LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๑/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๑/๔]

ลุยไฟครั้งที่ ๑

 

นาฬิกาปลุกส่งเสียงดังตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นเหลี่ยมเขา มือเรียวควานไปทั่วเตียงจนสัมผัสเข้ากับเครื่องมือสื่อสารรุ่นดึกดำบรรพ์ทว่าก็ยังคงใช้งานได้ กดปิดนาฬิกาปลุกที่แผดเสียงรบกวนการนอนโดยที่เปลือกตายังปิดสนิท

แต่เมรีนอนเป็นทาสความขี้เกียจได้ไม่ถึงนาทีก็ต้องยันกายลุกขึ้นนั่ง เปลือกตาอันหนักอึ้งถูกเปิดอย่างเชื่องช้า พร้อม ๆ กับริมฝีปากบางที่อ้ากว้างเพื่อหาวหวอดใหญ่

หญิงสาวบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบ ตวัดขาเสลาออกจากเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่งสำหรับนอนคนเดียวเพื่อยันกายลุกขึ้นยืน จัดการเก็บที่นอนให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกจากห้องนอนเพื่อไปยังห้องน้ำ

หล่อนใช้เวลาทำธุระส่วนตัวไม่นานนัก หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีเห็นจะได้ เมรีในชุดเสื้อยืดเข้าคู่กับกางเกงกีฬาขาสั้นก็นั่งควบเบาะมอเตอร์ไซค์คู่ใจของตนแล้วจึงค่อย ๆ ถอยหลังออกจากเขตบ้าน

ระหว่างนั้นก็เจอเข้ากับเพื่อนบ้านอย่าง ‘ป้าบัว จงกล’ ที่ร้องทักอย่างเป็นกันเอง

“เอ้อ! จะไปที่หาดแล้วเรอะ”

“จ้า”

“ขากลับแวะซื้อข้าวเหนียวสังขยามาให้สักสองห่อนะ”

เมรีฉีกยิ้มให้คู่สนทนาที่เช่าบ้านอยู่ข้าง ๆ ตน ซึ่งเป็นบ้านทาวน์โฮมชั้นเดียวจำนวนห้าห้องติดกัน สภาพกลางเก่ากลางใหม่ อยู่ในซอยคับแคบที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของเมืองประมง อบอวลไปด้วยกลิ่นเค็มของสัตว์ทะเลที่ถูกตากแห้ง แต่ค่าเช่าถูกแสนถูกหากเทียบกับที่อื่น ๆ ที่จ่ายเพียงเดือนละสองพันบาทไม่รวมน้ำไฟ

ถึงบรรยากาศโดยรอบจะไม่ได้ดีนัก แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ถลุงเงินเดือนพนักงานเสิร์ฟอย่างเธอมากเกินควร

“ได้จ้า งั้นหนูไปก่อนนะ”

หญิงสาวพารถมอเตอร์ไซค์ลัดเลาะออกไปยังถนนสายหลัก ผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตกันตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่แม้จะเป็นเช้าวันเสาร์ก็ตาม ชาวประมงเองก็พาเรือขึ้นฝั่งหลังจากไปหาปลาในทะเล ด้วยเหตุนั้นแม้จะเป็นช่วงเช้า ปากน้ำปราณก็ยังคงคึกคัก

เมรีขี่รถไปเรื่อย ๆ  ผ่านร้านรวงต่าง ๆ มากมาย ก่อนเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ เพื่อไปยังที่หมายซึ่งนั่นจำเป็นต้องผ่าน ‘แพวรางกูร’ ที่ทุกครั้งที่ผ่านเธอก็แค่รู้สึกว่า ‘อ่า พวกคนรวย’ เพราะรู้กิตติศัพท์ของแพนี้ดีว่าเป็นแพขนาดใหญ่ของปากน้ำปราณ เรือเข้าที ๆ หนึ่งทำกำไรได้มหาศาล คนอย่างเธอก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาในวาสนาของคนในตระกูล

หากว่าเธอเกิดมาบนกองเงินกองทองบ้าง ก็คงไม่ต้องดิ้นรนถึงเพียงนี้

แต่วันนี้ต่างออกไป ยามมอเตอร์ไซค์แล่นผ่านแพวรางกูร เธอกลับหวนคิดไปถึงใบหน้าของใครบางคนที่พบพานเพียงหนเดียว ทว่าสามารถสลักลงจิตจนยากจะสลัด

ลูกชายคนเล็กของแพวรางกูร...

หญิงสาวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าริมฝีปากตีเป็นเส้นโค้งตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็ถึงที่หมายเสียแล้ว

เจ้าหล่อนกระแอมไอเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

เธอจอดรถไว้หน้ารั้วบ้านสองชั้นขนาดใหญ่ก่อนกดกริ่ง

“หนูเองนะคะ ขออนุญาตเข้าไปนะคะ”

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็พาตัวเองเข้าไปด้านใน ทันทีที่สอดกายผ่านประตูรั้วก็เจอเข้ากับเจ้าขนปุยพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์อย่าง ‘วิเวียน’ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับคุณโสพิศ เจ้าของน้องวิเวียน

“สวัสดีค่ะ”

หญิงวัยกลางคนระบายยิ้มใจดี “หวัดดีจ้ะหนูรัม”

จังหวะนั้นเองที่เจ้าสัตว์หน้าขนรีบวิ่งมาหาพี่เลี้ยงแล้วหยอกตามประสาหมาแรงเยอะ

ร้อนถึงเจ้าของบ้านต้องเอ่ยปากปราม “วิเวียนเล่นกับพี่รัมเบา ๆ สิลูก”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูชินแล้ว”

อีกฝ่ายยิ้ม “งั้นป้าฝากด้วยนะ”

“ค่ะ”

เมรีไม่ลืมหยิบสายจูงก่อนพาหมายักษ์ไปที่รถมอเตอร์ไซค์ เจ้าหน้าขนก็รู้ความรีบพาตัวเองไปนั่งบนที่พักเท้า จากนั้นหนึ่งคนหนึ่งตัวก็พากันไปยังถนนเลียบชายหาดที่ทางการทำเป็นที่วิ่งให้ประชาชนได้มาออกกำลังกาย บ้างก็เดินชมทะเล บ้างก็พาน้องหมามาวิ่งออกกำลังยามเช้า

นั่นล่ะ งานเสริมของเธอ พาวิเวียนมาวิ่งริมหาดทุกเช้าแลกค่าจ้างวันละสามร้อยบาท แต่คุณโสพิศตีกลม ๆ ให้เดือนละหนึ่งหมื่น เมื่อบวกกับเงินเดือนเด็กเสิร์ฟที่อัมพรโภชนาเธอก็มีรายได้ตกเดือนละสามหมื่นบาท ประหยัดกิน ประหยัดใช้และรู้จักเก็บหอมรอมริบ เพื่อที่วันหนึ่งจะได้มีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง

บ้านที่อยู่ริมหาด มองออกไปเห็นผืนน้ำสีครามทอดยาวจนแตะเส้นขอบฟ้า มีสวนหย่อมขนาดย่อม ปลูกดอกไม้นานาพรรณที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนหลงใหล มีแปลงผักเล็ก ๆ พอให้เก็บเกี่ยวพืชผลไปประกอบอาหาร มีสระว่ายน้ำพอให้ได้เล่นคลายร้อน ได้กลิ่นอายทะเลแทนกลิ่นหมึกตากแห้ง ถนนมีร่มเงาของต้นสนแทนหลุมที่มีน้ำขัง

เมรีก็เป็นคนหนึ่งที่มีความฝัน และนั่นล่ะ... ฝันของเธอ

ใช้เวลาประมาณห้านาทีก็มาถึงถนนเลียบชายหาด ทอดสายตาไปยังผืนน้ำอันกว้างใหญ่ก็พบว่าพระอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีส้มถูกระบายไปทั่วท้องนภา เสียงคลื่นกระทบฝั่งฟังแล้วใจสงบ

เธอจัดการสวมสายจูงให้แก่หมายักษ์เพื่อเตรียมตัวออกกำลังกายยามเช้าอย่างการวิ่งไปตามทางเท้าสีแดง ตัดกับพื้นหญ้าสีเขียวที่ผุดขึ้นเป็นระยะ โดยไม่ลืมพกอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดเวลาวิเวียนขับถ่าย

“เอาล่ะ วันนี้วิเวียนพร้อมวิ่งกับพี่รัมหรือยัง”

หมาแดงใช้จมูกชนเข้ากับขาของเธอราวกับนั่นเป็นการตอบโต้ในแบบฉบับของสุนัข

“งั้นก็อย่าลืมข้อตกลงของเรานะ ไม่วิ่งเร็วเกินไป ไม่พุ่งใส่คนอื่น ถ้าจะอึก็ต้องบอกพี่รัม โอเค๊?”

วิเวียนมีปฏิกิริยาแบบเดิม เธอรู้ว่ามันฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่ก็เลือกที่จะคุยกับวิเวียนในทุก ๆ วัน

“ปะ ไปวิ่งกันเถอะ”

ระหว่างทางก็เจอกับผู้คนที่ออกมาวิ่งรับลมทะเลเย็น ๆ และแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า หลายคนก็คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี พวกเขามักจะเข้ามาทักทายและเล่นกับวิเวียน ด้วยความเป็นหมาขี้เล่นมันจึงเข้ากับคนอื่นได้ดีแม้แต่คนแปลกหน้า ใครเข้ามาเล่นด้วยก็มองเขาเป็นมิตรไปเสียหมด

หมาแบบนี้คงจะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านไม่ได้กระมัง ประเดี๋ยวมันจะไปเล่นกับพี่โจร

“น้องวิเวียน วันนี้ก็มาออกกำลังกายเหรอลูก”

คุณป้าท่านหนึ่งเอ่ยทักพลางลูบหัวเจ้าหน้าขนไปด้วย

ก่อนผินหน้ามาทางเมรี “วันนี้คนเยอะเนอะหนูรัม”

“ค่ะ น่าจะเพราะเป็นวันเสาร์”

“นั่นสิ ดีแล้วล่ะ ออกมาวิ่งกันเยอะ ๆ แหละดี สุขภาพแข็งแรง”

เจ้าของใบหน้าสะคราญผุดยิ้มละมุน “จริงค่ะ ถึงตอนลุกออกจากเตียงจะทรมานอยู่นิด ๆ ก็เถอะ”

คู่สนทนาหัวเราะน้อย ๆ  ทั้งสองคุยกันได้อีกสองสามประโยคก็แยกย้ายกันไปทางใครทางมัน ระหว่างนั้นก็มีคนเข้ามาเล่นกับวิเวียนเป็นระยะ

เธอกับหมายักษ์วิ่งไปเรื่อย ๆ จนสายตาคู่งามสะท้อนภาพแผ่นหลังของชายร่างสูงที่หยุดพักอยู่เบื้องหน้า ทอดสายตาไปยังท้องทะเลให้สายลมเอื่อย ๆ พัดมาปะทะผิวกาย

ขาเรียวก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน แต่สายตากลับถูกตรึงไว้ที่ชายผู้นั้น กระทั่งเธอวิ่งผ่านเขา ในขณะที่คอก็ยังคงเอี้ยวไปมอง

และแล้ววินาทีที่โลกหยุดหมุนก็บังเกิดขึ้นกับเธอ...

สองสายตาประสานกัน ขาเสลาพลันหยุดนิ่ง สายจูงถูกตรึงไว้จนเจ้าหน้าขนก้าวไปข้างหน้าไม่ได้

วิเวียนไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างใจคิดแต่กลับถูกพี่เลี้ยงพาแวะข้างทาง

เจ้าของใบหน้าผุดผาดส่งยิ้มเป็นมิตรให้ตำรวจหน้าดุ

“เอ่อ...สวัสดีค่ะ”

นัยน์ตาสีเข้มคาดเดาได้ยากตวัดมาทางคนมาใหม่ ค้อมศีรษะให้ตามมารยาทโดยที่ริมฝีปากไม่แม้แต่จะขยับเป็นรอยยิ้ม

เมรีหน้าม้านนิดหน่อยแต่ยังเลือกที่จะชวนคุย

“หนูรัมนะคะ รัม ร.เรือ ไม้หันอากาศ ม.ม้า รัมที่แปลว่าเหล้าน่ะค่ะ ไม่ใช่รำแบบรำไทย” เธออธิบายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนเสริม “เราเจอกันเมื่อวานที่ร้านเจ๊พร”

เขาเงียบ นั่นอาจเป็นเพราะประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่ประโยคคำถาม อีกฝ่ายจึงไม่มีอะไรจะตอบ

และใช่...เธอก็แค่ยิงคำถามใส่ จะไปยากอะไร

“ผู้กองมาวิ่งเหรอคะ ไม่ยักจะเคยเห็นเลย ปกติหนูต้องมาวิ่งทุกวันน่ะค่ะ” แล้วบุ้ยหน้าไปทางหมายักษ์ “พาวิเวียนมาวิ่งค่ะ น้องชื่อวิเวียน วิเวียนเฉย ๆ นะคะไม่มีเวสต์วูด”

เธอหัวเราะ แต่เขาน่าจะไม่ตลกด้วย

แล้วกระแสเสียงทุ้มก็แทรกขึ้นตัดความคิดของเธอ

“ขอตัวนะครับ”

พี่เลี้ยงหมายักษ์ยิ้มเจื่อน “ค่ะ ตามสบายค่ะผู้กอง”

ก่อนลูกชายคนเล็กของแพวรางกูรจะออกตัววิ่งโดยมีสายตาคู่หนึ่งมองตามตาละห้อย

ถึงจะดูหยิ่ง ๆ มิหนำซ้ำยังเข้าถึงยาก...แต่ก็ยังหล่อเหมือนเดิม

“วิเวียน”

เธอพูดเสียงแผ่วราวกระซิบกระซาบอย่างกับกลัวใครอื่นจะมาได้ยิน แล้วเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความสัตย์จริง

“พี่รัมอยากจีบคนนี้จังเลย”

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“แม่ยาย มาเก็บลูกสาวตัวเองไปด้วยคับ ผมกลัว”

8dbd8da628d104f917e666049fc1b180.jpg