ลุยไฟครั้งที่ ๗ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๗ [๔/๔]
เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นแล่นไปตามถนนเพชรเกษมจากปราณบุรีมุ่งหน้าสู่กุยบุรี หนุ่มสาวในชุดสีดำสำหรับไว้ทุกข์ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ห้องโดยสารไร้เสียงเพลงเฉกเช่นทุกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่คนหนึ่งมองตรงไปยังท้องถนนเบื้องหน้า อีกคนเบือนหน้าไปมองข้างทาง
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อพระอาทิตย์จวนจะลับเหลี่ยมเขาเข้าไปทุกที
กระทั่งเสียงทุ้มต่ำดังแทรกความเงียบขึ้นมา “จะกินอะไรรองท้องก่อนไหม”
หญิงสาวดึงหน้ากลับมามองคู่สนทนาที่เธอก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนทำลายความสงบของห้องโดยสารลง รวมไปถึงไม่คิดว่าสรัลจะอาสาพาตนไปถึงกุยบุรี ทั้งที่เขาสามารถพาเธอไปส่งที่โรงพักเพื่อขี่มอเตอร์ไซค์กลับหอเองได้ เพียงแค่เขาบอกทาง เธอมั่นใจว่าตัวเองจะหาหอเจอ
หลังจากนั้นก็แค่ขี่รถไปจอดที่ท่ารถแล้วนั่งรถตู้ไปลงกุยบุรี โดยที่คืนนี้คงจะต้องค้างบ้านของป้าบัวสักคืนเพราะมืดค่ำแล้วก็ไม่มีรถโดยสาร แล้วค่อยขึ้นรถเที่ยวแรกกลับปราณ พอถึงท่ารถก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ปากน้ำ เริ่มทำงานพี่เลี้ยงหมายักษ์ต่อ ที่ก็น่าจะสายกว่าปกติ แต่เรื่องนี้หล่อนแจ้งคุณโสพิศให้ทราบแล้ว ทางนั้นไม่ว่าอะไร
นั่นคือแพลนของเธอ แต่แล้วมันก็พังลงเมื่อ ‘ธุระ’ ของสรัลคือธุระเดียวกันกับของตน
“แล้วแต่ผู้กองเลยค่ะ ถ้าผู้กองหิวก็กินได้”
“ผมถามคุณ”
“งั้นไม่เป็นไรค่ะ หนูรอไปกินข้าวที่งาน”
หางตาเรียวรีทิ้งมาทางคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ
เจ้าหล่อนเลิกคิ้วใส่ “ทำไมคะ กินข้าวงานศพแล้วมันแปลกตรงไหน ก็เขาทำให้แขกอยู่แล้ว อีกอย่างหนูไม่ซีเรียสเรื่องกินข้าวงานศพแล้วจะดวงไม่ดีหรืออะไรพวกนั้นด้วย”
ชายร่างแกร่งไหวไหล่เล็กน้อย
“ผมว่าอะไรหรือยัง”
“ยังไม่ได้พูดก็จริงค่ะ แต่สายตาผู้กองมันฟ้อง”
เขากดเสียงต่ำ “รู้ดี”
เมรีอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ใช่ เธอรู้ดี รู้ว่าสถานะของตัวเองกับสรัลนั้นห่างชั้นกันเกินคณนา แรก ๆ ก็ยังตีมึนชวนคุยได้อยู่ แต่หลังจากรู้ว่าลึก ๆ แล้วเขาคิดกับเธอแค่คนไม่รู้จัก ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเพื่อน เมรีก็คิดว่าการเดินหน้าต่อไม่ใช่เรื่องที่ดี
จากที่เคยชวนคุย มีหยอกล้อบ้าง กลับกลายเป็นว่าชนชั้นที่คงก้าวข้ามไม่ได้ทำให้เธอไม่กล้าทำมันอีก
หากให้นิยามก็คงจะเป็น ‘เจียมตัว’ กระมัง
ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์ของเมรีมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น เธอล้วงมันออกมาจากกระเป๋าสะพายก่อนพบว่าเจ้าของสายโทร. เข้านี้คือผู้หมวดที่อยู่ดี ๆ ก็ต้องไปราชการ ทิ้งให้เธอวิ่งเหงา ๆ กับวิเวียนตั้งหลายวัน
ตุ๊กตาหน้ารถหันไปทางสารถีหนุ่ม
“ขอรับสายนะคะ”
เขาเพียงแต่พยักหน้าเป็นการสื่อว่าอนุญาต เมรีไม่รอช้าที่จะกดรับสายของจิรายุ
“สวัสดีค่ะพี่จี”
(ทำไมรับไว งานที่ร้านไม่ยุ่งรึ)
“วันนี้หนูลาครึ่งวันค่ะ มีธุระ”
ปลายสายครางรับในลำคอ จิรายุไม่ถามว่า ‘ธุระ’ อะไร ซึ่งก็ถือเป็นมารยาทพื้นฐาน เขาแค่เงียบจนเธอเป็นฝ่ายเปิดปากอธิบายพอสังเขป
“ต้องไปกุย ไปงานศพคุณยายของบูม”
(อ่า...เห็นบูมโพสต์เรื่องคุณยายอยู่ แล้วเผาวันไหนล่ะ เผื่อพี่ไปฟังสวดสักคืน)
“วันอาทิตย์ค่ะ พี่ไปคืนวันเสาร์ก็ได้นะ คืนสุดท้าย”
(ดีเหมือนกัน เดี๋ยวไปกับเธียร หรือรัมจะไปอีกสักคืน)
สาวเจ้าเอ่ยเสียงอ่อย “คงไม่ไปแล้วค่ะ ลางานได้แค่วันนี้”
(โอเค ไม่เป็นไร) ก่อนปลายสายจะเสเปลี่ยนเรื่อง (พอดีพี่กำลังจะกลับ มีอะไรที่อยากกินไหม เดี๋ยวซื้อไปฝาก)
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”
เขาย้ำคำเสียงนุ่มหู (น่า อยากกินไร)
“งั้นตามใจพี่ก็แล้วกัน ซื้ออะไรมาหนูก็กินหมด”
(มันต้องแบบนี้ พี่น่าจะถึงดึก ๆ หน่อย เดี๋ยวเอาไปให้ที่บ้านนะ)
เมรีรีบเบรกจิรายุ “หนูไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วค่ะ”
(หืม? ทำไมล่ะ)
“มีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย ไว้กลับมาแล้วหนูค่อยเล่าให้ฟังนะคะ”
(เป็นอะไรหรือเปล่า) เสียงจากปลายสายเจือไปด้วยความห่วงใยจนคนฟังสัมผัสได้
หล่อนวาดยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นอะไรค่ะ หนูสบายดี ไว้หนูค่อยเล่าให้ฟังนะ”
(โอเคครับ ไว้เจอกัน)
หลังวางสายของจิรายุแล้วเธอก็หย่อนมือถือลงไปในกระเป๋าดังเดิม ตั้งใจจะผินหน้าไปมองข้างทาง แต่เสียงราบเรียบของพลขับกลับเรียกความสนใจไปเสียก่อน
“ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ไปที่สนาม”
ปกติแล้วหน้าที่ ‘ตั้งคำถาม’ เป็นของเธอ ส่วนเขารับบทคนตอบบ้างไม่ตอบบ้าง ทั้งยังเจือความระอาอยู่นิด ๆ แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกหรือ สรัลถึงได้เป็นฝ่ายตั้งคำถามเสียเอง
เธอยิ่งเชื่อเรื่องผีอยู่ด้วย อาการแบบนี้มันผีเข้าชัด ๆ เลยนี่
“ก็...” เมรีเว้นจังหวะไปชั่วครู่เพื่อหาข้ออ้างที่ไม่งี่เง่าอย่างการบอกความจริงว่าน้อยใจเขา เพราะหากพูดออกไปเช่นนั้นเกรงว่าความสะเหล่อที่ผ่านมามันจะไม่สามารถเทียบเท่ากับเวลานี้ได้เลย “งานหนักค่ะ กว่าร้านจะปิดก็เลยอยากรีบกลับไปนอนมากกว่า”
“ร้านก็ปิดเวลาเดิม เมื่อก่อนยังไปได้”
เมรีชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่เป็นบทสนทนาของคนไม่รู้จักเขาคุยกันจริง ๆ น่ะหรือ
“เอาเป็นว่าหนูไม่ค่อยสะดวก”
นายตำรวจไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ แล้วห้องโดยสารก็ตกอยู่ในห้วงของความสงบอีกครั้ง
จนเข้าเขตอำเภอกุยบุรี หล่อนจึงหยิบมือถือออกมาหวังส่งข้อความไปหาน้องชายต่างสายเลือดเพื่อที่จะถามทางไปงาน แต่สายตากลับเห็นข้อความของใครบางคนเข้าเสียก่อน
เธอมองแชตล่าสุดที่ส่งมาหาตน ก่อนชำเลืองสายตาไปทางคนข้างกาย
“ผู้กองคะ”
ชายร่างหนั่นหันไปมองทางเจ้าของเสียง แต่ครู่สั้น ๆ ก็ดึงสายตากลับไปทางเดิม
น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ถูกเปล่งออกมา “ว่าไง”
“ทำไมแฟนผู้กองถึงบอกให้หนูรับแอดคะ มีอะไรหรือเปล่า”
เขากล่าวเสียงหนัก “ผมไม่มีแฟน”
“คนนี้ไม่ใช่แฟนผู้กองเหรอคะ ที่ชื่อเนเน่ เขาแอดหนูมาแล้วทักมาบอกว่าให้รับแอด”
ซึ่งเมรีไม่มีความคิดที่จะรับอยู่แล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันที่ศาลเจ้า จนมาเจออีกทีที่ร้านอัมพรโภชนา เธอสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรของผู้หญิงคนนี้ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวจนไม่อยากเข้าใกล้
ไหนยังมาสั่งให้เธอรับแอดอีก ไม่มีเหตุผลที่เธอต้องเป็นเพื่อนกับคนที่ไม่ถูกชะตากันสักหน่อย
“ผมไม่รู้ว่าเนเน่แอดคุณมาทำไม แล้วจะทักคุณเพื่ออะไร หรือคุณจะรับแอดหรือไม่นั่นก็เรื่องของคุณ แต่เรื่องของผมคือผมไม่ได้เป็นอะไรกับเนเน่”
สัญญาณไฟแดงบริเวณสี่แยกกุยบุรีเป็นเหตุให้รถทุกคันต้องหยุดอยู่กับที่ สารถีจึงหันมามองหน้าเพื่อนร่วมทางได้อย่างถนัดถนี่
สรัลกล่าวสั้น ๆ แต่กระชับ ซึ่งเป็นคำที่ครั้งหนึ่งเมรีก็เคยได้ยินมันเต็มสองหู
“ผมโสด”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ครั้งที่แล้วกลัวไม่ได้ยินน่ะคับ โสดคับ ไม่มีแฟนคับ”
