ลุยไฟครั้งที่ ๗ [๓/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๗ [๓/๔]
ภายในห้องโดยสารของเอสยูวียังคงถูกความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุม สารถีทอดสายตาไปยังท้องถนนเบื้องหน้า ด้านตุ๊กตาหน้ารถก็ก้มหน้างุดมองฝ่ามือที่ประสานกันอยู่บนหน้าตัก
เธอพรูลมหายใจออกหนึ่งเฮือกก่อนเงยหน้าขึ้นไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของพลขับ
“ผู้กองคะ เรื่องหอที่ผู้กองอาสาจะเป็นธุระให้ หนูไม่รบกวนแล้วนะคะ”
หัวคิ้วของชายร่างกำยำขมวดเข้าหากัน
“ทำไม”
“หนูคุยกับพี่ชลลี่แล้ว พี่ชลลี่จะให้หนูไปนอนที่บ้านแล้ววันอังคารหนูค่อยหาหอค่ะ” เธอเสริมคำ “ผู้กองไปส่งหนูที่โรงพักก็พอค่ะ เดี๋ยวหนูขี่รถไปที่บ้านพี่ชลลี่เอง”
สุ้มเสียงทุ้มเจือความไม่พอใจลอยมาเข้าหู “เราคุยกันแล้ว ทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจพลการแบบนี้”
ถูกตำหนิเช่นนั้นเมรีก็ได้แต่ก้มหน้างุด
“ขอโทษค่ะ แต่เห็นผู้กองไม่ติดต่อมาก็เลยเข้าใจว่าคงจะยุ่งกับงานจนไม่ได้หาหอให้ กลัวว่าระหว่างนี้จะไม่มีที่นอนหนูเลยไปปรึกษากับพี่ชลลี่น่ะค่ะ แล้วพี่เขาก็ให้ไปอยู่ที่บ้านก่อนสักระยะ”
“ผมดูเป็นคนไม่มีสัจจะหรือไง”
คำถามนั้นทำเมรีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร
“ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
เมรีเงยหน้าขึ้น มองเขานิ่ง ๆ อยู่หลายวินาที
“ผู้กอง...หาหอให้หนูแล้วเหรอคะ”
ใบหน้าคมคายพยักขึ้นลงเพื่อตอบคำถาม
“ขอบคุณนะคะ แล้วก็ขอโทษด้วยค่ะที่กลับคำไปมา หนูแค่กลัวว่าผู้กองอาจจะไม่ว่างจริง ๆ ก็เลยต้องหาแผนสำรองให้ตัวเองก่อน เพราะรอสายจากผู้กองทั้งวันก็ไม่เห็นจะโทร. มา แต่ถ้าผู้กองหาให้แล้วหนูก็จะได้ไม่ต้องรบกวนพี่ชลลี่ค่ะ”
“ที่นั่นปลอดภัย อยู่ในเขตชุมชน ไม่เปลี่ยว ยังไงก็เหมาะกับคุณ” เขาเว้นระยะครู่สั้น ๆ ก่อนเอ่ยต่อ “ผมเอาของไปไว้ในห้องให้แล้ว คุณค่อยไปจัดเองแล้วกัน ส่วนของที่อยู่ที่บ้านพรุ่งนี้ผมหยุด อาจจะหาเวลาว่างไปเก็บให้”
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูทยอยย้ายเองดีกว่า แค่นี้ก็รบกวนผู้กองมากแล้ว เกรงใจค่ะ”
“...”
สาวเจ้าอ้อมแอ้มออกไป “แต่ยังไงคงต้องขอรบกวนผู้กองบอกที่อยู่ของหอด้วยนะคะ หนูจะได้ไปถูก”
สารถีไม่ตอบอะไร เทความสนใจไปที่การขับรถ ซึ่งถนนเส้นที่ใช้นั้นไม่ใช่เส้นที่มุ่งหน้าไปยังโรงพัก
เมรีตั้งกระทู้ถาม “ไม่ไปเอารถเหรอคะ”
“มันไม่หายหรอกน่า”
“หนูไม่ได้กลัวหายค่ะ แต่หนูต้องใช้รถ”
ทว่าสรัลกลับทำหูทวนลม ยังคงขับไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะเปิดปากเพื่ออธิบายอะไรให้เธอรับทราบว่าเขากำลังจะพาตนไปที่ไหน เหตุใดจึงไม่พาไปยังสถานีตำรวจอย่างที่ควรจะเป็น
กระทั่งเอสยูวีจอดลงที่หน้าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง สภาพค่อนข้างใหม่
เมรีมองอาคารสูงห้าชั้นที่รายล้อมไปด้วยบ้านคน ร้านชำ ไฟทางที่แม้จะยังไม่ถึงเวลาเปิดแต่ก็มีอยู่หลายดวง ไร้วี่แววของความเปลี่ยวอันน่าพรั่นใจ
คนน้องดึงหน้ากลับมามองเจ้าของรถ “นี่คือหอที่หนูจะย้ายมาอยู่ใช่ไหมคะ”
สรัลพยักหน้าก่อนปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วลงไปจากรถ เมรีเองก็ไม่รอช้าที่จะตามฝ่ายชายไปติด ๆ ด้านหน้ามีป้อมยามเล็ก ๆ หนึ่งป้อมกับพี่รปภ.วัยกลางคนที่นั่งสอดส่องสายตามองไปรอบ ๆ อพาร์ตเมนต์
เจ้าตัวยันกายลุกขึ้นยืนพร้อมตะเบ๊ะให้ตำรวจนอกเครื่องแบบ “สวัสดีครับผู้กอง”
“สวัสดีครับ”
หญิงสาวก็ยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาท “สวัสดีค่ะ”
พูดจบก็ต้องรีบสับเท้าตามคนตัวสูงเข้าไปด้านใน เขาแตะคีย์การ์ดจนประตูเปิดออกก่อนขึ้นไปยังชั้นสอง หยุดฝีเท้าลงที่ห้องห้องหนึ่งแต่ไม่ไขกุญแจเข้าไป เลือกที่จะส่งมันให้แก่เจ้าของห้องตัวจริง
สรัลบุ้ยหน้าไปทางห้องสองศูนย์ห้า ซึ่งเป็นห้องริมสุด
“ห้องคุณ”
ดวงหน้าสะคราญเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ค้อมศีรษะให้คู่สนทนาก่อนรับกุญแจมาถือไว้ แล้วจึงเป็นฝ่ายไขเข้าไปด้านในพร้อมกวาดตามองไปรอบห้องด้วยความสนอกสนใจ สภาพห้องค่อนข้างดี ไม่มีกลิ่นอับ ขนาดไม่กว้างไม่แคบ ถือว่ากำลังดีสำหรับการอยู่อาศัยเพียงลำพัง
เตียงนอนขนาดห้าฟุตครึ่ง มีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง ทีวี ครบครันพร้อมอยู่ ไหนยังมีแอร์ด้วย
บ้านเช่าที่อยู่มาตลอดไม่มีแอร์ อาศัยเปิดพัดลมคลายร้อน
เมรีหมุนตัวไปทางหน้าห้องก็เห็นว่าสรัลพิงตัวอยู่กับขอบประตู ไม่ได้ก้าวเข้ามาด้านในแต่อย่างใด
นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องยังร่างแน่งน้อยที่จ้องเขาตาแป๋ว
“ห้องน่าอยู่มากเลยค่ะ”
“เป็นผู้หญิงก็เลือกที่อยู่ที่มันปลอดภัยหน่อย อย่างกกับเรื่องนี้นักเลย”
“ค่ะ ๆ”
เธอรับคำอย่างว่าง่าย แต่ในสายตาเขามันออกจะยียวน
“ผู้กองจะเข้ามาก่อนไหมคะ”
เขาสั่นหน้าเป็นคำตอบ “ผมมีธุระต่อ”
“อ้อ แล้ว...” เมรีกวาดตามองรอบห้องอีกครั้งก่อนหยุดลงที่ดวงหน้าคมคายของชายฉกรรจ์ “เรื่องค่าเช่ากับค่ามัดจำล่ะคะ หนูต้องจ่ายคืนผู้กองกี่บาท”
“ไว้ค่อยคุย”
เธอครางรับในลำคอ “โอเคค่ะ งั้นคืนนี้หนูนอนที่นี่เลยนะคะ แต่เรื่องมอไซค์หนูจะทำยังไงดีคะ อีกเดี๋ยวหนูต้องไปขึ้นรถที่สี่แยกด้วยน่ะค่ะ”
เมรีหมายถึงท่ารถตู้ที่สี่แยกปราณบุรี ซึ่งห่างจากปากน้ำปราณพอสมควร
“ห้าโมงครึ่งลงไปรอที่หน้าหอ”
เรือนคิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันด้วยความฉงนฉงาย แต่ครู่เดียวมันก็คลายออก
“ผู้กองจะไปส่งหนูที่ท่ารถเหรอคะ”
คนพี่พยักหน้าอย่างขอไปที
เมรีจึงค้อมศีรษะให้ “ขอบคุณค่ะ”
เมรี อมรศิริ...อย่างนั้นรึ
กลีบปากสีเชอร์รีบิดเป็นเส้นโค้ง นัยน์ตาสะท้อนภาพถ่ายของชายหญิงทั้งสี่ชีวิตและหมาอีกหนึ่งตัวที่ถนนริมหาด ก่อนจะมีเสียงแค่นหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากลำคอระหง
ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ยามพบกันครั้งแรกที่ศาลเจ้า เธอถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าแม่นี่นัก เพราะครั้งหนึ่งสรัลเคยถ่ายรูปหมู่กับเจ้าหล่อน
ยายเด็กเสิร์ฟนั่นมองสรัลแปลก ๆ เขาเองก็ด้วย แต่พอถามดันบอกว่าไม่รู้จัก
ไม่รู้จักแต่ถ่ายรูปด้วยกัน...?
มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ
ดี ทั้งพี่สามทั้งนางนี่จะได้ ‘รู้จัก’ คนอย่างเนเน่
ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของประเสริฐทรัพย์ไม่รอช้าที่จะกดเพิ่มเพื่อนของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Mayree Amornsiri’ ทั้งยังส่งข้อความไปหาอีกฝ่ายด้วย
Nene Nichapa: เธอ รับแอดหน่อยสิ
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“เอาตัวร้ายคืนมานะ เป็นนางเอกก็ไปอยู่กับพระเอกสิ”
