหนูจะไปทำงานยังไงคะ”

เขาตอบด้วยคำถาม “ไปกี่โมง”

“ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนั้นเหรอคะ มันอยู่ที่หนูต้องใช้รถไม่ใช่เหรอ”

สรัลไม่เอ่ยคำใด เอาแต่นั่งเงียบ ๆ อยู่หลังพวงมาลัยจนเมรีลอบถอนหายใจทิ้งเฮือกหนึ่ง

เธอจ้องหน้าเขา ปากก็เปล่งเสียงเอื่อย ๆ  “ต้องไปถึงตอนเก้าโมงกว่าค่ะ เข้างานสิบโมง”

“เก้าโมงสี่สิบเดี๋ยวมารับ”

เมรีคล้ายหัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เธอไม่ได้อยากทำตัวเป็นภาระของเขามากถึงเพียงนี้ ถึงได้ขอให้จอดที่โรงพักจะได้ขี่มอเตอร์ไซค์มาที่นี่เองเพื่อที่จะได้อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวไปเข้างาน แต่เขาก็ไม่ยอมทำตามประสงค์ของเธอเสียอย่างนั้น

“จะมารับหนูเหรอคะ”

หางตาเรียวรีเจือความระอาตวัดมาทางเธอ “ไม่ใช่มั้ง”

สาวเจ้าไม่ต่อปากต่อคำให้มีปัญหา ค้อมศีรษะให้คนแก่กว่าหนึ่งทีก่อนลงจากรถ แต่มิวายมีเสียงดุ ๆ ดังไล่หลังมาอีกระลอก

“เก้าโมงสี่สิบเจอกันที่นี่ ถ้าเลตแม้แต่นาทีเดียวก็เชิญคุณเดินไปทำงานได้เลย”

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“คนอย่างผมไม่ชอบรอใครคับ”

0fa19b1d037b1079cf09c6e5f71ade43.jpg